http://www.sugarzone.in.th


ข่าวเศรษฐกิจเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล (เดือนมิถุนายน 2564]

เอกชน-รัฐเร่งออกมาตรการ ควบคุมโควิดในโรงาน

รัฐผนึกเอกชน ออกมาตรการ  ป้องกัน-ควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงงาน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าได้หารือร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน เรื่องมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด19 ในสถานประกอบกิจการโรงงานเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงงาน โดยที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในสถานประกอบการกิจการโรงงาน มีจำนวนโรงงานที่พบการแพร่ระบาด 149 แห่ง มีผู้ติดเชื้อ 7,777 คน ในพื้นที่ 21 จังหวัดทั่วประเทศ   (ข้อมูลณวันที่10 มิ.ย.2564)

เอกชน-รัฐเร่งออกมาตรการ  ควบคุมโควิดในโรงานทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รายงานความคืบหน้าการออกมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในโรงงาน อาทิ การขอความร่วมมือสถานประกอบกิจการโรงงานประเมินตนเองผ่าน Platform Thai Stop Covid Plus และ Thai Save Thai โดยมีโรงงานเข้าสู่ระบบ จำนวน 6,259 โรง (คิดเป็นร้อยละ 10 จากโรงงานทั้งหมด)   อย่างไรก็ตามได้วางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นศูนย์กระจายวัคซีนในสถานประกอบกิจการโรงงาน ทั้งในและนอกโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ จำนวน 27 แห่ง โดยเบื้องต้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบแล้ว จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสินสาคร นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ (ชลบุรี) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สวนอุตสาหกรรมบางกะดี และโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อีกทั้ง อยู่ระหว่างขอความเห็นชอบ 21 แห่ง เพื่อจะขอ ศบค.พิจารณาจัดสรรวัคซีนให้กับศูนย์ฉีดวัคซีน เป็นต้น โดยเน้นความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ผ่านการฉีดวัคซีนให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของสำนักงานประกันสังคม

เอกชน-รัฐเร่งออกมาตรการ  ควบคุมโควิดในโรงาน“ แนวทางการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่ได้มีการหารือกันนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมนั้นมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งหอการค้าฯ พร้อมสนับสนุนภาครัฐอย่างเต็มที่ ในมาตรการป้องกัน การเฝ้าระวัง รวมถึงการควบคุมการระบาด และยินดีเป็นจุดเชื่อมโยง ประสานความร่วมมือไปยังเครือข่ายต่างๆ ทั้ง หอการค้าจังหวัด และ สมาคมการค้า ให้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนตามแนวทางที่ได้มีการหารือกันไว้”

จาก https://www.thansettakij.com วันที่ 11 มิถุนายน 2564

กลุ่ม KTIS จับมือเกษตรฯ-ส.อ.ท. สร้างโมเดลต้นแบบ เพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย

กลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร ให้ความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตามโครงการนำร่อง “พัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่” มุ่งสร้างโมเดลต้นแบบ ตั้งแต่การพัฒนาดิน การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ไปจนกระทั่งการเก็บเกี่ยว ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น โดรน มาใช้ในการถ่ายภาพ ฉีด พ่น หว่าน เพื่อช่วยเพิ่มทั้งผลผลิตต่อไร่และคุณภาพอ้อย โดยกลุ่ม KTIS จะร่วมอบรมชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร และปัจจัยการผลิตที่สำคัญ

นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีแผนขับเคลื่อน “โครงการนำร่องพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่” โดยมีอ้อยโรงงานเป็นหนึ่งในพืชเกษตรเป้าหมาย ในฐานะที่กลุ่ม KTIS เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่อันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ก็ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเป็นโครงการนำร่องด้วย

ทั้งนี้พื้นที่เป้าหมายเกษตรแปลงใหญ่อ้อยที่ทางกลุ่ม KTIS เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วยพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และลพบุรี โดยมีพื้นที่รวม 46,868 ไร่ เกษตรกรจำนวน 1,493 ราย แยกเป็นที่เป็นเกษตรแปลงใหญ่อ้อยอยู่แล้ว 27 แปลง พื้นที่ 31,957 ไร่ มีจำนวนเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ 1,420 ราย และเป็นพื้นที่ของเกษตรกรเครือข่าย 14,911 ไร่ จำนวนเกษตรกร 73 ราย (ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรแปลงใหญ่)

 “โครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำนี้จะส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิต โดยเริ่มจากการให้การอบรม และให้การสนับสนุนด้านต่างๆ ที่ช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมทั้งคุณภาพอ้อยที่วัดจากค่าความหวานก็จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยมีเป้าหมายสร้างผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยมากกว่า 10 ตันต่อไร่ คุณภาพความหวาน 12 ซีซีเอส ขึ้นไป และตัดอ้อยสดคุณภาพดี ไม่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อนส่งเข้าโรงงาน ซึ่งโรงงานน้ำตาลกลุ่ม KTIS มีเป้าหมายจะรับซื้ออ้อยเพิ่มขึ้นจากโครงการนี้จำนวน 730,000 ตัน หรือ 730 ล้านกิโลกรัม”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำฯ ว่า เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น โดรน เข้ามาใช้ในการถ่ายภาพ รวมถึงการฉีด พ่น หว่าน ดังนั้น จึงมีการจัดทำหลักสูตรการบินโดรนเพื่ออบรมให้กับเกษตรกร โดยจะมีแปลงสาธิตสำหรับการฝึกอบรมด้วย นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ปลูกอ้อย โดยการตรวจวิเคราะห์และปรับปรุงความสมบูรณ์ของดิน และวิจัยพัฒนาหาแม่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับดิน รวมไปถึงการจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน โดยได้วางเป้าหมายการขุดบ่อจำนวน 3,216 บ่อ

“ในการจัดหาและพัฒนาแหล่งน้ำนั้นจะดูความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ หากมีน้ำไหลผ่านอาจจะสร้างฝาย ห้วย หรือทำสระน้ำ รวมไปถึงการขุดลอกคูคลอง และการใช้พลังงานโซล่าร์เซลในการสูบน้ำมาใช้ โครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำฯ จะทำให้ได้โมเดลต้นแบบตั้งแต่การพัฒนาดิน การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชไปจนกระทั่งการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะต้องแบ่งชั้นคุณภาพ และประเมินผลผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว โดยโมเดลต้นแบบนี้สามารถนำไปใช้กับไร่อ้อยแปลงอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตอ้อยต่อไร่เพิ่มขึ้นและคุณภาพอ้อยสูงขึ้น”

จาก https://siamrath.co.th   วันที่ 10 มิถุนายน 2564

ก.อุตฯ ยัน โรงงานน้ำตาล 56 แห่งยังแข็งแกร่ง แจง "กุมภวาปี" ปิดกิจการไม่กระทบ

กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันภาพรวมโรงงานน้ำตาลทราย 56 แห่งยังแข็งแกร่งหลังทิศทางผลผลิตฤดูหีบปี 64/65 และราคาอ้อยมีแนวโน้มสูงขึ้น แจงการปิดกิจการโรงงานกุมภวาปีเพื่อไปโอนย้ายไปยังบริษัทใหม่ที่มีกำลังผลิตสูงขึ้น

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีมติเมื่อ 7 มิ.ย.หยุดกิจการน้ำตาลอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทจะโอนย้ายสัญญาซื้อขายอ้อยไปยัง บริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ที่มีกำลังการผลิตได้ถึง 30,000 ตันอ้อยต่อวัน เพื่อรองรับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาจาก บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด ว่า จากแผนการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าวยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของโรงงานน้ำตาลทรายอีก 56 แห่งแต่อย่างใด เนื่องจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยในฤดูการผลิตปี 2564/2565 มีแนวโน้มผลผลิตอ้อยและราคาน้ำตาลของตลาดโลกจะสูงขึ้นจากในฤดูการผลิตปี 2563/2564 จึงมั่นใจได้ว่าผลประกอบการโรงงานน้ำตาลอีก 56 โรงงาน จะมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้น

นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด มีชาวไร่อ้อยคู่สัญญา จำนวน 1,195 ราย ในฤดูการผลิตปี 2563/2564 หีบอ้อยได้ 716,862.94 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 82,977.23 ตัน โดยการปิดโรงงานดังกล่าวจะไม่กระทบกับชาวไร่อ้อยคู่สัญญา ขณะเดียวกันนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ประสานไปยัง บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด ให้ดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาช่วยเหลือแก่พนักงานประจำโรงงาน และจะดำเนินการติดตามการจ่ายเงินค่าอ้อยขั้นสุดท้ายให้กับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในช่วงเดือนตุลาคม 2564 รวมไปถึงตรวจสอบภาระหนี้ของบริษัทฯ กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และการปิดกิจการจะไม่กระทบต่อการจ่ายเงินช่วยเหลือตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 แต่อย่างใด

จาก https://mgronline.com  วันที่ 10 มิถุนายน 2564

โรงงานน้ำตาลกุมภวาปีปิด ไม่กระทบอุตสาหกรรมน้ำตาล

สอน. แจง บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด ปิดโรงงานน้ำตาล ไม่กระทบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ย้ำในฤดูการผลิตปี 64/65 ผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เร่งให้โรงงานเยียวยาพนักงานประจำโรงงาน พร้อมจ่ายเงินค่าอ้อยขั้นสุดท้ายให้กับชาวไร่อ้อยคู่สัญญา

วันที่ 10 มิถุนายน 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2564 กรณี บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีมติหยุดกิจการน้ำตาลอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทจะโอนย้ายสัญญาซื้อขายอ้อยไปยัง บริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ที่มีกำลังการผลิตได้ถึง 30,000 ตันอ้อยต่อวัน เพื่อรองรับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาจาก บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด

โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี ปิดกิจการ พนักงานกว่าพันชีวิตตกงาน

นายกอบชัย เปิดเผยต่อว่า การปิดโรงงานดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย เนื่องจากในฤดูการผลิตปี 2564/2565 มีแนวโน้มผลผลิตอ้อยและราคาน้ำตาลของตลาดโลกจะสูงขึ้นจากในฤดูการผลิตปี 2563/2564 จึงมั่นใจได้ว่าผลประกอบการโรงงานน้ำตาลอีก 56 โรงงาน จะมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนถือเป็นสัญญาณที่ดีท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก

นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด มีชาวไร่อ้อยคู่สัญญา จำนวน 1,195 ราย ในฤดูการผลิตปี 2563/2564 หีบอ้อยได้ 716,862.94 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 82,977.23 ตัน โดยการปิดโรงงานดังกล่าวจะไม่กระทบกับชาวไร่อ้อยคู่สัญญา

ในขณะเดียวกันนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ประสานไปยัง บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด ให้ดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาช่วยเหลือแก่พนักงานประจำโรงงาน และจะดำเนินการติดตามการจ่ายเงินค่าอ้อยขั้นสุดท้ายให้กับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในช่วงเดือนตุลาคม 2564 รวมไปถึงตรวจสอบภาระหนี้ของบริษัทฯ กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และการปิดกิจการจะไม่กระทบต่อการจ่ายเงินช่วยเหลือตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 แต่อย่างใด

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 10 มิถุนายน 2564

สอน.ดึงกองทุนอ้อยฯช่วยชาวไร่ 1.1 พันราย หลังโรงงานน้ำตาลกุมภวาปีปิดกิจการ

นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีโรงงานน้ำตาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี เตรียมปิดกิจการตามเอกสารที่มีการเผยแพร่ ออกมาว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) ได้ประสานกับทางบริษัท บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า ที่ผ่านมา บริษัทฯ ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่ยากลำบาก ล่าสุดในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2564 จึงมีมติหยุดกิจการน้ำตาลอย่างเป็นทางการ และบริษัทได้ดำเนินการให้พนักงานหยุดปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2564 โดยให้ถือเป็นวันลาพักผ่อน และจะมีการให้สิ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัท ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2564 และบริษัทจะโอนย้ายสัญญาซื้อขายอ้อยไปยังบริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ซึ่งในปี 2563 บริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ได้ขยายกำลังการผลิตจาก 12,000 ตันอ้อยต่อวัน เป็น 30,000 ตันอ้อยต่อวัน เพื่อรองรับปริมาณอ้อยของบริษัทน้ำตาลกุมภวาปี จำกัด

นายเอกภัทร กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน เขตเทศบาล ตำบลกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี กำลังหีบอ้อยตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) จำนวน 12,000 ตันอ้อย/วัน ชาวไร่อ้อยคู่สัญญา 1,195 ราย หีบอ้อยได้ 716,862.94 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 82,977.23 ตัน ในปีการผลิต 2563/2564 ) มีพนักงานประจำโรงงาน 30 คน และคนงานชั่วคราวในช่วงเปิดหีบประมาณ 2,000 คน

“โรงงานนี้เป็นโรงงานเก่าแก่ในพื้นที่ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยและคนในชุมชนอย่างดีมาตลอด แต่ในช่วงท้ายของการดำเนินกิจการ ชุมชนมีการขยายตัวมากขึ้น และเข้ามาใกล้พื้นที่ของโรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ทำให้มีปัญหาเรื่องมลภาวะกับชุมชนเพิ่มขึ้นไปด้วย ประกอบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมาผลผลิตอ้อยลดน้อยลงและผลิตภาพเครื่องจักรลดลง ทำให้บริษัทตัดสินใจปิดโรงงาน และย้ายสายการผลิตไปรวมกับบริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแทน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือพนักงาน และข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง”นายเอกภัทรกล่าว

นายเอกภัทร กล่าวว่า หลังจากนี้ สอน.จะเข้าไปดูแลชาวไร่อ้อยคู่สัญญา 1,195 ราย ที่ถ่ายโอนไปยังบริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด หรือโรงงานน้ำตาลเกษตรผล เพื่อให้แผนการขายอ้อยเดินหน้าตามปกติไม่ส่งผลกระทบต่อชาวไร่ รวมทั้งจะประสานกับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อดูสถานะทางการเงินระหว่างโรงงานและชาวไร่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ผลกระทบต่อชาวไร่

จาก https://www.matichon.co.th   วันที่ 9 มิถุนายน 2564

กรมเจรจาฯ เตรียมจัดระดมความคิดเห็นออนไลน์การจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมจัดระดมความคิดเห็นการจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดาผ่านทางออนไลน์ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปแสดงความคิดเห็น รวม 4 วัน ระหว่างวันที่ 14-17 มิ.ย. ก่อนใช้ประกอบในผลการศึกษา และใช้เป็นท่าทีประกอบการตัดสินใจในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-แคนาดา ในเดือน ก.ย.นี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ มีกำหนดจัดประชุมระดมความเห็น เรื่อง “เปิดประตูอาเซียน-แคนาดา โอกาสการค้า การลงทุน และความร่วมมือ” ผ่านระบบประชุมทางไกล ระหว่างวันที่ 14-17 มิ.ย. 2564 เพื่อรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่สนใจในเรื่องการเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา ซึ่งจะมีการถ่ายทอดผ่านทาง Facebook กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังการสัมมนา และร่วมเสนอแนะข้อคิดเห็นตามวันและเวลาที่กำหนด

สำหรับรายละเอียดการสัมมนา ได้แก่ 1. การค้าสินค้าและสินค้าเกษตร ในวันที่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 09.00-11.00 น. 2. การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในวันที่ 15 มิ.ย. 2564 เวลา 09.00-11.00 น. 3. ประเด็นเจรจาใหม่ๆ ในวันที่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 09.00-11.00 น. และ 4. เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสาธารณสุข ในวันที่ 17 มิ.ย. 2564 เวลา 09.00-11.00 น. โดยผลการสัมมนาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องการเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา ซึ่งกรมฯ ได้มอบบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการ

นางอรมนกล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมากรมฯ ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่อง “โอกาสขยายตลาดใหม่ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมได้ระบุว่าเห็นโอกาสในการขยายตลาดใหม่ของไทยจากการทำ FTA กับแคนาดา โดยเป็นประเทศที่ยังไม่มี FTA กับไทยมาก่อน แต่ก็มีบางประเด็นที่ไทยต้องใช้ความระมัดระวังในการเจรจาร่วมกับอาเซียนด้วยความรอบคอบ เช่น การเปิดตลาดสินค้าสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดง การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการเข้าถึงยา และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เป็นต้น

“การสัมมนากลุ่มย่อยในครั้งนี้ กรมฯ คาดว่าจะได้หารือในรายละเอียดของประเด็นเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการหารือของไทยกับอาเซียนและแคนาดาต่อไป เนื่องจากรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนมีกำหนดจะประชุมร่วมกับรัฐมนตรีการค้าแคนาดา เพื่อพิจารณาตัดสินใจเรื่องการเปิดเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน-แคนาดา ในเดือน ก.ย. 2564 นี้” นางอรมนกล่าว

ในปี 2563 การค้าร่วมระหว่างไทยกับแคนาดามีมูลค่า 2,308.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทยไปแคนาดา มูลค่า 1,540.97 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากแคนาดามูลค่า 767.52 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนการค้าร่วมระหว่างอาเซียนกับแคนาดา ในปี 2563 มูลค่า 19,966.7 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 15,269.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากแคนาดามูลค่า 4,697 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักรกล สิ่งทอ และรองเท้า สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ธัญพืช ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ และเครื่องจักรไฟฟ้า

จาก https://mgronline.com   วันที่ 9 มิถุนายน 2564

กทท.ปรับอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษน้ำมัน บริการตู้สินค้า-เรือลากจูงตามภาวะตลาด

กทท.ปรับอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงบริการตู้สินค้าและเรือลากจูงตามสภาวะตลาด ใช้ค่าเฉลี่ยราคาดีเซลรอบ 3 เดือน พบเปลี่ยนแปลงเกิน 5%

เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า การท่าเรือฯ ปรับอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของการให้บริการตู้สินค้า และการให้บริการเรือลากจูง ณ ท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) และท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.)  ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้

• อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของการให้บริการตู้สินค้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ประเภทตู้สินค้า โดย ตู้มีสินค้า ขนาดตู้ 20 ฟุต 38 บาท ขนาดตู้ 40 ฟุต 76 บาท ขนาดตู้มากกว่า 40 ฟุต 86 บาท

ตู้สินค้าเปล่า ขนาดตู้ 20 ฟุต 23 บาท ขนาด 40 ฟุต 46 บาท ขนาดตู้มากกว่า 40 ฟุต 52 บาท

• อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของการให้บริการเรือลากจูง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ท่าเรือกรุงเทพ เรือลากจูงตั้งแต่ 2,000 แรงม้าขึ้นไป 1,202 บาท/ชั่วโมง

ท่าเรือแหลมฉบัง 1,435 บาท/ชั่วโมง (กรณีเศษของชั่วโมงแต่ไม่ถึง 30 นาที จะคิด 30 นาที และหากเกิน 30 นาที แต่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง คิดเป็น 1 ชั่วโมง)          ทั้งนี้ กทท.จะทบทวนอัตราค่าธรรมเนียม ทุกวันที่ 1 ของเดือนมกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคมของทุกปี ซึ่งใช้ผลต่างของราคาน้ำมันดีเซลของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่างราคาเฉลี่ยในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาเปรียบเทียบกับราคาเฉลี่ยทั้งปีของปี พ.ศ. 2547 และจะปรับปรุงในกรณีที่ผลการคำนวณอัตราค่าธรรมเนียมมีการเปลี่ยนแปลงเกินกว่าร้อยละ 5

จาก https://mgronline.com   วันที่ 9 มิถุนายน 2564

ชงบอร์ดกบน.จ่อเลื่อนยกเลิกชดเชยราคาก๊าซชีวภาพอีก2ปี

บอร์ด กบน. เตรียมถกปลายเดือน มิ.ย.นี้ พิจารณาเลื่อนยกเลิกชดเชยราคาก๊าซชีวภาพ ออกไป 2 ปี เหตุเอกชนยังไม่พร้อม หวั่นกระทบผู้ใช้น้ำมัน หากราคาปรับขึ้นทันทีในปี 2565

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ในปลายเดือนมิ.ย.นี้ เตรียมพิจารณาวาระสำคัญ เรื่องการขยาย “มาตรการยกเลิกชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ” ซึ่งตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดให้ยกเลิกการชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2565 หรือใน 30 ก.ย. 2565 แต่หากดำเนินการไม่ทันสามารถขอขยายกรอบเวลาเลื่อนการใช้มาตรการดังกล่าวออกไปได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี

โดยเบื้องต้น คาดการณ์ว่าจะมีการเสนอให้ที่ประชุมขยายระยะเวลายกเลิกการชดเชย ออกไปอีก 2 ปี เพราะจากการจัดประชุมรับฟังความเห็นมาตรการยกเลิกการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธุรกิจพลังงาน ,สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.), ผู้ค้ามาตรา 7 ,ผู้ค้าเอทานอล ,โรงกลั่นน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) เป็นต้น เข้าร่วมการประชุม

พบว่า ที่ประชุมยังมีข้อกังวลหลายเรื่อง โดยเฉพาะภาคเอกชน มองว่า ภาครัฐควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดเลือกน้ำมันพื้นฐานของประเทศก่อน ว่าจะให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันฐานของกลุ่มเบนซินหรือไม่ โดยจะต้องประกาศเป้าหมายและระยะเวลาดำเนินออกอย่างเป็นทางการก่อน เพื่อให้เวลากับทางโรงกลั่นน้ำมันได้เตรียมความพร้อมปรับเปลี่ยนการสต๊อกน้ำมัน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ภาครัฐมีแผนจะผลักดันใช้น้ำมัน E20 เป็นน้ำมันฐานของกลุ่มเบนซิน โดยคาดว่า จะเริ่มประกาศให้ E20 เป็นน้ำมันฐานในวันที่ 1 ม.ค. 2565 จากนั้นจะเริ่มประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบไม่น้อยกว่า 3 เดือน และจะใช้วิธีทยอยลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของเอทานอลและน้ำมันปาล์ม เพื่อให้ทันกำหนด 30 ก.ย. 2565 ที่ต้องยกเลิกชดเชยราคาทั้งหมด

ทั้งนี้ ภาคเอกชน มองว่า ระยะเวลาเตรียมการดังกล่าวไม่เพียงพอ เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดล่าช้ามากว่า 2 ปี อีกทั้งประเทศไทยยังติดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงานต่างๆของภาครัฐ ประกอบกับยอดการใช้น้ำมันของประเทศลดต่ำลง ฉะนั้น หากเร่งรีบดำเนินการตามกฎหมายกำหนดไว้ในกรอบเดิมจะส่งผลให้เกิดการลดการชดเชยราคาน้ำมันและมีผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล อาจปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อประชาชนผู้ใช้น้ำมันได้

 “เข้าใจว่า ทาง สนกช.จะเสนอที่ประชุม กบน.พิจารณาขอขยายเวลาดำเนินการยกเลิกชดเชยราคาก๊าซชีวภาพออกไปอีก 2 ปี เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น”

จาก https://www.bangkokbiznews.com  วันที่ 9 มิถุนายน 2564

"บิ๊กตู่" สั่งศึกษาแผนปฏิรูปภาษีกลุ่มจี 7 หวั่นกระทบโครงการลงทุนอีอีซี

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานและผู้ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษาแผนการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา อิตาลี ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ที่เพิ่งบรรลุข้อตกลงด้านภาษีครั้งประวัติศาสตร์ในการทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเสียภาษีมากขึ้น รวมทั้งการกำหนดเพดานอัตราภาษีบริษัทนิติบุคคลในแต่ละประเทศด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่านโยบายภาษีของกลุ่มประเทศ G7 อาจส่งผลกระทบหรือเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของประเทศไทยรวมทั้ง โครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ด้วย จึงให้มีการศึกษาทั้งในแง่ของผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากนโยบายปฏิรูปภาษีของกลุ่ม G7 และให้นำมาเสนอ ครม.อีกครั้ง

ทั้งนี้ นายสุพัฒนพงษ์ ได้กล่าวเสริมข้อสั่งการของนายกฯในเรื่องนี้ว่าเมื่อมีการใช้นโยบายเรื่องนี้ในกลุ่มประเทศ G7 ประเทศต่างๆอีก 80-90% ทั่วโลก ก็จะใช้ตาม จึงเป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมความพร้อม

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจวันนี้ คือมีการประชุมหลายกลุ่มด้วยกันโดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น G7 และหลายๆเวทีโลก ได้ประชุมหารือกันในเรื่องของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งเราต้องเตรียมการให้พร้อมในการรับมือกับพันธสัญญากรณี ต่างๆ ที่มีอยู่เนื่องจากเราอยู่ในห่วงโซ่ของเขาทั้งหมด ทั้งการค้าการลงทุนต่างๆ มีกติกาต่างๆ ที่ออกมามากมาย เราต้องเตรียมความพร้อมเราต้องเข้มแข็งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถตัวเองไปด้วยให้สอดคล้องกับมาตรฐานต่างๆที่เราได้ออกมาของแต่ละประเทศด้วย.

จาก https://www.thairath.co.th   วันที่ 9 มิถุนายน 2564

พนักงานสุดเศร้า โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี ปิดกิจการ หลังเปิดมายาวนาน 58 ปี

พนักงานสุดเศร้า โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี ประกาศปิดกิจการ หลังเปิดมายาวนาน 58 ปี เนื่องจากพิษเศรษฐกิจ

วันที่ 8 มิ.ย. ที่โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี เทศบาลตำบลกุมภวาปี อ.กุมภวาปี บริษัทฯ มีการนัดหมายให้พนักงาน ลูกจ้างของบริษัท มารับฟังคำชี้แจงการเลิกกิจการ หลังจากดำเนินกิจการมามากกว่า 58 ปี โดยติดป้ายแบ่งสถานที่ประชุมเป็น 6 จุด มีพนักงาน ลูกจ้าง รวม 280 คน ทยอยเข้าประชุมแบบแยกส่วน จากนั้น นายฮิเดยูกิ มุราคามิ ประธาน บริษัทน้ำตาลกุมภวาปี จำกัด เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง ขณะสื่อมวลชนได้รับแจ้งให้ออกนอกพื้นที่ของโรงงาน ห้ามถ่ายภาพ

ทั้งนี้ บริษัท มีการแจกเอกสาร 2 ฉบับ ฉบับแรก ประกาศวันหยุดพิเศษ ระบุเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปี พนักงานประจำ 8 มิ.ย.-2 ก.ค.64 พนักงานชั่วคราว 8-12 มิ.ย.64 ที่ยังคงได้รับค่าจ้าง และพนักงานที่ยังคงต้องมาทำงาน ในช่วงวันหยุดพิเศษ บริษัทฯจะจ่ายค่าแรง และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้, ฉบับที่ 2 เป็นจดหมายถึง เกษตรกรชาวไร่อ้อยครอบครัวตราซ้อนที่เคารพรักทุกท่าน ประกาศแจ้งหยุดกิจการ ที่ดำเนินกิจการมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษ ขอขอบคุณเกษตรกรชาวไร่ ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ในจดหมาย ฉบับที่ 2 ยังระบุด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทตกอยู่ในสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่ยากลำบาก ดังนั้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ จึงมีมติตัดสินใจจะหยุดกิจการน้ำตาลหลังจากนี้อย่างเป็นทางการ จากการตัดสินใจครั้งนี้ บริษัทได้ร้องขอบริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทน้ำตาลตราช้อนเช่นเดียวกัน ให้รับการโอนย้ายสัญญาซื้อขายอ้อยที่บริษัททำร่วมกับเกษตรกรทุกท่าน ขอให้ทุกท่านโปรดเข้าใจ สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทน้ำตาลเกษตรผล จำกัด จะแจ้งให้เกษตรกรทุกท่านทราบต่อไป

นายชัยวัฒน์ ศรมณี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.อุดรธานี เปิดเผยหลังการประชุมว่า บริษัทฯชี้แจงว่าประสบปัญหาขาดทุน ติดต่อกันมารวม 6-7 ปีแล้ว ก็จะปิดกิจการทั้งหมด หรือเลิกกิจการ ไม่เหลือกิจกรรมอะไร ซึ่งมีพนักงาน ลูกจ้างอยู่รวม 280 คน ทั้งรายวันรายเดือนก็จะต้องเลิกจ้าง รวมทั้งลูกจ้างตามฤดูกาลอีกกว่า 1,000 คนก็จะไม่มีการจ้าง โดยวันนี้ได้ประกาศหยุดกิจการ เขาก็ประกาศหยุดงานตั้งแต่วันนี้-2 ก.ค.64 แบบยังมีค่าจ้าง แต่ยังมีแรงงานที่สมัครใจ เข้ามาช่วยเก็บงาน ซึ่งก็จะได้รับค่าจ้างเพิ่มให้ ถือว่ามาทำงานในวันหยุด

"การเลิกจ้างจะเริ่มวันที่ 3 ก.ค.64 แบ่งเป็นการสมัครใจลาออก จะได้รับการชดเชย 3 ส่วน คือ เงินชดเชยตามกฎหมาย , เงินช่วยเหลือพิเศษ และเงินช่วยเหลือจากการลาออก คนที่สมัครใจลาออก ให้ยื่นเรื่องวันนี้-12 มิ.ย.นี้ เมื่อเลยวันที่ 3 ก.ค.64 ถือว่าสิ้นสุดการเป็นพนักงาน หากไม่สมัครใจลาออก ก็จะดำเนินการเลิกจ้างตามกฎหมาย ซึ่งจะจ่ายชดเชยเฉพาะตามกฎหมาย ซึ่งมีจำนวนแตกต่างกันมาก อาทิ ผู้มีอายุงานมากกว่า 20 ปี ตามกฎหมายจะได้ชดเชย 400 วัน เขาจะบวกเพิ่มเงินช่วยพิเศษอีก 120 วัน และเงินช่วยเหลือการลาออก 90 วัน รวมแล้ว 610 วัน เขาเรียกโครงการนี้ว่า มาราอิ จากกันด้วยดีสู่อนาคตใหม่"

สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.อุดรธานี กล่าวต่อว่า วันนี้สวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ได้จัดเจ้าหน้าที่ไปให้คำปรึกษา แก่พนักงาน ลูกจ้างที่จะตัดสินใจ ตั้งแต่พรุ่งนี้ ถึงวันที่ 12 มิ.ย. ทั้งนี้พนักงาน ลูกจ้าง ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ยังจะได้รับเงินจากประกันการว่างงาน หากลาออกจะได้รับ 45 เปอร์เซ็นต์ 90 วัน หากถูกเลิกจ้างได้ 70 เปอร์เซ็นต์ 200 วัน ทำให้บริษัทเพิ่มเงินช่วยในส่วนนี้ เขาบอกว่าหากดำเนินกิจการต่อ อาจจะไม่มีเงินเดือนจ่าย ผลกำไรที่เคยได้รับไป ยังพอนำมาชดเชยให้ทุกคนได้

นายไพรวัลย์ ฤทธิมหา ประธานสหภาพแรงงานน้ำตาลกุมภวาปี เปิดเผยว่า จะร่วมโครงการนี้กับโรงงาน เพราะคงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ โดยโรงงานให้หยุดพักร้อนพิเศษ ไม่ต้องไปทำงานตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 3 ก.ค.นี้ จากนั้นก็จะพ้นสภาพพนักงาน ซึ่งพนักงานทุกคนคงจะไม่คัดค้าน เพราะเป็นนโยบายผู้ถือหุ้น ถึงคัดค้านไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ตนพอที่จะรู้มาก่อนว่าโรงงานจะปิดกิจการ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ หลังจากนี้พนักงานทุกคนก็คงจะเริ่มต้นหางานใหม่ทำ พนักงานคนไหนมีที่ดินก็คงจะทำกันไปก่อน และดูสถานการณ์ตั้งหลัก 1-2 เดือนก่อน แล้วใครมีโอกาสไปทางไหนก็ค่อยไป

"ความรู้สึกของผมตอนนี้ก็เสียใจ เพราะด้วยที่ผูกพันกับโรงงานมานาน ทำงานมา 24 ปี เรียนจบตอนปี 40 ฟองสบู่แตก ก็ได้มาทำงานที่นี่ เติบโตจากที่นี่ ซึ่งมาเจอเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ ค่อนข้างที่จะสะเทือนใจพอสมควร เพราะที่โรงงานนั้นก็เหมือนบ้านอีกหลังหนึ่ง เวลาส่วนใหญ่ก็อยู่ที่โรงงานเกือบทั้งหมด" นายไพรวัลย์ กล่าว

จาก https://www.thairath.co.th   วันที่ 8 มิถุนายน 2564

เปิดปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาแล้ง

อธิบดีฝนหลวงฯ วางแผนปฏิบัติการขึ้นบินฝนหลวง เผยลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในเขตชลประทาน และบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางบางส่วน และภาคใต้ เผชิญฝนทิ้งช่วง น้ำไม่พอทำเกษตร

วันที่ 8 มิถุนายน 2564 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงนี้ประเทศไทยยังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงแม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วก็ตาม อย่างบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในเขตชลประทานก็ไม่อาจหลีกหนีสภาวะฝนทิ้งช่วงไปได้ รวมไปถึงบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางบางส่วน รวมถึงภาคใต้ ซึ่งจากสภาพอากาศที่ผ่านมาแม้จะเชื่อกันว่าปีนี้อาจจะมีฝนตกเยอะ แต่ความเป็นจริงแล้วฝนยังตกไม่มากพอตามความต้องการของเกษตรกร

ฉะนั้นการปฏิบัติการฝนหลวงจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยบรรเทาสภาวะฝนทิ้งช่วงเพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นสภาวะนี้ไปได้ และจากแผนที่อากาศพื้นผิวของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 07.00 น. ได้มีหย่อมความกดอากาศต่ำทางตอนเหนือของประเทศไทย บริเวณประเทศพม่า ลาว และเวียดนาม มีโอกาสพัฒนาตัวเป็นร่องฝนส่งผลให้อิทธิของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น

จะทำให้ความชื้นเพิ่มมากขึ้นจึงมีแนวโน้มทำให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั้งบริเวณทางด้านตะวันตกของประเทศตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคกลาง และด้านตะวันออกของประเทศตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณชายขอบประเทศ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน รวมถึงได้แจ้งเตือนประชาชนในบริเวณดังกล่าวถึงการเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยขอให้ฟังประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงฯ เมื่อวานนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ร่วมกับกองทัพอากาศ และกองทัพบก ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 7 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี อุดรธานี สกลนคร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว

และสามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนลำปาว เขื่อนน้ำอูน และ

อ่างเก็บน้ำ จำนวน 6 แห่ง

ส่วนด้านการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในช่วงเช้าวันนี้ พบว่า ผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง โดย 3 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมีแผน ที่จะปฏิบัติในช่วงเช้าของวันนี้

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 8 มิถุนายน 2564

สะพัด เตรียมปิดโรงงานน้ำตาลชื่อดัง อุดรธานี เจ้าของทำหนังสือถึง ตร. ขอดูแลความเรียบร้อย

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ตลาดเทศบาลตำบลกุมภวาปี อ.กุมภวาปี มีการเผยแพร่เอกสารผ่าน “ออนไลน์”ของ บ.น้ำตาลกุมภวาปี จก. เจ้าของกิจการโรงงานน้ำตาลกุมภวาปี ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น “กลุ่มมิตซุย” และ “บ.มิตซุย ชูการ์ จก.” ลงวันที่ 1 มิ.ย.64 ถึงผู้บังคับการตำรวจ จ.อุดรธานี ขออนุเคราะห์กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาดูแลความปลอดภัย เกี่ยวกับการปิดดำเนินการปิดกิจการบริษัทฯ ที่นายจ้างจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้พนักงานมีเงินทุนหลังสิ้นสุดการจ้าง ตามโครงการ MIARI : จากกันด้วยดีสู่อนาคตใหม่

โดยมีกำหนดประชุมชี้แจง – รับเอกสารร่วมโครงการ – เปิดรับสมัครร่วมโครงการ 07.00-12.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.64 และเปิดรับสมัครร่วมโครงการ 09.00-16.00 น. 9-12 มิ.ย.64 บริษัทฯจึงใครขอความอนุเคราะห์ ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งก่อนและหลังการจัดประชุมเพื่อชี้แจง ตั้งแต่วันที่ 7-30 มิ.ย.64 และ 1-3 ก.ค.64 เพื่อกระจายกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ตามจุดต่างๆ ตามแผนภูมิการจัดงาน วันละ 2 นาย ยกเว้น 8 มิ.ย.64 จำนวน 15 นาย โดยทางบริษัทยังไม่ชี้แจงรายละเอียดการปิดโรงงาน

ข้อมูลจากวารสารหอการค้า จ.อุดรธานี ระบุว่า โรงงานน้ำตาลที่ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เริ่มมีมาตั้งแต่ พ.ศ.2480 บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย จก. สร้างโรงงานน้ำตาล 11 โรง รวมทั้ง ฎโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี” ที่ อ.ภุมภวาปี, พ.ศ.2490 ได้โอนโรงงานน้ำตาลทั้งหมดให้กับ “องค์การน้ำตาลไทย” ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ต่อมา พ.ศ.2495 ราคาน้ำตาลตกต่ำ รัฐบาลจึงได้จัดตั้ง “บ.อุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย จก.” ต่อมาได้ขายโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ให้ บ.บุญเกื้ออุตสาหกรรม จก. ในยุคที่โรงงานน้ำตาลมากถึง 48 โรงงาน เกิดภาวะน้ำตาลล้นตลาด รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โรงงานน้ำตาลจึงหยุดกิจการไปเป็นจำนวนมาก

พ.ศ.2506 บริษัท บุญเกื้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้ขายกิจการให้ บ.ชิบาอุระเซโต ประกอบการโรงงานน้ำตาลในญี่ปุ่น ในนาม บ.ชิบาโต (ประเทศไทย) จก. ต่อมา บ.ชิบาอุระเซโต จก.ได้เชิญกลุ่ม บ.มิตซุย เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมทั้งมีนักธุรกิจชาวไทย กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ชาวไร่อ้อย และพนักงานบริษัท เข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย จากนโยบายให้ความสำคัญ ต่อการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และเน้นความเป็น “กุมภวาปี” โดยถือเสมือนว่าชาวกุมภวาปีทุกคน มีส่วนเป็นเจ้าของโรงงานนี้ ภายใต้หลักการว่า ธุรกิจและชุมชนควรมีความเจริญก้าวหน้ามั่นคงไปพร้อมๆ กัน ในนาม บ.น้ำตาลกุมภวาปี จก. 9 มกราคม 2517

นายไพบูลย์ ธิติศักดิ์ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับแจ้งว่าจะปิด รง.น้ำตาลกุมภวาปี ขณะเป็นช่วงการทำสัญญาซื้ออ้อย ระหว่างโรงงานฯกับชาวไร่อ้อย โดยเรื่องการปิดหรือย้ายโรงงาน มีการพูดกันมาหลายปีแล้ว โดยปีที่แล้วผลผลิตอ้อยมีน้อยมาก หากมีการปิดโรงงานจริง ในส่วนของชาวไร่อ้อยไม่น่ามีปัญหา เพราะกลุ่มมิตซุยที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ถือหุ้นใหญ่ใน รง.น้ำตาลเกษตรผล อ.กุมภวาปีด้วย ซึ่งขณะนี้ รง.น้ำตาลเกษตรผล ได้ขยายโรงงานเพิ่มกำลังผลิต สามารถรองรับอ้อยจาก รง.น้ำตาลกุมภวาปีได้

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย รองประธานหอการค้าไทย (อีสาน) อดีตประธานหอการค้า จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ยังไม่รู้เรื่องแผนการปิด รง.น้ำตาลกุมภวาปี ขอตรวจสอบแล้วตอบภายหลังว่า ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกันผู้ลงทุน มีเฉพาะข้อมูลจากนักธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนเรื่องของเหตุผล และขั้นตอนของการปิดโรงงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่โรงงานที่เติบโตมาคู่กับ อ.กุมภวาปี ระบบเศรษฐกิจมีห่วงโซ่เชื่อมโยงเข้าหากัน ไม่ใช่เพียงชาวไร่อ้อยนำอ้อยมาขายให้โรงงานเท่านั้น หรือแรงงานโรงงาน แต่หมายถึงภาพรวมทั้งหมด

“นักธุรกิจในพื้นที่อธิบายว่า มีแผนปิดโรงงานมานานแล้ว โดยไปขยายกำลังผลิตอีกโรงไว้ ขณะหลายปีที่ผ่านมามี รง.น้ำตาลขยายกำลังผลิต และย้ายเข้ามาตั้งใหม่ เกิดการแย่งซื้ออ้อยเข้าโรงงาน และยังมี รง.แป้งมันมาลงทุนอีก ชาวบ้านหันไปปลูกมันสำปะหลัง รวมทั้ง รง.น้ำตาลกุมภวาปี ไม่คล่องตัวในการแย่งซื้ออ้อย ผลผลิตก็ได้น้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังอยากรู้เหตุผลของโรงงานด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี รับรู้เป็นการเบื้องต้นแล้ว และสั่งให้หน่วยรับผิดชอบลงไปติดตาม หอการค้าฯก็จะไปดูเช่นกัน”

นายพรเทพ จวงทอง อดีตนายก ทต.กุมภวาปี เปิดเผยว่า เรื่องปิดโรงงานหรือย้ายโรงงาน มีข่าวว่าคุยกันมาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร วานก่อนก็ยังเงียบๆ อยู่ จนเย็นวานพนักงานในโรงงานมาบอก รง.น้ำตาลกุมภวาปี อยู่คู่กับเมืองใหม่กุมภวาปี มีคนงานประจำราว 300 คน คนงานชั่วคราวช่วงเปิดหีบ 2,000 คน ทุกคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาล ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้ชาวไร่จะมีที่ส่งอ้อย การปิดโรงงานก็จะกระทบเศรษฐกิจของ ทต.กุมภวาปี หรือเมืองใหม่กุมภวาปีแน่นอน

นายพรเทพ จวงทอง อดีตนายก ทต.กุมภวาปี ตอบคำถามด้วยว่า พนักงานบอกว่าโรงงานกู้เงินไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าใช้เหตุผลจริงๆ หรือทั้งหมดไหม เราเองก็อยากจะรู้ และอยากเห็นแผนการปิด ส่วนเรื่องมีปัญหากับชุมชนหรือไม่ ในภาพรวมคืออยู่ร่วมกันมานานมาก จนมีสภาพโรงงานตั้งอยู่ในชุมชน เมื่อปีก่อนมีประชาชนกลุ่มหนึ่ง ร้องเรียนปัญหาควัน-กลิ่น-น้ำเสีย ในฐานะนายกก็เข้าไปติดตาม แก้ไขปัญหากับหน่วยรับผิดชอบ เรื่องนั้นก็จบลงไปแล้ว

นายประชา มีธรรม อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ไม่เคยได้รับจาก รง.น้ำตาลกุมภวาปี ว่าจะปิดกิจการมาก่อน รวมทั้งไม่ได้รับการส่งสัญญาณมา ขณะเดียวกันช่วงนี้โรงน้ำตาล “ปิดหีบ” โดยหน้าที่ของ สนง.อุตสาหกรรมจังหวัด ก็เป็นเพียงผู้ออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมาย บางทีมีโรงงานไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว มาขออนุญาตปิดภายหลังก็มี วันพรุ่งนี้คงไม่ไปติดตามการชี้แจงของโรงงาน ถ้าจะไปเกี่ยวข้องก็ต้องกระทบชาวบ้าน การปิดกิจการก็น่าจะกระทบกับแรงงานมากกว่า ขณะเดียวกันช่วงนี้ทุกฝ่ายกำลังคุมเข้ม ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

จาก https://www.matichon.co.th  วันที่ 7 มิถุนายน 2564

“จุรินทร์” ขอให้เวียดนาม เร่งแก้ไขภาษีน้ำตาล-ส่งออกสุกร

“จุรินทร์” เผยหลังทูตเวียดนามเข้าพบ เพื่อหารือแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า อำนวยความสะดวกสินค้าผ่านด่านไปจีน ผ่อนคลายกฎระเบียบขึ้นทะเบียนยา ขึ้นภาษีน้ำตาล และเปิดทางส่งออกสุกร พร้อมนัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเพิ่มการค้า 2 ฝ่ายเป็น 7.5 แสนล้านบาท

วันที่ 7 มิถุนายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนาย ฟาน จี๊ ทัญ เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจําประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่าไทยได้ใช้โอกาสนี้ ขอให้เวียดนามช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน โดยขอให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด่านเพื่ออำนวยความสะดวกสินค้าไทยผ่านเวียดนามไปจีน เพราะประสบปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะด่านเวียดนามที่จะผ่านไปด่านโหย่วอี้กวนของจีน

สำหรับไทยและเวียดนามได้ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าระหว่างกันจากปัจจุบัน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 500,000 ล้านบาท เป็น 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 750,000 ล้านบาท โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่อาวุโสทั้ง 2 ประเทศ หารือกันว่าจะต้องใช้เวลากี่ปี และนำมาหารือร่วมกันในการประชุม JTC ในเดือน ส.ค. 2564 ต่อไป

ส่วนการค้าไทย-เวียดนามในปี 2563 ที่ผ่านมา มีมูลค่า ได้ 517,524 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปเวียดนาม 346,063 ล้านบาท ซึ่งเวียดนามถือคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในโลก และเป็นลำดับ 3 ในอาเซียน และในช่วง 4 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.) การค้าไทย-เวียดนาม เพิ่มขึ้นถึง 20% สินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม ส่วนมากเป็นรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าที่เวียดนามส่งมาไทย เช่น โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดิบ เป็นต้น

ทั้งนี้ ไทยยังได้ขอให้เวียดนามผ่อนคลายกฎระเบียบหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยา ที่มีความซับซ้อน ให้เป็นมาตรฐานอาเซียนหรือองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อช่วยการส่งออกยาไปเวียดนาม เพราะเอกชนผู้ผลิตยาไทยได้ให้ข้อมูลมาที่กระทรวงพาณิชย์ และขอให้ช่วยเหลือ ส่วนเรื่องน้ำตาล ขอให้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการให้เป็นไปตามกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) หลังมีการขึ้นภาษี

โดยใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ทำให้ภาษีเพิ่มขึ้น และกรณีสุกร ขอให้ช่วยประสานทางการเวียดนามให้ผ่อนคลายมาตรการ เพื่อให้สุกรคุณภาพจากไทยส่งออกไปเวียดนามได้สะดวก โดยยืนยันว่าไทยเข้มงวดเรื่องสุขอนามัยและการส่งออกมาก และมีการตรวจสอบทุกล็อต

นอกจากนี้ ขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์งานจับคู่ธุรกิจออนไลน์ระหว่างไทย-เวียดนาม ที่ไทยกำหนดจัดขึ้นในช่วงวันที่ 4-5 ส.ค.2564 เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันด้วย

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่ทูตเวียดนามนำมาหารือ คือ ปีนี้ ประเทศไทยต้องเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า (JTC) ไทย-เวียดนาม แต่ติดสถานการณ์โควิด-19 จึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่าควรจะจัดในเดือนส.ค.2564 และท่านทูตยังได้สนับสนุนความเห็นของตนที่ให้ความเห็นในการประชุมเอเปก ในประเด็นที่ไทยสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ สามารถใช้สิทธิในการผลิตวัคซีน โดยเหตุผลสุขอนามัยของประชาชน หรือที่เรียกว่า CL วัคซีน หรือการใช้มาตรการทริปส์ ที่ให้ถือว่าวัคซีนปลอดการบังคับใช้สิทธิบัตรชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ สามารถผลิตวัคซีนได้ จะได้กระจายวัคซีนไปทั่วโลก ทั้งประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา

อย่างไรก็ดี เบื้องต้นจากการหารือทางท่านทูตเวียดนาม ได้ให้การสนับสนุนความเห็นของตนเรื่องนี้ และขณะนี้ ประเทศไทย มีโรงงานผลิตวัคซีนเอง คือ สยามไบโอไซเอนซ์ ถ้ามาตรการทั้งสองอันนี้บังคับใช้ได้ ไทยมีโอกาสในการช่วยผลิตวัคซีนและส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ต้องการ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนของเราและเวียดนามได้ด้วย

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 7 มิถุนายน 2564

โรงงานขนาดใหญ่ 3,300 แห่ง ต้องตรวจประเมินตนเอง ให้เสร็จภายใน 15 มิ.ย.นี้

สกัดโควิดลามโรงงาน “ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม” ร่อนหนังสือถึงผู้ประกอบการทุกโรงงาน ตรวจประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thai Stop Covid Plus และ Thai Save Thai เริ่ม 3,304 โรงงานขนาดใหญ่เสร็จภายในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ ที่เหลืออีก 3,100 โรง ต้องเสร็จสิ้นเดือน มิ.ย. รายใดฝืนเตรียมรับโทษทันที

วันที่ 7 มิถุนายน 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายจากที่ประชุม ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้เป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน ด้วยการประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือโรงงานกว่า 60,000 โรงทั่วประเทศ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน (Good Factory Practice : GFP) ของสาธารณสุข

โดยประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thai Stop Covid Plus ทุก 2 สัปดาห์ และให้พนักงานประเมินด้วย Thai Save Thai ก่อนเข้าปฏิบัติงาน ตั้งเป้าให้โรงงานทุกแห่งดำเนินการภายใน 30 มิถุนายนนี้

“ปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในแรงงานภาคอุตสาหกรรม ทำให้ต้องหยุดประกอบกิจการ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบกิจการโรงงาน และเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ซึ่ง ศบค. ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพในการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน ผมจึงสั่งการเร่งด่วนให้ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด แจ้งขอความร่วมมือสถานประกอบการ ดำเนินการประเมินตนเองตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข

โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาขึ้น ได้แก่ Thai Stop Covid Plus ซึ่งเป็นข้อแนะนำทางด้านสาธารณสุข ในการป้องกันการแพร่ระบาด ประกอบด้วย มาตรการ/แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์

ในส่วนของพนักงานทุกคน ต้องประเมินตนเอง โดยใช้แพลตฟอร์ม Thai Save Thai ซึ่งยกระดับการคัดกรองคนก่อนเข้าโรงงานอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้เข้ามาปฏิบัติงานและแพร่เชื้อในสถานประกอบการ รวมทั้งการสนับสนุนให้พนักงาน สมัครใจเข้าร่วมโครงการ “ก้าวท้าใจ” ด้วยการออกกำลังกายในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรค

โดย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดแจ้งไปยังผู้ประกอบการ และให้หน่วยงานในสังกัดทั้ง 3 ติดตามการดำเนินการของสถานประกอบการ ซึ่งตั้งเป้าหมายสำหรับโรงงานขนาดใหญ่ คนงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป (จำนวน 3,304 โรง) ต้องทำการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid Plus และ Thai Save Thai ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และโรงงานทั้งหมด (ประมาณ 64,000 โรง) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งขณะนี้มีโรงงานเข้าสู่ระบบทำการประเมินแล้วประมาณ 20% เท่านั้น หากโรงงานใดไม่ให้ความร่วมมืออาจจะมีการพิจารณาบทลงโทษต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างประชุมหารือ”

ด้าน นายเดชา จาตุธนานันนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบดังกล่าวจะเป็นเช็กลิสต์ข้อแนะนำออนไลน์เพื่อให้ผู้ประกอบการและพนักงานทุกคนประเมินและจัดการความเสี่ยง โรงงานจะได้เรียนรู้วิธีการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม และมาตรการเสริมอื่น ๆ

รวมทั้งข้อแนะนำหากพบผู้ติดเชื้อต้องทำอย่างไร ตลอดจนคำแนะนำในการกักตัว เพื่อทำให้ทราบว่ามาตรการที่ดำเนินการอยู่ของแต่ละโรงงาน ผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสาธารณสุข ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ คือการปรับตัวสู่การทำงานวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อให้โรงงานปลอดโควิด พนักงานปลอดภัย ขณะที่ภาครัฐเองก็มีข้อมูลในการกำกับดูแล (Monitor) ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ประโยชน์ในข้อมูลร่วมกัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ โรงงานที่ประเมินผ่านแฟลตฟอร์ม Thai Stop Covid Plus แล้ว มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะมีทีมตรวจประเมินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือ โดยกระทรวงฯ จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เช่น จังหวัด สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เพื่อสนับสนุนโรงงานให้ผ่านเกณฑ์ฯ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากพบพนักงานติดเชื้อโรงงาน จะต้องดำเนินการตรวจหาเชื้อเชิงรุก แยกผู้ติดเชื้อไปรักษาและผู้ใกล้ชิด ต้องกักตัว และหากโรงงานใดพบมีการติดเชื้อมากกว่า 10% จะคงยังใช้หลักการ Bubble & Seal (โรงงานจัดหาที่พักให้อยู่ในสถานที่ที่กำหนด และให้โรงงานจัดหาที่พักให้พนักงานอยู่ภายในโรงงาน เพื่อสามารถควบคุมโรคจนกว่าสถานการณ์ การติดเชื้อกลับสู่ปกติ) และสั่งปิดโรงงานเพื่อควบคุมเชื้อโควิด-19 ไม่ให้ออกสู่สังคมภายนอก เช่นเดียวกับเคสที่ได้ดำเนินการที่ผ่านมา มั่นใจว่ามาตรการที่ ศบค. มอบหมายให้กระทรวงมาช่วยขับเคลื่อน จะสามารถลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในโรงงานอุตสาหกรรมได้

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 7 มิถุนายน 2564

กรมชลฯ เร่งบริหารน้ำในภาวะวิกฤต ช่วยประชาชนมีน้ำเพียงพอ ตามที่รบ.สั่งการ

รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วง จึงได้สั่งการให้กรมชลประทาน และทุกหน่วยงาน ประสานความร่วมมือกันเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างปราณีต ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน และได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานวางแผนเก็บกักน้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีน้ำพอใช้ในฤดูแล้งหน้าด้วย

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ปัจจุบัน (7 มิ.ย.64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 34,904 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 10,974 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,153 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 1,457 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งในขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปี 64 ไปแล้วทั้งประเทศรวม 5.6 ล้านไร่ คิดเป็น 33.6% ของแผน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 3.7 ล้านไร่ คิดเป็น 47.1% ของแผน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งดำเนินการตามแผนให้ความช่วยเหลือพื้นที่ข้าวนาปีที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วง และประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆมีปริมาณน้อย คาดว่าจะพอใช้ถึงเดือนกรกฎาคม 2564 นี้ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงจำเป็นต้องทำการจัดสรรน้ำตามรอบเวรให้กับพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะข้าวนาปีที่ทำการเพาะปลูกไปแล้ว เพื่อไม่ให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้ทำการเพาะปลูก ขอให้ชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกชุกในพื้นที่สม่ำเสมอและมีน้ำเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ บริหารจัดการน้ำตามมาตรการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ตามนโยบายของรัฐบาล โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี วางแผนการปลูกพืชโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งเก็บกักน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ควบคู่ไปกับการวางแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การกำหนดพื้นที่เสี่ยง กำหนดเจ้าหน้าที่ กำหนดเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปประจำไว้ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที และยังกำชับให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำและรอบเวรการใช้น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หากประชาชนหรือหน่วยงานใดมีต้องการความช่วยเหลือสามารถโทรสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

จาก https://siamrath.co.th  วันที่ 7 มิถุนายน 2564

ไร่อ้อยปลูกต่อเนื่องระวังจักจั่น

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในทุกภาคของประเทศไทย ให้เฝ้าระวังการระบาดของจักจั่นในไร่อ้อยโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อยต่อเนื่อง ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้พบการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อยในหลายพื้นที่ที่มีการปลูกอ้อย และเริ่มพบตัวเต็มวัยจากตัวอ่อนที่อยู่ในดินได้ขุดดินขึ้นมาเพื่อผสมพันธุ์วางไข่ ประกอบกับปีที่ผ่านมามีการระบาดของจักจั่นในพื้นที่ปลูกอ้อยภาคกลางได้แก่ สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง พื้นที่มากกว่า 6,000 ไร่ และพื้นที่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของศัตรูพืชดังกล่าวขยายเป็นวงกว้าง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอ้อยอย่างสม่ำเสมอ

โดยให้สังเกตการวางไข่ของจักจั่นตัวเมียจะเจาะเส้นกลางใบอ้อยเป็นรูเล็กๆเพื่อวางไข่ มักพบที่ใบแก่สีเขียว ในใบที่ 3-5 นับจากใบล่าง จากนั้นเส้นกลางใบจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

ไข่ใช้เวลาฟักประมาณ 1-2 เดือน ฟักจากไข่กลายเป็นตัวอ่อนทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน อาศัยอยู่ในดินที่ความลึก 30 ซม. ถึง 2.5 ม. นาน 6-8 เดือน เป็นระยะที่สร้างความเสียหายให้กับอ้อยมากที่สุด ด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากอ้อย ทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น เหี่ยวและแห้งตาย

และเมื่อตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่จะขุดรูโผล่ขึ้นมาเหนือผิวดินและจะไต่ขึ้นมาบนลำต้นอ้อยเพื่อลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย เตรียมพร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ต่อไป

หากพบการระบาดของจักจั่นอ้อยให้แจ้งเกษตรกรแปลงปลูกข้างเคียงให้เฝ้าระวัง และรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชที่อยู่ใกล้เคียงทราบ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเฝ้าระวัง ติดตาม และเตรียมความพร้อมในการดำเนินการควบคุม ป้องกันกำจัดการระบาดแล้ว.

จาก https://www.thairath.co.th   วันที่ 7 มิถุนายน 2564

แผนจัดการน้ำ 20 ปี สู้ ทั้งแล้ง...ทั้งท่วม

แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นให้ “ประเทศไทย” มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็น...ประเทศที่พัฒนาแล้ว

ด้วยมีหัวใจสำคัญของการพัฒนาตามหลัก...ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ว่านี้จะประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1...การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค

ด้านที่ 2...การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ด้านที่ 3...การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ด้านที่ 4...การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ด้านที่ 5...การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และสุดท้าย ด้านที่ 6...การบริหารจัดการ

ประเด็นสำคัญมีว่าแผนบริหารจัดการข้างต้นนี้กำหนดหน่วยงานหลักและสนับสนุนกว่า 40 หน่วยงาน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา “แหล่งเก็บกักน้ำ”...ระบบกระจายน้ำใหม่ ไม่น้อยกว่า 13,439 ล้าน ลบ.ม.

ที่สำคัญ...คือการเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 18 ล้านไร่ ภายในปี 2580

เชื่อมโยงบูรณาการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่... กำหนดพื้นที่ที่ประสบปัญหาด้านน้ำซ้ำซาก ทั้ง น้ำแล้ง น้ำท่วม และ คุณภาพน้ำ รวมถึงพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งต้องจัดหาน้ำเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่เกิดขึ้นรวม 66 พื้นที่

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ฉายภาพอีกว่า...โครงการสำคัญที่ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ Area Based...การพัฒนาพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ต้องขับเคลื่อนภายในปี 2566 มี 526 โครงการ

แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 151 โครงการ, โครงการขนาดใหญ่, โครงการที่ต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน จำนวน 106 โครงการ

นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาด้านน้ำตามนโยบาย 269 โครงการ กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ และเพื่อให้งานเดินหน้าอย่างเป็นระบบ “คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็ก เพื่อพิจารณาแผนงานโครงการขนาดเล็ก

ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

ย้ำว่า...ภายในปี 2566 มีแผนขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็กจำนวน 24,071 โครงการ กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ สูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมา...เป็นภาคเหนือ และภาคกลาง

ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำคู่มือ “แนวทางการจัดทำแผนงานโครงการ และแผนปฏิบัติการโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก” พร้อมกำหนดหน่วยงานพี่เลี้ยงให้การสนับสนุนแก่ท้องถิ่น

อาทิ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมากยิ่งขึ้น

“ผลสัมฤทธิ์”...ที่เป็นรูปธรรม คือ ความสำเร็จในการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ โดยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในนาม “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” เน้นการวิเคราะห์...ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพื่อกำหนดมาตรการ แนวทางในการป้องกันแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลทำให้...“ฤดูแล้ง” ปี 2563/64 ไม่มีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง รวมถึงปี 2562 เป็นปีที่มีสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงเป็นลำดับ 2 รองจากปี 2558 แต่การบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกัน ทำให้มีหมู่บ้านที่ได้รับการประกาศสถานการณ์ภัยแล้งเพียง 30 จังหวัด 891 ตำบล ใน 7,662 หมู่บ้าน

น่าสนใจว่า...น้อยกว่าการบริหารจัดการน้ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับการเตรียมมาตรการรับมือใน “ฤดูฝน” ที่ผ่านมา... ทำให้ปี 2562 ซึ่งเป็นปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารงาน มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 9 ปี...

และในปี 63 มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 58 จังหวัด มูลค่าความเสียหาย 223 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นลำดับที่ 3 ในรอบ 9 ปี หากยังพอจะจำกันได้... ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ “มหาอุทกภัย” ปี 2554 เลยทีเดียว

ตอกย้ำ...ผลการดำเนินงาน ช่วงปี 2561-2563 มีการพัฒนาแหล่งน้ำต่อเนื่องรวม 125,162 แห่ง วงเงิน 314,182 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการขยายเขต พัฒนาประปาเมือง...พื้นที่เศรษฐกิจ 558 แห่ง

เชื่อมโยงไปถึงภาพรวมครบทุกมิติ การฟื้นฟูพื้นที่แหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน 208 ล้าน ลบ.ม. แหล่งน้ำชุมชน 0.91 ล้าน ลบ.ม. พัฒนาแหล่งเก็บน้ำ 635.35 ล้าน ลบ.ม. ระบบบาดาลเพื่อการเกษตร 100.28 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป้องกันตลิ่ง 59 กม. ปรับปรุงทางน้ำ 223 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย 12 แห่ง

ที่ต้องไม่ลืมและขาดไม่ได้ก็คือ...ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 135,170 ไร่

“ประเทศไทย”...ถือเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องมาจากลักษณะที่ตั้งของประเทศที่อยู่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร และวางตัวอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนระหว่างทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพของ “พืช” และ “สัตว์”

ทรัพยากรเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการผลิตใน...“ภาคเกษตร” ทั้งยังเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่สำคัญสำหรับ...“ภาคบริการ” และ...“การท่องเที่ยว”

มิติข้อมูลเกี่ยวกับ “น้ำ” ที่สำคัญพบว่า มีปริมาณน้ำท่าในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 845,300 ล้าน ลบ.ม. ผ่านการซึมซับลงพื้นดิน นำไปใช้ประโยชน์ และการเก็บกักในแหล่งน้ำต่างๆ

คงเหลือ...ไหลออกนอกลุ่มน้ำเฉลี่ยปีละ 259,500 ล้าน ลบ.ม.

จากการสำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพแหล่งเก็บน้ำทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นและแหล่งน้ำธรรมชาติ พบอีกว่า ประเทศไทยมีแหล่งเก็บน้ำผิวดินรวม 82,950 ล้าน ลบ.ม. มีความต้องการน้ำเฉลี่ยปีละ 113,740 ล้าน ลบ.ม. เมื่อวิเคราะห์ปริมาณน้ำที่เก็บกักได้เทียบกับความต้องการน้ำตามช่วงฤดูกาล...

พบว่า มีปริมาณน้ำขาดในช่วงฤดูแล้ง 18,460 ล้าน ลบ.ม. และในฤดูฝนมีปริมาณน้ำเกินประมาณ 24,560 ล้าน ลบ.ม.

จากเงื่อนปัญหาสำคัญนี้ จึงทำให้เกิด “แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี” ขึ้นมาเพื่อบูรณาการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั่นเอง

“น้ำ” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่หมุนเวียนไม่มีวันหมดแต่นำมาใช้ได้อย่างจำกัด เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาตินี้ “รัฐบาล”...ให้จัดทำแผนแม่บทเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำของประเทศ ป้องกัน บรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ตัวแปรสำคัญคือความต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่อให้สามารถกำกับ ควบคุม การอนุรักษ์ พัฒนา ดูแลรักษาทรัพยากรน้ำให้เหมาะสม

มุ่งหมายให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง “หลักประกันด้านน้ำ” ได้อย่างเป็นธรรม...ยั่งยืน เพิ่มความมั่นคงของน้ำทั้งประเทศ... “น้ำ” คือ “ชีวิต” ทุกสรรพสิ่งต้องพึ่งพา ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า.

จาก https://www.thairath.co.th   วันที่ 7 มิถุนายน 2564

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ  31.16 บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท-ยังมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ - ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เชื่อว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสผันผวนและแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.16 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่า”ขึ้นจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 31.28 บาทต่อดอลลาร์ -มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.05-31.35 บาท/ดอลลาร์ -ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.20 บาท/ดอลลาร์

นายพูน   พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แนวโน้มของค่าเงินบาทจะยังมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) ตามเงินดอลลาร์ และ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเราเชื่อว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสผันผวนและแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น อนึ่ง เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าไปมาก เพราะสกุลเงินอื่นๆ อาทิ เงินยูโร หรือ สกุลเงินเอเชียก็มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากข้อมูลเศรษฐกิจในยุโรปและเอเชียออกมาดีเกินคาด ทั้งนี้ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เรามองว่ายังคงต้องติดตามการแจกจ่ายวัคซีน เพราะการแจกจ่ายวัคซีนที่ดีต่อเนื่องจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติและหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เรากังวลว่า การแจกจ่ายวัคซีนอาจมีปัญหาในระยะแรก ทำให้เงินบาทจะแกว่งตัวในกรอบ (Sideways) จนกว่าการแจกจ่ายวัคซีนจะเร่งตัวขึ้นได้  สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ได้ช่วยคลายกังวลโอกาสที่เฟดจะปรับลดคิวอีเร็วขึ้น ทำให้ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงหนัก ฉุดให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงตามสำหรับสัปดาห์นี้ ควรจับตา ทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ พร้อมกับ การฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ ภาคการส่งออกของเอเชีย รวมถึง ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้ในฝั่งสหรัฐฯ แนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะช่วยหนุนให้ความต้องการแรงงานยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนผ่าน ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ที่อยู่ในระดับสูงถึง 8.4 ล้านตำแหน่ง ทั้งนี้ การจ้างงานที่ดีขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้นตามการแจกจ่ายวัคซีนจะช่วยทำให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (UofMichigan Consumer Sentiment) เดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 84.2 จุด อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการจ้างงานที่ดีขึ้น แต่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก็ยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอยู่ หลังจากที่ยอดการจ้างงานอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นเพียง 5.6 แสนตำแหน่ง เนื่องจากผู้ว่างงานบางส่วนยังคงพอใจกับสวัสดิการการว่างงาน ขณะที่บางส่วนก็ยังไม่พร้อมสำหรับ New Normal ของการทำงาน อาทิ การทำงานจากบ้าน ซึ่งภาวะขาดแคลนแรงงานจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาด้านอุปทานที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนพฤษภาคมยังอยู่ในระดับสูงถึง 4.7% ซึ่งก็ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดการเงินยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนมิถุนายนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 25.4 จุด ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนมิถุนายนก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 86 จุด หนุนโดย ภาพเศรษฐกิจเยอรมนีที่ฟื้นตัวดีขึ้น หลังการเร่งแจกจ่ายวัคซีนสามารถคุมการระบาดได้ดีขึ้นและช่วยให้รัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown นอกจากนี้ เรามองว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป ทั้งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ Deposit Facility Rate ที่ระดับ 0.50% พร้อมกับเดินหน้าซื้อสินทรัพย์อย่างน้อย 8.5 หมื่นล้านยูโร ต่อเดือน  เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ขณะที่ในฝั่งเอเชีย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในโซนเอเชียยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกเป็นสำคัญ สะท้อนผ่านยอดการส่งออกของหลายประเทศที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะไต้หวันที่ยอดการส่งออก (Exports) ในเดือนพฤษภาคมจะโตขึ้นกว่า 30%y/y จากความต้องการชิพและแผงวงจรที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่วนในฝั่งจีน ยอดการส่งออกในเดือนพฤษภาคม ก็จะขยายตัวกว่า 32%y/y เช่นกัน หนุนโดยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีนจะทำให้ความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ยอดการนำเข้า (Imports) เพิ่มขึ้นกว่า 50%y/y ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จาก ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนพฤษภาคม ที่จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 8.5% จาก 6.8% ในเดือนก่อน เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ที่จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 1.6% จาก 0.9% ในเดือนก่อน และในฝั่งไทย ปัญหาการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความไม่แน่นอนของการแจกจ่ายวัคซีน จะกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) เดือนพฤษภาคมที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 44 จุด

จาก https://www.thairath.co.th   วันที่ 7 มิถุนายน 2564

“จุรินทร์”ถกทูตเวียดนาม แก้ปมเอดีน้ำตาล-นำเข้าหมูมีชีวิต

รายงานข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ในวันที่ 7 มิถุนายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะหารือกับนายฟาน จี๊ ทัญ เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย ถึงแนวทางขยายมูลค่าการค้าระหว่างกัน แนวทางความร่วมมือการค้าระหว่างสองประเทศหลังจากควบคุมการแพร่ระบาดโควิดเรียบร้อยแล้ว และความร่วมมือและกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม รวมถึงการผลักดันการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการส่งออกสินค้าไทยไปเวียดนาม ประเด็นการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(AD)สินค้าน้ำตาลและการส่งออกสุกรของไทย

ก่อนหน้านี้กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 เวียดนามจะเก็บภาษีนำเข้าน้ำตาลทรายเพิ่มจากไทย เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และชาวไร่อ้อยเวียดนาม จากที่ได้มีการยื่นไต่สวนตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 ใน 2 ประเด็นคือ การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ซึ่งมีการพิจารณาจากราคาขายในประเทศหน้าโรงงานที่มีราคาสูง แต่ราคาส่งออกต่ำทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของเวียดนามเสียหาย

สำหรับอัตราภาษี น้ำตาลทรายบริสุทธิ์ เวียดนามจะมีการเก็บภาษีการทุ่มตลาด 44.23% และภาษีการอุดหนุนอีก 4.65% ส่วนน้ำตาลทรายดิบ เก็บที่ 29.23% และภาษีการอุดหนุนอีก 4.65% จากเดิมที่อัตราเป็นศูนย์ทั้งสองประเภททั้งนี้เวียดนามมีการส่งแบบสอบถามให้เอกชนไทย และหน่วยงานภาครัฐตอบคำถามในประเด็นการทุ่มตลาด และการอุดหนุน เช่น ราคา นโยบายการอุดหนุน เช่น โครงการของบีโอไอการยกเว้นอาการนำเข้าวัตถุดิบผลิตเพื่อการส่งออก สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย ซึ่งผลการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าเข้าข่ายอุดหนุนและทุ่มตลาด จึงใช้มาตรการชั่วคราวเก็บภาษี เพื่อปกป้องการทุ่มตลาด 120 วันจนกว่าการไต่สวนจะแล้วเสร็จคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี

ส่วนกรณีสุกรไทยนั้นเป็นผลจากกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม ได้ส่งจดหมายถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงฮานอย แจ้งว่าเวียดนามจะห้ามนำเข้าสุกรขุนมีชีวิตจากประเทศไทย มีผลวันที่ 30 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป โดยระบุสาเหตุจากตรวจพบเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF)ในสุกร ซึ่งในประเด็นดังกล่าว กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับพบว่าสุกรล็อตดังกล่าวพบผลการสุ่มตรวจโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทางห้องปฏิบัติการตามข้อกำหนดก่อนการส่งออกไปยังเวียดนาม ปรากฏว่าไม่พบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาแต่อย่างใด ซึ่งไทยจะเร่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงทั้งหมด แล้วสรุปรายงานให้ทางเวียดนามทราบสำหรับในปี 2563 ไทยมีการส่งออกน้ำตาลทรายมูลค่า  55,668 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 42% โดยเวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย โดยไทยส่งออกไปเวียดนามมูลค่า 13,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 376% ส่วนช่วง 4 เดือนแรกปี 2564 ไทยส่งออกน้ำตาลทราย 13,967 ล้านบาท ในจำนวนนี้ไทยส่งอออกเวียดนามเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย และกัมพูชา โดยไทยส่งออกไปเวียดนาม 2,571 ล้านบาท ลดลง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จาก https://www.thansettakij.com  วันที่ 6 มิถุนายน 2564

กรมชลประทาน เร่งลำเลียงน้ำช่วยพื้นที่ตอนล่าง

กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนควบคุมการใช้น้ำในแม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา เพื่อเร่งลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่ทางตอนล่าง ช่วยเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปก่อนหน้านี้แ ละสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตประปา

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างปราณีต ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่งได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานวางแผนเก็บกักน้ำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีน้ำพอใช้ในฤดูแล้งหน้าด้วย

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 34,980 ล้าน ลบ.ม. หรือ 46% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้เพียง 11,049 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,187 ล้าน ลบ.ม. หรือ 33% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การได้เพียง 1,491 ล้าน ลบ.ม กรมชลประทาน เร่งลำเลียงน้ำช่วยพื้นที่ตอนล่าง

ในขณะที่ลุ่มเจ้าพระยา มีพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีปี 64 ไปแล้วกว่า 3.7 ล้านไร่ หรือ 47% ของพื้นที่ทั้งหมด ในส่วนของสำนักงานชลประทานที่ 12 มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วประมาณ 1.2 ล้านไร่ คิดเป็น 56%ของแผนเพาะปลูก ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ สำนักงานประชลทานที่ 12 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปแล้ว 42 เครื่อง และเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 64 ที่ผ่านมา ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีระดับต่ำมาก จนไม่สามารถไหลเข้าโครงการเจ้าพระยาใหญ่ผ่านคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสักได้โดยแรงโน้มถ่วง เบื้องต้นกรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขนาดใหญ่รวม 8 เครื่อง ทำการสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองส่งน้ำชัยนาท – ป่าสัก ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์วันละประมาณ 1.5 ล้าน ลบ.ม. ช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาค 7 สาขา และการประปาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 24 แห่ง รวม 31 แห่ง ให้มีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ กรมชลประทาน เร่งลำเลียงน้ำช่วยพื้นที่ตอนล่าง

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถารการณ์ในภาวะเร่งด่วนนี้ กรมชลประทาน ได้ประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ลงมาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าว ได้เดินทางมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาแล้วเมื่อคืนนี้ (5 มิ.ย. 64) จึงได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 3 และ 4 ที่อยู่ทางตอนบน ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ รวมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนลดการใช้น้ำในแม่น้ำสายหลัก (แม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน และแม่น้ำเจ้าพระยา) และลำน้ำสาขา เป็นการชั่วคราวพร้อมขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามรอบเวรการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด เพื่อแบ่งปันน้ำให้ทั่วถึงกัน ทั้งนี้ได้เร่งลำเลียงน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างให้มากที่สุด เพื่อบรรเทาและลดผลผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนให้มากที่สุด และให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

จาก https://www.thansettakij.com  วันที่ 6 มิถุนายน 2564

สนช. ชวนเกษตรกรทั่วประเทศ เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ จาก 15 สตาร์ตอัพ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า จากการสำรวจระบบนิเวศสตาร์ตอัพด้านการเกษตรในประเทศไทย หนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญ คือ เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้งจากการรับรู้และความไม่เข้าใจถึงเทคโนโลยี หรือบริการ รวมทั้งยังขาดการเชื่อมโยงให้รู้จักผลิตภัณฑ์

เนื่องจากเกษตรบางส่วนยังมีความกังวลถึงความคุ้มค่าในการใช้เทคโนโลยี ความรู้ และทักษะในการใช้งาน ประกอบกับแรงงานในภาคการเกษตรมีอายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น จึงต้องมีการเร่งสร้างเพื่อให้เกิดสังคมที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น แพลตฟอร์ม AgTech Connext จึงเป็นสะพานเชื่อมให้กับสตาร์ตอัพด้านการเกษตรให้มีโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเป็นช่องทางให้กับกลุ่มเกษตรกรได้รับรู้ รวมทั้งโอกาสนำไปประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดจากสตาร์ตอัพการเกษตรของไทยเพิ่มกระจายในวงกว้างขึ้น

ทั้งนี้ 15 สตาร์ตอัพที่ผ่านการคัดเลือก มีเทคโนโลยีพร้อมใช้งาน หรือบริการที่ช่วยแก้ปัญหาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การบริหารจัดการฟาร์มด้วยอุปกรณ์เซนเซอร์ และการควบคุมด้ายเทคโนโลยีที่แม่นยำ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่จะช่วยยืดอายุสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น และระบบตลาดที่จะส่งสินค้าเกษตรให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างตรงความต้องการ

งานนี้ เกษตรกรทุกกลุ่ม ทุกประเภท ต้องการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาช่วยการทำเกษตรให้ง่ายขึ้น ผลผลิตดีขึ้น ลดต้นทุน ทุ่นแรง ขอเชิญสมัครเข้าร่วมได้ที่ https://forms.gle/ncRXtL1DA9Cob3mKA ติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ 02-017 5555 ต่อ 552 – มือถือ 098-257 0888

จาก https://www.khaosod.co.th   วันที่ 6 มิถุนายน 2564

เศรษฐกิจโลกฟื้น ดันลงทุนครึ่งปีหลังสดใส

หุ้นตราสารหนี้ กองทุน ยังให้ผลตอบแทนดี โบรกแนะลงทุนหุ้นรับประโยชน์เศรษฐกิจฟื้น ด้านสมาคมตราสารหนี้ไทย คาดปีนี้เอกชนออกหุ้นกู้ตามเป้าหมาย ส่วนบลจ.แนะเก็บกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศเข้าพอร์ต 80%

เหลือแค่ 1 เดือนก็จะพ้นช่วงครึ่งแรกปี 2564 การลงทุนยังคงผันผวนตามสถานการณ์และอาจดูดีขึ้นบ้างจากปัจจัยต่างประเทศที่เศรษฐกิจประเทศหลักเริ่มฟื้นตัว ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตาม ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่ยังทรงตัวระดับสูง รวมถึงเสียชีวิตต่อเนื่อง แต่ยังมีความหวังจากการปูพรมฉีดวัคซีนและเพิ่มยี่ห้อวัคซีนทางเลือกมากขึ้น ทำให้ช่วงที่เหลือปีนี้ บรรยากาศจะคลี่คลายมากขึ้นและค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นได้

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทย,ตลาดตราสารหนี้ไทยและกองทุนรวมมีแนวโน้มดีขึ้น โดยดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึง 28 พฤษภาคม 2564 เพิ่มขึ้น 168.20 จุด หรือ 11.61% ด้านตลาดตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล(บอนด์ยีลด์)เพิ่มขึ้น 0.58%, 5 ปีเพิ่มขึ้น 0.46% และ 1 ปีเพิ่มขึ้น 0.11% ขณะที่กองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2564 คือ กองทุนรวม Commodities Energy ที่ 32.86%, Equity Small/Mid-Cap ที่ 20.09% และ Equity Fix Term ที่ 19.70% เศรษฐกิจโลกฟื้น ดันลงทุนครึ่งปีหลังสดใส

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)จำกัดเปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3 ปี2564 ยังได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.)และสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ช่วงปลายไตรมาส 3-4 อาจเห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณลดการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ซึ่งจะทำให้กระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐและประเทศที่พัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มปิโตรเคมี โดยยังคงซื้อเก็งกำไรได้ แต่ยังมีความเสี่ยงจากราคาที่สูงขึ้น ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม ส่วนกลุ่มที่ปลอดภัยคือ กลุ่มสื่อสาร ที่แม้พื้นฐานไม่ค่อยดีนักแต่ภาพรวมยังดีจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานในปัจจุบันที่ต้องใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ที่ผ่านมาเป็นกลุ่มที่ราคาปรับขึ้นน้อยที่สุด ส่งผลให้ราคาในปัจจุบันยังพอซื้อได้ และมองว่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถนำเงินมาได้

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยกล่าวว่า บรรยากาศการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ยังอยู่ในภาวะปกติ แม้ช่วงเดือนมีนาคม บอนด์ยีลด์จะปรับขึ้นตามบอนด์ยีลด์สหรัฐที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อ ส่วนกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน มีสถานะซื้อสุทธิ 35,000 ล้านบาท คาดว่าหลังเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่เริ่มมีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ออกหุ้นกู้ให้เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น และหากปีนี้สถานการณ์ดีขึ้น อาจมีการออกหุ้นกู้ของเอกชนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 7-7.5 แสนล้านบาทนายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า แนะนำนักลงทุนจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนหลากหลาย จะทำให้พอร์ตไม่แกว่งตามดัชนีหุ้น ซึ่งหากคาดหวังผลตอบแทน 100% ควรลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 100% แต่ถ้าคาดหวังผลตอบแทนเพียง 4-5% ให้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น 50% ส่วนกองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 50% นอกจากนี้ หากลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเป็นหลัก ควรลงทุนในกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ 80% และกองทุนรวมหุ้นในไทย 20% 

จาก https://www.thansettakij.com  วันที่ 6 มิถุนายน 2564

ธุรกิจกับการลดโลกร้อน (5)  พลังงานฟอสซิล

ธุรกิจกับการลดโลกร้อน (5) พลังงานฟอสซิล : คอลัมน์เศรษฐทัศน์  โดย... รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,685 หน้า 5 วันที่ 6 - 9 มิถุนายน 2564

เราได้กล่าวไปแล้วว่าการใช้พลังงานจากฟอสซิลของมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าพลังงานจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติ ยังจำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ ทั้งภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะใช้เพื่อทำให้เกิดพลังงานความร้อนความเย็น ผ่านกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการอยู่อาศัย การผลิตสินค้าบริการ รวมทั้งใช้เพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ตอบสนองการคมนาคมขนส่งต่างๆ

บทความตอนนี้จะสรุปให้เห็นถึงการใช้พลังงานฟอสซิลโดยตรงโดยอ้อมของภาคธุรกิจ เพื่อเป็นจุดตั้งต้นให้ภาคธุรกิจหันไปตระหนักและเริ่มเก็บข้อมูลว่าในกระบวนการทำธุรกิจของตน ใช้พลังงานฟอสซิลไปเท่าใด และหากคำนวณแล้วธุรกิจมีส่วนได้สร้างมลภาวะโลกร้อนเท่าใด และจะมีแผนระยะสั้นระยะยาวอย่างไรเพื่อมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบดังกล่าวข้อมูลเหล่านี้ในอนาคตจะเริ่มมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากคู่ค้า ลูกค้า สถาบันการเงิน นักลงทุนเป็นต้น มีแนวโน้มที่อยากทราบข้อมูลเหล่านี้มากขึ้นในอนาคต และเป็นสิ่งกดดันต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะผู้ที่เพิกเฉยอาจถูกต่อต้านโดยไม่สนับสนุนสินค้าและบริการของบริษัท จนกระทบต่อการลดลงของมูลค่าของกิจการได้ ธุรกิจควรมีข้อมูลการใช้พลังงานฟอสซิลของตนในปัจจุบัน ผู้ประกอบการและพนักงานในภาคธุรกิจ ควรทราบว่า การใช้นํ้ามันเชื่อเพลิงในการขนส่งคมนาคมหรือในกระบวนการผลิตสามารถทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ ที่สำคัญได้แก่ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และคาร์บอนได ออกไซด์ ซึ่งทำให้เกิดฝนกรดและปรากฎการณ์เรือนกระจกนอกจากนี้ นํ้ามันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็มาจากพลังงานฟอสซิล สำหรับก๊าซธรรมชาติ แต่การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ ที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า แม้จะทำให้เกิดมลพิษน้อยกว่าใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น แต่การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้นั้นจะเกิดก๊าซมีเทนรั่วสู่บรรยากาศประมาณร้อยละ 2 และเมื่อเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติก็จะเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเช่นกันในด้านลิกในต์ที่นำมาผลิตไฟฟ้า หากไม่มีระบบกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าได้ ซึ่งหากติดตั้งระบบกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ได้มาตราฐานก็จะเพิ่มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าร้อยละ 20-30ธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานฟอสซิลไม่มากก็น้อย อาจผ่านการจัดหาและขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน การขนส่งระหว่างการผลิต การขนส่งสินค้าไปยังผู้จัดจำหน่ายและผู้บริโภค ในส่วนของการใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ไฟฟ้าส่องสว่างในโรงงานและสำนักงานการใช้ไฟฟ้าผ่านเครื่องปรับอากาศในพื้นที่ต่างๆ เป็นต้นธุรกิจอาจเริ่มต้นโดยการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้รูปแบบหลัก 2 ชนิด คือ การขนส่ง หรือ การเดินทางกับการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการทำธุรกิจห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของตนเอง เช่น ช่วงก่อนการผลิต (Inbound Logistics) ช่วงการผลิต (Production) ช่วงหลังการผลิต (Outbound Logistics) โดยบันทึกความถี่ ปริมาณการใช้พลังงาน และค่าใช้จ่ายเอาใว้ การมีข้อมูลดังกล่าวจะเป็นพื้นฐาน (Benchmark) เอาไว้ให้ธุรกิจได้เห็นว่าปัจจุบันธุรกิจมีสถานะการใช้พลังงาน เช่น นํ้ามัน และไฟฟ้าอย่างไร เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เพราะสามารถนำไปวิเคราะห์จุดที่อาจใช้พลังงานสิ้นเปลืองหรือปรับปรุงการใช้ให้มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมได้

ธุรกิจควรมีองค์ความรู้และวิธีปฎิบัติ เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน แม้ว่าพลังงาน เช่น นํ้ามันเชื้อเพลิง และไฟฟ้าจะยังคงเป็นพลังงานพื้นฐานที่ธุรกิจยังจำเป็น ต้องใช้อยู่ในการผลิตสินค้าและบริการก็ตาม แต่ถ้าธุรกิจสามารถหาวิธีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือวิธีประหยัดกว่าเดิมทำให้เกิดการลดการใช้พลังงานได้ นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนแล้วยังจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบทางลบในด้านภาวะโลกร้อนได้ ธุรกิจกับการลดโลกร้อน (5)  พลังงานฟอสซิล

ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงเทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การใช้นํ้ามัน หรือ การใช้ไฟฟ้า เพราะสามารถสืบค้นได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ซึ่งสามารถรวบรวมและเรียนรู้ได้ไม่ยาก แต่มีข้อคิดสำหรับธุรกิจว่า การใช้พลังงานในธุรกิจนั้น ผู้ใช้ก็คือ บุคลากร หรือ พนักงานของธุรกิจนั่นเองเช่น มีคนที่ต้องขับรถไปรับวัตถุดิบ ไปส่งสินค้า หรือมีคนที่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ต้องเปิดใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งกระจายอยู่ ณ จุดต่างๆ ขององค์กร คำถามก็คือกลุ่มคนเหล่านี้มีการปฎิบัติเวลาการใช้พลังงานอย่างไร มีความตระหนักรู้ที่จะใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ความห่วงใยเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน รวมทั้งมีความรู้และทักษะในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า นอกจากสามารถส้ราง DNA ความตระหนักในเรื่องดังกล่าว แล้วลงไปที่พนักงานทั่วถึงทั้งองค์กรแล้ว ในหน่วยย่อยต่างๆ ที่พนักงานสังกัดอยู่ ยังมีการร่วมกำหนดเป้าหมายและลงปฎิบัตเพื่อควบคุมการใช้พลังงานไม่ให้สิ้นเปลืองซึ่งการเดินทางไปยังจุดที่ใช้พลังงานมีประสิทธิภาพดีที่สุด จะสามารถหาวิธีที่จะประหยัดพลังงานได้ในหัวข้อที่แล้วสถานะที่ใช้พลังงานในปัจจุบัน จึงเป็นจุดตั้งต้นที่จะต้องตั้งคำถามกับพนักงานว่า ในจุดนั้น เป็นจุดที่ดีที่สุดให้องค์กรหรือยัง หากพนักงานได้เห็น และองค์กรได้เติมความตระหนักความรู้และทักษะให้ เมื่อพนักงานรู้และเข้าใจ และเข้าร่วมกำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนเพื่อช่วยนำไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมของการใช้พลังงานก็จะเกิดขึ้น

ทำดีต้องกล้าเปิดเผยหัวข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า หากเราทำดีแล้วให้เราอวดตัว แต่เป็นเรื่องที่จะชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลการประหยัดพลังงาน เป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Stakeholders) ทั้งใกล้ และไกลอยากรู้ เพราะทุกภาคส่วนต่างก็กังวลกับปัญหาภาวะโลกร้อนข้อมูลที่บอกว่าธุรกิจแต่ละแห่งได้ดำเนินการอะไรบ้างเพื่อช่วยลดปัญหานี้ การใช้และการประหยัดพลังงานก็จะเป็นหัวข้อหนึ่งของการดำเนินการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ธุรกิจที่ทำได้ดี เมือเปิดเผยข้อมูลว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ผลเป็นอย่างไร จะสะท้อนให้เห็นถึงการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ แสดงถึงความใส่ใจขององค์กรที่จะทำธุรกิจอย่างประณีต ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้เกี่ยว ข้องในระยะยาว ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น จะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง ส่งผลดีต่อการเติบโตของมูลค่าและอยู่ในข่ายของบริษัทที่มีความยั่งยืนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ไม่ได้ทำเรื่องการประหยัดพลังงานกับกระบวนการภายในขององค์กรตนเองเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันวิธีการไปยังคู่ค้า ลูกค้า ชุมชน เป็นต้น เพื่อช่วยให้เกิดผลลัพธ์การประหยัดพลังงานเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จึงจะสามารถรวมพลังแก้ไขภาวะโลกร้อนร่วมกัน ได้อย่างไรก็ดี การลดการใช้พลังงาน ฟอสซิลโดยตรงเป็นหนึ่งในเรื่องที่จะช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนเท่านั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น การสนับสนุนหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดเป็นต้น ก็อีกแนวทางที่จะส่งผลกระทบทางอ้อม ทำให้การใช้พลังงานฟอสซิลลดลงได้ ซึ่งจะขอนำมากล่าวถึงในตอนต่อๆ ไป

จาก https://www.thansettakij.com  วันที่ 6 มิถุนายน 2564

ผ่างบ "เกษตรแปลงใหญ่"

​​​​​​กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ออฟ ผ่างบ  “เกษตรแปลงใหญ่” ด้วยเกษตรสมัยใหม่ เชื่อมโยงตลาด คืบ 47 กลุ่ม วงเงินกว่า 112 ล้านบาท

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวว่า สรุปความก้าวหน้าโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เฉพาะในส่วนกลุ่มแปลงใหญ่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรดูแล ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2564 พบว่า มีกลุ่มแปลงใหญ่ที่ดำเนินการจัดทำแผนการใช้จ่ายแล้วรวม 982 แปลง คิดเป็นร้อยละ 90 ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการระดับจังหวัด 400 แปลง คิดเป็นร้อยละ 41 ดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อขอรับเงินอุดหนุนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดแล้ว 149 แปลง คิดเป็นร้อยละ 38 ของจำนวนแปลงที่ได้รับการอนุมัติ พร้อมกันนั้นได้มีการดำเนินการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กับกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว 47 กลุ่ม วงเงินงบประมาณกว่า 112 ล้านบาท เพื่อให้กลุ่มแปลงใหญ่สามารถดำเนินการตามแผนการดำเนินงานที่ได้รับการอนุมัติไว้  ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัดเร่งรัดติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน และกำชับให้จัดทีมลงพื้นที่ไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง และการดำเนินงานโครงการฯ ให้ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ได้รับทราบ

อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรมีความก้าวหน้ามาก   เป็นที่น่าพอใจ  แต่เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานหลักของโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดคอยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ของกรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมประมง การยางแห่งประเทศไทย และกรมหม่อนไหม เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการในภาพรวมสามารถดำเนินการไปได้ตามแผนที่กำหนดไว้ อนึ่ง โครงการ "ยกระดับแปลงใหญ่" ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นโครงการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ และเป็นกลุ่มนิติบุคคลตามระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม และยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเกษตรไทยเกิดการพัฒนาอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

จาก https://www.thansettakij.com  วันที่ 4 มิถุนายน 2564

ไทยชู 6 ประเด็น ขับเคลื่อนการค้าหลังเจอแก้ผลกระทบเศรศฐกิจจากพิษโควิดในเวทีการค้าเอเปค

“จุรินทร์”ร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก ชู 6ประเด็น แก้ปัญหาเศรษฐกิจจากผลโควิด เดินหน้าหนุนการค้าสมาชิกดับบลิวทีโอในรูปแบบเอฟทีเอ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมระหว่างรัฐมนตรีการค้าเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทาง ธุรกิจของเอเปค (APEC Business Advisory Council: ABAC) รวม21 เศรษฐกิจ ผ่านระบบ Video Conference ว่าได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีการค้าเอเปกรวมทั้งสิ้น 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปก โดยเป็นการประชุมระหว่างรัฐมนตรีการค้ากับภาคเอกชนของแต่ละประเทศซึ่ง  ที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มเพื่อหาข้อสรุปทั้งหมด 3 กลุ่มโดยกลุ่มแรกแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเศรษฐกิจระดับภูมิภาค การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค กลุ่มที่ 2 การรับมือทางเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โควิดและกลุ่มที่ 3 การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด

สำหรับประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ 2 เรื่องการรับมือทางเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคโดยไทยได้ให้ความเห็นไปทั้งสิ้น 6  เรื่องประกอบด้วย  1 .สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค  2. ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับมือกับวิกฤตโควิดโดยใช้โมเดลการค้ายุคใหม่ เช่นการค้าออนไลน์

3 .ประเทศไทยสนับสนุนการเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศเอเปค หลังจากเกิดโควิดในช่วงปีที่ผ่านมาโดยสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายการห้ามเดินทางระหว่างประเทศ โดยแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าประเทศไทยจะเริ่มเปิดโมเดลการท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต ที่เรียกว่า ภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์ โดยเริ่มเปิดเกาะในวันที่ 1 ก.ค. 2564

 4 .ประเทศไทยจัดสรรให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนและสินค้าจำเป็นโดยสนับสนุนให้มีการขจัดข้อจำกัดในการส่งสินค้าข้ามแดน และประเทศไทยได้ยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับยาและเครื่องมือแพทย์จากประเทศต่างๆ 5 .ประเทศไทยจะเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ทั่วถึงโดยเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นในความร่วมมือในระดับภูมิภาค และ6 .ประเทศไทยสนับสนุนและส่งเสริมการค้าที่นำไปสู่ความยั่งยืน เช่น กำหนดให้ BCG โมเดลเป็นโมเดลทางเศรษฐกิจสำคัญในการขับเคลื่อนของประเทศไทยเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติโ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า  ภายหลังการหารือมีข้อสรุปหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาโควิดที่เกิดขึ้น

ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องวัคซีนและการเดินทางข้ามแดนระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดอุปสรรคทางการค้าและนำไปสู่ผลกระทบทั้งภาครัฐและเอกชน โดยที่ประชุมเสนอให้ภาครัฐต้องไม่ออกมาตรการที่เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายวัคซีนและสินค้าจำเป็นเพื่อให้ทุกประเทศหรือทุกฝ่ายรวมทั้งผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงวัคซีนและสินค้าจำเป็นได้ นอกจากนี้ภาคธุรกิจในภูมิภาคยังมีความเข้มแข็งและสามารถปรับตัวได้เร็ว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต  ทั้งนี้เอเปคจะร่วมกันผลักดันให้การเจรจาภายใต้เงื่อนไของค์การการค้าโลกหรือดับบลิวทีโอ เพื่อบรรลุผลโดยเร็วรวมทั้งสนับสนุนให้พัฒนาเอเปคซึ่งในรูปแบบความร่วมมือเศรษฐกิจพัฒนาไปเป็นเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ต่อไปในอนาคต

จาก https://www.bangkokbiznews.com   วันที่ 4 มิถุนายน 2564

ค่าเงินบาทวันนี้ (4 มิ.ย.) อ่อนค่าลงที่ 31.23 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด

ค่าเงินบาทวันนี้ (4 มิ.ย.) เปิดตลาดอ่อนค่าลงที่ 31.23 บาท กรอบแนวรับที่ 31.15 บาท แนวต้านที่ 31.30 บาท

นางสาวพีรพรรณ สุวรรณรัตน์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันนี้ (4 มิ.ย.) เปิดตลาดอ่อนค่าลงที่ 31.23 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบการเคลื่อนวันนี้คาดการณ์แนวรับที่ 31.15 บาท แนวต้านที่ 31.30 บาท

โดยปัจจัยขับเคลื่อนตลาด คือ ตัวเลขตลาดแรงงานและภาคบริการของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกดดันหุ้นเทคโนโลยี และสร้างความกังวลต่อการลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้านเฟดจะเริ่มขายตราสารหนี้เอกชนและกองทุนรวมดัชนี (ETF) ออกมาตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.นี้ ส่วนนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามคำสั่งห้ามสหรัฐลงทุนในจีน

ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อของไทย การประชุมนโยบายการเงินอินเดีย การจ้างงานนอกภาคเกษตรและคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ

จาก https://www.prachachat.net  วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เร่งเครื่อง Big Data ภาคเกษตร สศก.ผนึกธปท.พัฒนาระบบติดตามภาวะศก.การเกษตร

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงาน Big Data ด้านการเกษตร ซึ่งสศก.ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ดำเนินการและเป็นหน่วยงานด้านนโยบายและข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูล Big Data มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการบริหารและการให้บริการข้อมูลภาคเกษตรในทุกมิติ

สำหรับปี 2564 สศก.และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ความร่วมมือ MOU ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ที่เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารในยุคดิจิทัลในการติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรอย่างรอบด้าน มีข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ มีความแม่นยำและทันต่อทุกสถานการณ์ โดยระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Decision Support System) ที่ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย 1) รายรับจากการขายสินค้าเกษตรของเกษตรกร 2) ต้นทุนการผลิต 3) มูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติ และ 4) เงินช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นรายพืชและรายจังหวัด

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ในระยะที่ 1 จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระดับจังหวัด อาทิ กำหนดฤดูกาลเพาะปลูก กำหนดรอบรายสินค้าตามฤดูกาล สินค้าที่มีการผลิตรายจังหวัด และการประมาณการผลผลิตภาพรวม เข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ และประมวลผลด้วยวิธีการจัดทำดัชนีแบบลูกโซ่ สามารถรายงานสถานการณ์ ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเป็นรายเดือน ในระดับจังหวัด ภาค และประเทศ ซึ่งเป้าหมายของระบบติดตาม ระยะที่ 1 คือ “ค่าพยากรณ์ผลผลิต” จะใกล้เคียง“ค่าจริงผลผลิต” เมื่อช่วงการเพาะปลูกเข้าใกล้การเก็บเกี่ยว รวมทั้ง การปรับ“ค่าพยากรณ์ผลผลิต” สะท้อนผลผลิตในพื้นที่อย่างทันกาลและมีเหตุผล และในระยะถัดไป จะมีการนำเข้าข้อมูลมิติอื่นๆ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 สศก.โดยศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำตัวเลขประมาณการผลผลิต ระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท.) เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ สศท. 1-12 เรียนรู้การใช้งาน Web Application และการปรับปรุงข้อมูลสถานการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรระดับจังหวัดได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพข้อมูลผลผลิตของระบบเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงลึกในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับโครงสร้างภาคเกษตรรายพื้นที่

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ภายใต้ความร่วมมือ ธปท. ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นของ Big Data ด้านการเกษตร อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบติดตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ระยะแรก จะเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจให้เฉพาะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งในส่วนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป สามารถสืบค้นข้อมูลบริการด้านต่างๆ อาทิ ได้จากเว็บไซต์ www.nabc.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ 0-2579-8161 หรือ อีเมล nabc@nabc.go.th”

จาก https://www.naewna.com วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : กรมคลอง กรมทดน้ำ กรมชลประทาน 119 ปี

ในวันที่ 13 มิถุนายน 2564 นี้ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีอายุครบ 119 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้กรมนี้มีตำนาน...ที่ยาวนานครับ

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2541 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ได้รับสัมปทานดำเนินโครงการก่อสร้างระบบคลอง ในบริเวณพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่เรียกว่า “ทุ่งรังสิต” เพื่อใช้ในการเพาะปลูก และการคมนาคมขนส่งทางน้ำ

บริษัทได้ดำเนินการขุดคลองในปี 2433 เริ่มจากการขุดคลองสายใหญ่เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก นั้นก็คือ “คลองรังสิตประยูรศักดิ์” พร้อมทั้งมีการสร้างประตูระบายน้ำ จากนั้นก็ได้มีการขุดคลองสาขาอีกหลายสาย เป็นโครงข่ายระบบคลอง ทำให้พื้นที่รกร้างบริเวณรังสิตเปลี่ยนเป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ปทุมธานี นครนายก พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตามหลังจากดำเนินการขุดคลองไปได้ประมาณ 10 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า จำเป็นจะต้องมีการวางระบบการบริหารจัดการน้ำในทุ่งรังสิต จึงได้ว่าจ้าง นายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด วิศวกรชลประทานชาวฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) มาดำเนินการวางระบบชลประทาน พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นมาในวันที่ 13 มิถุนายน 2445 และทรงแต่งตั้งนายเย โฮมัน วันเดอร์ ไฮเด เป็นเจ้ากรมคลองคนแรก

ต่อมาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กรมทดน้ำ”

ขึ้นแทน “กรมคลอง” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2457 พร้อมทั้ง สร้างเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ คือ เขื่อนพระราม6 ขึ้นที่ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทย จากนั้นก็ได้เริ่มก่อสร้างโครงการชลประทานกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า หน้าที่ของกรมทดน้ำ มิได้ปฏิบัติงานอยู่เฉพาะแต่การทดน้ำเพียงอย่างเดียว งานที่กรมทดน้ำปฏิบัติอยู่จริงในขณะนั้นมีทั้งการขุดคลอง การทดน้ำ รวมทั้งการส่งน้ำตามคลองต่าง ๆ อีกทั้งการสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก “กรมทดน้ำ” เป็น “กรมชลประทาน” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2470 โดยให้มีหน้าที่รับผิดชอบงานการขุดคลอง การทดน้ำ การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกอย่างทั่วถึง

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ความสำคัญกับงานชลประทานมากเป็นพิเศษ ทรงตั้งพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นลำดับแรก พระราชทานพระราชดำรัสเสมอว่า “น้ำคือชีวิต” และได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2,000 โครงการ สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างมหาศาล

รัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชกระแสขอให้กรมชลประทาน สืบสานต่อยอด และเร่งรัดดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ให้สัมฤทธิ์ผล

จากกรมคลองเมื่อ 119 ปี ที่แล้วมาเป็นกรมชลประทานวันนี้ ภารกิจของกรมชลประทานยังต้องก้าวต่อไปเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ว่า “เป็นองค์กรอัจฉริยะ ที่ม่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการ ภายในปี 2580”

จาก https://www.naewna.com วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

“พพ.” หนุน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน พร้อมจัดงาน “ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK 2021”

“พพ.” หนุน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน พร้อมจัดงาน “ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK 2021”

“กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)” หนุน ทุกภาคส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตั้งเป้าปรับแผนการใช้พลังงานของประเทศ ขานรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ (Disruptive Technology) สร้างแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) พร้อมสนับสนุน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จัดงาน ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK 2021 (ASEW2021) มหกรรมอุตสาหกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานของอาเซียน

ดร. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  กรมฯ มีภารกิจหลักในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ โดยในปัจจุบันได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาดในทุกภาคส่วน พร้อมสนับสนุนการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถ และรองรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ (Disruptive Technology) มาใช้งานเพื่อให้เกิดการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน อาทิ สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชน เปิดรับการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล การผลิตไฟฟ้าจากไบโอก๊าซ สนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะในครัวเรือนและภาคเกษตร  ที่สำคัญเราพร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานจากแหล่งฟอสซิลสู่การใช้พลังงานจากธรรมชาติ

โดยปัจจุบันได้ตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดอยู่ที่ 30% โดยทางกระทรวงพลังงานได้หารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการปรับระบบเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศปลอดคาร์บอน (Zero Carbon Economy) ในอนาคต ซึ่งหลายประเทศต่างตระหนักถึงผลกระทบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ โดยล่าสุด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสและทุ่มงบประมาณในการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสู่สังคมปลอดคาร์บอน หรือประเทศญี่ปุ่น ได้เตรียมประกาศนโยบายปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ให้ได้ ภายในปี 2050 การเปลี่ยนแปลงสำคัญเหล่านี้จะผลักดันให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับวิธีการดำเนินธุรกิจที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกับแรงกดดันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า และปรับตัวเพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาเพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้กำหนดแนวทางเพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานในรูปแบบเดิม โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต่อไป

ดร.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานของโลก ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า เราจำเป็นที่จะต้องปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จะถูกผลักดันให้มุ่งผลิตสินค้าปลอดคาร์บอน และสินค้าที่ผลิตจากแหล่งฟอสซิลจะถูกกีดกันโดยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) จากปัจจัยดังกล่าว กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จึงได้มีแนวทางความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการส่งเสริมให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการลดปริมาณคาร์บอน และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งนอกจากส่งผลดีต่อเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยได้อีกช่องทางหนึ่ง

ล่าสุดได้ให้การสนับสนุน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในการจัดงาน ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK 2021 (ASEW2021) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับภูมิภาคในการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการใช้พลังงานที่ยั่งยืน รองรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และเป็นโอกาสในการระดมความคิด องค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะของประธานกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือด้านประสิทธิภาพพลังงานและการอนุรักษ์พลังงานของอาเซียน ที่พร้อมจะเป็นผู้นำในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อสร้างมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ด้าน นายสรรชาย นุ่มบุญนำ รองกรรมการผู้จัดการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวต่อว่า การจัดงาน ASEAN SUSTAINABLE ENERGY WEEK 2021 (ASEW2021) ว่า ในปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “ENHANCING ENERGY INTEGRATION FOR A SUSTAINABLE CITY” เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ยั่งยืนของพลังงานที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตของเมือง ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เน้นตอบโจทย์แนวโน้มพลังงานของทั่วโลกที่ไม่เพียงแต่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง โดยจัดงานในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Edition) ผสมผสานการจัดงานในรูปแบบปกติ (Physical Exhibition) และในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Exhibition) เป็นแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้าและโชว์รูมดิจิทัลที่จะอำนวยความสะดวกให้คู่ค้าทางออนไลน์ และเป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าชมงานจะพบปะผู้ประกอบการจากต่างประเทศในรูปแบบ ไฮบริด พาวิเลียน (Hybrid Pavilion) ภายในงานมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานล่าสุดไว้อย่างครบครัน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์, เทคโนโลยีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid/ Micro Grid), เทคโนโลยีเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษ, นวัตกรรมการผลิตแบตเตอรี่จัดเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง, การจัดการพลังงานด้วยศูนย์ข้อมูล (Big Data) ที่ผสมผสานการทำงานด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, การจัดการโรงไฟฟ้าจากขยะตามแผนนโยบาย BCG Economy,  อัปเดตเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ รวมถึงเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain) ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนพลังงานกับผู้ผลิตหรือระหว่างกันเองได้

นอกจากนี้ยังมี กิจกรรมสัมมนากว่า 100 หัวข้อ การประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทนในหัวข้อ REA Conference  - International Renewable Energy Asia Conference, iEVTech – International Electric Vehicle Technology Conference, International Data Center for Energy Efficiency Conference, ASEAN Bioenergy & Economy Conference และหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจ พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 รายจากนานาประเทศ ร่วมให้ความรู้ในรูปแบบการสัมมนาออฟไลน์และออนไลน์ ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีไฮไลท์ที่สำคัญจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยกับกิจกรรม “Drive & Ride” การทดสอบขับยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ 100% จากค่ายรถยนต์ชั้นนำมาให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองขับกันอีกด้วย          

ทั้งนี้ งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2021 (ASEW 2021) งานแสดงนิทรรศการนานาชาติด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในอาเซียน โดยกำหนดจัดงานพร้อมกับงาน PUMPS & VALVES ASIA และ THAI WATER EXPO ในวันพฤหัสบดีที่ 14 ถึงวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: www.asew-expo.com

จาก https://www.siamturakij.com วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ฝนหลวงฯ เร่งปฏิบัติการทำฝน ช่วยพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานในภาวะฝนทิ้งช่วง

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ ทำให้ยังมีพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ของประเทศไทยเป็นช่วงของฤดูกาลเพาะปลูกซึ่งมีพื้นที่การเกษตรจำนวนกว่า 149 ล้านไร่ โดยอยู่ในเขตชลประทานกว่า 30 ล้านไร่ และพื้นที่นอกเขตชลประทานจำนวนกว่า 110 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรที่ต้องอาศัยน้ำจากน้ำฝนกรมฝนหลวงและการบินเกษตรร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก จึงยังคงตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 13 หน่วยปฏิบัติการ กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศไทยเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและลดความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำในช่วง ฤดูกาลเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยผลจากการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวานนี้ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 4 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ จำนวน 5 แห่ง

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มอีกเติมว่า สำหรับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการปรับแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 2 หน่วยฯ โดยปรับแผนย้ายหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.บุรีรัมย์ มาตั้งอยู่ที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สุรินทร์ และปรับแผนย้ายหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.อุดรธานี มาตั้งอยู่ที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ เพื่อให้การวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการติดตามสภาพอากาศในช่วงเช้าวันนี้ จากผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ฝนหลวงทั่วประเทศ พบว่า มีบริเวณพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้ เข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง ในเช้าวันนี้จึงมีการวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 6 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ดังนี้

-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.กาญจนบุรี มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์

-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.อุบลราชธานี มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.อำนาจเจริญ และ จ.ยโสธร

-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สุรินทร์ มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.บุรีรัมย์

-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครราชสีมา มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.นครราชสีมา

-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สระแก้ว มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.สระแก้ว จ.ปราจีนบุรี จ.นครนายก และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.เพชรบุรี

อย่างไรก็ตาม อีก 7 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จะยังคงติดตามสภาพอากาศตลอดทั้งวัน โดยหากสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง จะขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายต่อไป ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรและประชาชน สามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ที่ช่องทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร Twitter Instagram Line Official Account : @drraa_pr และหมายเลขโทรศัพท์ 02-109-5100

จาก https://siamrath.co.th   วันที่ 2 มิถุนายน 2564

การค้าไทยกับคู่เจรจา FTA 4 เดือนแรก ทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

กรมเจรจาฯ เผยการค้าไทยกับคู่เจรจา FTA ช่วง 4 เดือนปี’64 มีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 13.18% เป็นการส่งออกถึง 5.2 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 6.45% ระบุสินค้าเกษตรโตแรง เพิ่ม 22% ยางพารา มันสำปะหลังเด่นสุด

วันที่ 2 มิถุนายน 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศคู่ค้าที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วยจำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ชิลี และเปรู ในช่วง 4 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า 108,826.75 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.18% คิดเป็นสัดส่วน 63.84% ของการค้ารวมของไทย โดยเป็นการส่งออกไป 18 ประเทศคู่ FTA มูลค่า 52,627.81 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.45%

ทั้งนี้ เมื่อแยกการส่งออกเป็นรายกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตร (กสิกรรม ปศุสัตว์และประมง) เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากเป็นทั้งอาหารและวัตถุดิบ โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 6,097 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22% คิดเป็นสัดส่วน 74.56% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย โดยตลาดที่มีการขยายตัว

เช่น จีน เพิ่ม 46% อาเซียน เพิ่ม 4% ญี่ปุ่น เพิ่ม 6% เกาหลีใต้ เพิ่ม 23% และอินเดีย เพิ่ม 71% เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น ยางพารา เพิ่ม 47% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 49% และยังมีสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารอื่น ๆ ที่ขยายตัว เช่น ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เครื่องเทศและสมุนไพร และข้าวโพด

สำหรับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่า 40,161.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 5.25% มีสัดส่วน 58.65% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยตลาดส่งออกมีการขยายตัว เช่น จีน เพิ่ม 14% เวียดนาม เพิ่ม 24% มาเลเซีย เพิ่ม 59% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 18% สปป.ลาว เพิ่ม 41% ญี่ปุ่น เพิ่ม 5% เกาหลีใต้ เพิ่ม 36% ออสเตรเลีย เพิ่ม 25% อินเดีย เพิ่ม 28% และนิวซีแลนด์ เพิ่ม 56%

ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว ได้แก่ กลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต สินค้าป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสินค้า Work From Home และมีสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เพิ่ม 37% คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพิ่ม 13% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 37% เม็ดพลาสติก เพิ่ม34% เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 27% วงจรไฟฟ้า เพิ่ม 12% และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เพิ่ม 13%

ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป มีมูลค่า 3,736 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.16% แต่ยังมีสินค้าที่ส่งออกขยายตัวได้ดี เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 23% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่ม 1% เครื่องดื่ม เพิ่ม 8% สิ่งปรุงรสอาหาร เพิ่ม 8% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 143% และไอศกรีม เพิ่ม 29% เป็นต้น

“การส่งออกของไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้ากลุ่มอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในภาคการผลิต เนื่องจากปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และที่สำคัญ ความตกลงการค้าเสรี ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทยจากการที่ประเทศคู่ค้าลดภาษีให้ไทย” นางอรมนกล่าว

จาก https://www.prachachat.net  วันที่ 2 มิถุนายน 2564

อาเซียน 10 ประเทศเร่งปรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้สอดคล้องกัน

มกอช. พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม EWG-OA ครั้งที่ 6 เร่งเดินหน้าปรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศอาเซียนให้สอดคล้องกัน ดันไทยผู้นำขายสินค้าอินทรีย์ไทยในตลาดอาเซียน และขยายสู่ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หัวหน้าคณะฝ่ายไทย นำทีมคณะผู้แทนหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุม ASEAN Experts Working Group for Organic Agriculture (EWG-OA) ครั้งที่ 5 ผ่านระบบทางไกล Online Application Zoom โดยมีสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นเจ้าภาพ เพื่อติดตามการเทียบเคียงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศสมาชิกกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน (ASOA) ซึ่งพบว่าขณะนี้มีเพียง 2 ประเทศที่ผ่านการประเมินว่าเป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำ (Align) ของมาตรฐานอาเซียนแล้ว และมีประเทศที่ได้มีการแก้ไขมาตรฐานให้สอดคล้องกับอาเซียนรวมถึงประเทศไทยแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาประกาศใช้

นายพิศาล กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณาผลเทียบเคียงขั้นสุดท้าย (Group Validation) ของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่สอดคล้องกับอาเซียนยกเว้นการปลูกพืชอินทรีย์ในกระถาง ที่สิงคโปร์ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมจึงจะสามารถประเมินได้ว่าใช้ดินจากฟาร์มที่ผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงพิจารณาข้อเสนอโครงการการจัดทำเอกสารการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนด้านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนด้านพืชและผลิตภัณฑ์ และความก้าวหน้าของการจัดทำความตกลงการยอมรับร่วมด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้สินค้าอินทรีย์ของภูมิภาคอาเซียนให้มีอำนาจต่อรองและค้าขายได้ในตลาดโลก และการคัดเลือกประธานการประชุมคนใหม่ ซึ่งฟิลิปปินส์กำลังจะหมดวาระลง โดยสิงคโปร์จะเป็นประธานการประชุมคนต่อไป แต่เนื่องจากที่ประชุมเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยเสนอให้ประเทศไทยรับเป็นประธานการประชุม อีกทั้งในปี 2565 ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการประชุมดังกล่าว

ทั้งนี้ สินค้าเกษตรมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกอย่างมาก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงแสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเติบโตปีละ 20% ตลาดที่สำคัญของโลกคือยุโรปและอเมริกาเหนือ และที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมากคือ จีน ออสเตรเลีย และอาเซียน สำหรับในประเทศไทย มีมูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาท และส่งออก 2,000 ล้านบาท ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำที่ร่วมในการประชุมดังกล่าวมาโดยตลอด ได้ให้ข้อคิดเห็นที่ทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียน เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ไทยในการที่จะผลิตสินค้าอินทรีย์ให้สามารถจำหน่ายได้ในภูมิภาคเป็นการเปิดช่องทางการค้าขายสินค้าอินทรีย์ Organic Thailand ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดอาเซียน

 “มกอช. พร้อมที่รับเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งต่อไป และจะเข้าร่วมประชุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยให้สินค้าอินทรีย์ของไทย มีความเข้มแข็งและเป็นผู้นำในการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ไทยในตลาดอาเซียนและขยายช่องทางไปยังตลาดโลกอย่างต่อเนื่องต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าวทิ้งท้าย

จาก https://siamrath.co.th   วันที่ 2 มิถุนายน 2564

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : งบประมาณกระทรวงเกษตรฯปี’64

 “หนุ่มยูโร” กลับมารายงานตัวอีกครั้งครับ พบกันในวันพุธที่2 มิ.ย. 2564 ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หนังสือพิมพ์คุณภาพของประเทศไทยอีกฉบับครับ ครั้งก่อนเราพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ มีงบประชาสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยหลงจู๊ 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมูลงาน ฉบับนี้เราจึงมาพูดถึงงบประมาณปี 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้จัดสรรงบมาทั้งสิ้น 111,832.5171 บาท…เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 2,719.2521 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.49) โดยเน้นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย....

1.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (31,315.7216 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องส่งเสริมการพัฒนาเกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศเกษตร …

2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (3,108.1736 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านพลังสังคมและด้านเศรษฐกิจฐานราก มุ่งเน้นบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร...

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (77,041.9435 ล้านบาท) เพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนและด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ...

4.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ(41.5900 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center :NABC)...

5.ด้านความมั่นคง (325.0884 ล้านบาท) ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ดำเนินโครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้..….แล้วคิดดูครับงบประชาสัมพันธ์ 3 เปอร์เซ็นต์ ของงบการประมูลงาน ที่เป็นช่องทางทำมาหากินของนักการเมือง จนทำให้ข้าราชการเขาอึดอัดใจ...“หนุ่มยูโร” ขอถามตรงๆ เราจะแก้ไขกันอย่างไร เลิกเถอะครับ....ฉบับหน้าเจอกันใหม่ครับ...

จาก https://www.naewna.com  วันที่ 2 มิถุนายน 2564

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ  31.16 บาทต่อดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท “ทรงตัว” ระยะสั้นจับตาแนวโน้มหากมีการแจกจ่ายวัคซีนใกล้เคียงอัตรา วันละ 3แสนโดสจะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ กลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.16 บาทต่อดอลลาร์ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า คาดกรอบวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.10-31.20 บาท/ดอลลาร์

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แนวโน้มค่าเงินบาท  โดยรวมค่าเงินบาทยังคงแกว่งตัวในกรอบ เพราะแม้ว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าลงเล็กน้อยตามเงินดอลลาร์ที่รีบาวด์กลับขึ้นมา แต่ทว่า แรงหนุนฝั่งแข็งค่าก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้ง โฟลว์ขายทำกำไรทองคำ (ขายกำไรบนสกุลเงินดอลลาร์ และแลกกลับมาเป็นเงินบาท) รวมถึง ฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาเป็นฝั่งซื้อสินทรัพย์ไทยสุทธิมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น ซึ่งเรามองว่า ในระยะสั้นต้องจับตาแนวโน้มการแจกจ่ายวัคซีน เพราะหากมีการแจกจ่ายวัคซีนที่ดีต่อเนื่อง (ใกล้เคียงอัตรา วันละ 3แสนโดส) ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ กลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น และหนุนให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ตลาดการเงินฝั่งสหรัฐฯ โดยรวมอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น หลังจากกลับมาเปิดทำการปกติ โดยผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงมีความกังวลปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น หลังจากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อฝ่ายการผลิตอุตสาหกรรมโดย ISM (Manufacturing PMI) เดือนพฤษภาคม ยังแสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ  ยังมีแนวโน้มเผชิญปัญหาผลิตสินค้าไม่ทัน จากความต้องการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่สามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้และยังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงปัญหาด้านการขนส่ง  ซึ่งภาพความกังวลปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อรอดูสัญญาณการฟื้นตัวของการจ้างงานในฝั่งสหรัฐฯ ในวันศุกร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อได้ ทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ย่อตัวลง 0.09% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดลบ 0.05% ขณะที่ ดัชนี Downjones สามารถปิดบวก 0.13% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบกว่า 2ปี หลังที่ประชุมกลุ่ม OPEC+ มองว่าความต้องการน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้ ตลาดน้ำมันเผชิญภาวะตึงตัวได้

อย่างไรก็ดี ในฝั่งยุโรป นักลงทุนกลับเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจยุโรป อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม ออกมาดีกว่าคาด หนุนให้ ดัชนี STOXX50 ปิดบวกราว 0.8%  นำโดยหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม Cyclical อาทิ Volkswagen +3.06%, Daimler +2.67%, ING +2.66% และ Airbus +1.97% เป็นต้นทางด้านตลาดบอนด์ ความกังวลเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดบอนด์เทขายบอนด์สหรัฐฯ 10ปี มากขึ้นแต่อย่างใด ทำให้ ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ยังคงแกว่งตัวในกรอบใกล้ระดับ 1.61% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่บรรดาเจ้าหน้าเฟดต่างยืนกรานว่า เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นชั่วคร่าวและเฟดก็ยังไม่คิดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้น ส่วนในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) รีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 89.9 จุด โดยเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจาก การอ่อนค่าลงของเงินปอนด์ (GBP) สู่ระดับ 1.415 ดอลลาร์ต่อปอนด์ หลังอังกฤษเจอการระบาดของ COVID-19 เพิ่มขึ้น สำหรับวันนี้ แม้ว่าจะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจไม่มาก แต่ผู้ในเล่นตลาดส่วนใหญ่จะยังคงติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Charles Evans (Chicago Fed) และ Raphael Bostic (Atlanta Fed) เป็นต้น  เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ การปรับลดคิวอี (QE Tapering)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเช้านี้ (2 มิ.ย.) ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบที่ระดับ 31.15-31.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยแม้เงินดอลลาร์ฯ จะมีแรงหนุนจาก ข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนพ.ค. ที่มีสัญญาณแข็งแกร่ง แต่คงต้องติดตามสัญญาณฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติในระหว่างวันที่อาจหนุนเงินบาทให้พลิกกลับมาแข็งค่าต่อเนื่องได้เช่นกันสำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามที่สำคัญจะอยู่ที่สถานการณ์โควิด 19 ของไทยและต่างประเทศ สัญญาณฟันด์โฟลว์ สถานการณ์ค่าเงินหยวนและสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่เฟด

จาก https://www.thansettakij.com   วันที่ 2 มิถุนายน 2564

สรท.ดันส่งออกโต10-15%เร่งรัฐแก้ปัญหาขาดตู้สินค้า

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ประเมินการส่งออกปี 2564 มีโอกาสขยายตัว 10-15% บนเงื่อนไขที่รัฐช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าอย่างเต็มที่

นายชัยชาย เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยยังโตอย่างต่อเนื่อง โดยเดือน เม.ย.การส่งออกมีมูลค่า 21,429 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.09% ภาพรวมเดือน ม.ค.-เม.ย.2564 มีมูลค่า 85,577 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 4.78%  

ส่วนการนำเข้าเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีมูลค่า 21,246 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 29.79%  ซึ่ง สรท.คาดการณ์การส่งออกปี 2564 เติบโต 6-7 % โดยหากการส่งออกไตรมาส 2 (พ.ค.-ก.ค.) ขยายตัว 15% หรือมีมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกเฉลี่ยทุกเดือนจากนี้ถึงสิ้นปีได้เดือนละ 21,000 ล้านดอลลาร์ จะทำให้ทั้งปีขยายตัว 7%

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญ คือ แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐ นำเข้าพุ่งสูงขึ้นเพราะผู้ผลิตในประเทศผลิตไม่ทันความต้องการที่สูงขึ้น และหลายอุตสาหกรรมเริ่มขาดแคลนแรงงาน

รวมทั้งมีความคืบหน้าการฉีด “วัคซีนโควิด-19” ทั่วโลก และดัชนีผู้จัดการฝ่ายการผลิตโลก (World PMI index) สูงสุดรอบ 11 ปี สะท้อนฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ ราคาสินค้าในตลาดโลกมีทิศทางสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน อาทิ ยางพาราแปรรูปขั้นต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งสอดคล้องราคาน้ำมันดิบและอุปสงค์ในตลาดโลกที่ขยายตัวจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มูลค่าการส่งออกกลุ่มนี้ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 1 ปีนี้

อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการส่งออกไทย โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ที่รุนแรงทั้งในประเทศและอาเซียน ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า

รวมถึงปัญหาตู้สินค้าขาดแคลนแม้ภาครัฐของไทยมีประกาศอนุญาตให้เรือใหญ่ขนาด 400 เมตร เข้าไทยได้และส่งผลให้นำเข้าตู้เปล่าเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณตู้เปล่ายังไม่เพียงพอ ซึ่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกในการส่งสินค้าให้กับประเทศปลายทางที่เป็นคู่ค้าสำคัญ

ประกอบกับสายเรือยังจัดสรรตู้คอนเทนเนอร์ (Space allocation) ส่วนใหญ่ให้จีนและเวียดนาม เพราะจ่ายค่าระวางอัตราสูงกว่าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ต่อเนื่อง และอัตราค่าระวางที่ทรงตัวระดับสูงขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว

ในขณะที่สถานการณ์ความผันผวนของวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะชิปขาดแคลน ส่งผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องชะลอการผลิต เนื่องด้วยจำนวนสินค้าคงคลังเริ่มลดลงและคาดการณ์ว่าจะกระทบอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกรวมทั้งไทย และมีแนวโน้มว่าสถานการณ์ยืดเยื้อถึงไตรมาส 4

นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์ราคาเหล็กในตลาดโลกสูงขึ้นจากการที่จีนลดกำลังการผลิตเหล็กมากกว่าครึ่งทำให้เกิดภาวะ Short Supply กระทบต้นทุนการผลิตที่ใช้วัตถุดิบเหล็ก เช่น บรรจุภัณฑ์โลหะ (อาหารและเครื่องดื่มบรรจุกระป๋อง) การก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องจักรกล

รวมทั้งมีปัญหาขาดแคลนแรงงานเพราะโควิด-19 ทำให้แรงงานต่างด้าวกลับประเทศจำนวนมากและยังไม่กลับมา ซึ่งกระทบภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคเกษตรที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน 2-3 แสนคน และรวมถึงผลต่อการต้องชะลอคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ

สรท.ประเมินแนวโน้มการส่งออกโดยพิจารณาปัจจัยการแก้ปัญหาตู้สินค้า 3 กรณี คือ

1.กรณีการส่งออกขยายตัว 7% จะต้องมีตู้สินค้า 1.86 ล้าน TEUs หรือเฉลี่ย 158,000 TEUs/เดือน

2.กรณีการส่งออกขยายตัว 10 % จะต้องมีตู้สินค้า 2.01 ล้าน TEUs หรือเฉลี่ย 176,000 TEUs/เดือน

3.กรณีการส่งออกขยายตัว 15% จะต้องมีตู้สินค้า 2.25 ล้าน TEUs หรือเฉลี่ย 207,000 TEUs/เดือน

“การส่งออกไทยมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวถึง 10-5 % หากหาตู้สินค้าได้ 2.01-2.25 ล้าน TEUs และมีการจัดสรรพื้นที่หรือ Space Allocation และค่าระวางอยู่ในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้เพียงพอและรองรับต่อการเติบโตของการส่งออก"

ทั้งนี้ สรท.มีข้อเสนอให้ภาครัฐดำเนินการเพื่อสนับสนุนการส่งออก คือ 1.การเร่งรัดการฉีดวัคซีนในภาคโลจิสติกส์และภาคการผลิต เช่น ท่าเรือ ท่าอากาศยาน

2.เร่งให้มีนำเข้าตู้เปล่าเข้ามาเพิ่มเติมโดยเร็วและบริหารจัดการ Space Allocation เพราะคำสั่งซื้อเริ่มฟื้นตัวระดับสูง และเอกชนไทยมีศักยภาพส่งออกจึงขอให้ภาครัฐเช่าเรือเพื่อไปนำตู้สินค้าเปล่าจากประเทศที่มีตู้ตกค้างกลับมาไทย

นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒพงศ์ ที่ปรึกษา สรท.กล่าวว่า โอกาสที่การส่งออกของไทยจะขยับขึ้นไปถึง 10% มีอยู่แต่ขึ้นกับการบริหารจัดการอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้มีคำสั่งสินค้าเข้ามามาก แต่ไม่สามารถส่งสินค้าได้เนื่องจากไม่มีตู้ขนส่งสินค้า ประกอบกับสหรัฐอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ โดยจะเป็นโอกาสส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาตลาดสหรัฐโตต่อเนื่อง แต่ถ้าไทยไม่รีบแก้ปัญหาจะเสียเปรียบคู่แข่ง

จาก https://www.bangkokbiznews.com วันที่ 2 มิถุนายน 2564

‘สุริยะ’ชี้สัญญาณการผลิตอุตสาหกรรมดีขึ้น

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมเปิดเผยถึงสถานการณ์ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ว่ามีสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทิศทางเศรษฐกิจของโลกที่ดีทำให้ต่อตัวเลขการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นและภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่องส่งผลให้แนวโน้มภาคการผลิตของประเทศเติบโตแม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยเวลานี้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐถือเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) เดือนเมษายน 2564 เพิ่มขึ้น 18.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อัตราการใช้กำลังผลิต 59.58% เนื่องจากเดือนเมษายน 2563 รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ และทั่วโลกเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ปีนี้ถึงแม้ไทยจะมีการระบาดระลอกใหม่ แต่ไม่มีการล็อกดาวน์ ขณะที่หลายประเทศสถานการณ์คลี่คลายจากการกระจายวัคซีน

เอ็มพีไอช่วง 4 เดือนแรกปี 2564(มกราคม-เมษายน) ขยายตัว 4.38% อัตราใช้กำลังการผลิต65.48% โดยเอ็มพีไอที่ขยายตัวสอดรับกับตัวเลขการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ และอากาศยาน) เดือนเมษายน 2564ขยายตัว 45.69% ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 26.82% และการนำเข้าสินค้าทุน ขยายตัว 18.61%

อุตสาหกรรมหลักที่มีดัชนีผลผลิตขยายตัวในเดือนเมษายน 2564 ประกอบด้วย รถยนต์และเครื่องยนต์ เพิ่มขึ้น 288.06% เบียร์เพิ่มขึ้น 515.18% เนื่องจากสงกรานต์ปีนี้ไม่มีมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ แม้ว่าจะมีการควบคุมในบางพื้นที่

“ค่อนข้างมั่นใจว่าเดือนพฤษภาคมเอ็มพีไอจะขยายตัวต่อเนื่องจากฐานที่ต่ำในปี 2563ขณะที่ส่งออกแนวโน้มดีขึ้น เป็นเครื่องยนต์ร่วมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ปีนี้ส่วนการติดเชื้อโควิด-19 ของแรงงานในภาคการผลิต อาจส่งผลต่อการผลิตบ้าง แต่ไม่น่าส่งผลต่อภาพรวม เนื่องจากเป็นการติดเชื้อเฉพาะกลุ่ม” นายทองชัยกล่าว

จาก https://www.naewna.com  วันที่ 1 มิถุนายน 2564

บทความพิเศษ : กรมฝนหลวงพร้อมช่วยปชช.ไม่มีวันหยุด เพิ่มน้ำพื้นที่เกษตรสู้ภัยแล้งสะสมระยะยาว

กรมฝนหลวงฯ พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่มีวันหยุด เชิญชวน ติดตามสถานการณ์ผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ทุกวัน เพื่อเตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

แม้ว่าในขณะนี้จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว แต่บางพื้นที่ยังพบฝนทิ้งช่วง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงยังต้องมีการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและเกษตรกร พร้อมเชิญชวนให้ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศผ่านไลฟ์สดทาง Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทุกวัน เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 149 ล้านไร่โดยเป็นพื้นที่เกษตรอาศัยน้ำฝนกว่า 110 ล้านไร่ และเป็นพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน จำนวน 30 กว่าล้านไร่ ซึ่งแม้ว่าขณะนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังถือว่าเข้าสู่ฤดูฝนไม่เต็มที่ บางพื้นที่อาจมีลักษณะฝนทิ้งช่วง ยังคงมีฝนตกเป็นบางแห่ง และตกไม่กระจายตัวในทุกพื้นที่ ในขณะที่หลายๆ พื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงมีความต้องการน้ำเพื่อการเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงต้องเตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน จะต้องปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมเต็มให้กับพี่น้องเกษตรกรบรรเทาความเสียหายในการทำเกษตร โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลของกรมฝนหลวงและข้อมูลที่ได้รับจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ มาวางแผนจัดลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้บูรณาการ การทำงานร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

จาก https://www.naewna.com  วันที่ 1 มิถุนายน 2564

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. ชี้ข้าวเปลือกเหนียว-น้ำตาลทรายดิบ-ยางพารา ยังราคาดี

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. ชี้ความต้องการของตลาดโลก และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงเกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเดือนมิถุนายน 2564 ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียว น้ำตาลทรายดิบ ยางพาราแผ่นดิบ และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สุกร กุ้งขาวแวนนาไม และโคเนื้อ มีแนวโน้มราคาปรับลดลง

นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนมิถุนายน 2564 โดยสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 10,637-10,680 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.92-1.33 เนื่องจากความต้องการบริโภคข้าวเหนียวเพิ่มขึ้น ในเทศกาลวันไหว้บ๊ะจ่างของชาวจีน ประกอบกับสตอกข้าวเหนียวของผู้ประกอบการเริ่มลดลง น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ 17.14-17.24 เซนต์/ปอนด์ (11.89-11.96 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.60-1.20 เนื่องจากคาดว่า ปริมาณการผลิตและการส่งออกเอทานอลของประเทศบราซิลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบว่ายอดการส่งออกเอทานอล ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2564 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 69.2 จากปีก่อน ทำให้โรงงานน้ำตาลของบราซิลปรับเพิ่มสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล ขณะที่ความต้องการใช้น้ำตาลของโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจีนได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การนำเข้าน้ำตาลอีก 0.6 ล้านตัน เป็น 4.5 ล้านตัน จากการที่ผลผลิตน้ำตาลภายในประเทศลดลง ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ราคาอยู่ที่ 58.08-58.80 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.82-2.07 เนื่องจากปริมาณยางพาราที่ออกสู่ตลาดมีแนวโน้มลดลงกว่าที่คาดการณ์ จากการขาดแคลนแรงงานกรีดยางและภูมิอากาศฝนตกชุก ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากการเข้าถึงและการกระจายวัคซีน ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลเยนของประเทศญี่ปุ่น และเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 5.16-5.22 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 4.09-5.33 เนื่องจากผลผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม อันดับ 2 ของโลก ปรับตัวลดลง เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 8,642-8,706 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.24-1.96 เนื่องจากปริมาณผลผลิตข้าวและสตอกข้าวของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณข้าวส่วนเกินระบายออกสู่ตลาดโลกเป็นจำนวนมาก ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 11,235-11,381 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.51-2.77 เนื่องจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้เกิดปัญหาการส่งออกข้าวไทย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและตลาดยุโรป ประกอบกับความต้องการใช้ของผู้ประกอบการ อาทิ ร้านอาหารและภัตตาคารลดลง จากนโยบายควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาอยู่ที่ 7.59-7.63 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.20-0.80 เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่นที่ 1 ปริมาณผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการได้มีการนำเข้าวัตถุดิบอื่นเพื่อผลิตอาหารสัตว์ในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศทรงตัว

มันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.89-1.93 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.52-2.58 เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว ลานมันสำปะหลังเส้นปิดการรับซื้อ และผลผลิตที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวได้อาจมีคุณภาพลดลงจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น สุกร ราคาอยู่ที่ 75.08-76.28 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.44-2.01 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังรุนแรงต่อเนื่อง และมาตรการเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรลดลง กุ้งขาวแวนนาไม ราคาอยู่ที่ 137.20-138.32 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.20-2.00 เนื่องจากมีปัจจัยกดดันราคาจากมาตรการควบคุมร้านอาหาร เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คาดว่าจะยังคงเข้มงวดในพื้นที่เสี่ยงสูง และความกังวลของผู้บริโภคในเรื่องความปลอดภัย ประกอบกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่ซบเซา ส่งผลให้ความต้องการบริโภคกุ้งในประเทศลดลง และโคเนื้อ ราคาอยู่ที่ 98.24-98.31 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.01-0.08 เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ความต้องการบริโภคเนื้อโคลดลง ตามแนวโน้มเนื้อสัตว์ประเภทอื่น จากอาหารตามธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ผลผลิตเนื้อโคอาจลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกินในโคและกระบือ.

จาก https://tna.mcot.net วันที่ 1 มิถุนายน 2564

ผ่าเส้นทางวิบากส่งออกไทย ลุ้นกันยาวๆ ดันทั้งปีโต 5-7%

ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่19 พฤษภาคม 2564 มีมติ ปรับเพิ่มคาดการณ์ส่งออกไทยจะขยายตัวได้ที่ 5-7% จากเดิมคาดขยายตัว 4-6 % ขณะที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก ปรับคาดการณ์ส่งออกเพิ่มเป็น 6-7% จากเดิมคาดขยายตัว 4-6% และแม้กระทั่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็ได้ปรับตัวเลขส่งออกเพิ่มเป็น 10.3% จากเดิมคาด 5.8%ปัจจัยหลักที่ทุกสำนักพยากรณ์ปรับตัวเลขการส่งออกไทยสูงขึ้นมีปัจจัยจากเศรษฐกิจ และการค้าโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจที่เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังซมพิษโควิดในปีที่ผ่านมา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาดหลักปรับตัวดีขึ้น หลังหลายประเทศมีการระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชน มีผลให้กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้นสอดคล้องกันกับตัวเลขการส่งออกเดือนเมษายนล่าสุดไทยส่งออกได้ 21,429 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวที่ 13% ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 36 เดือนหรือในรอบ 3 ปี ขณะที่เทียบการส่งออกช่วง 4 เดือนแรกปี 2564 ที่ส่งออกได้ 85,577 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.7% ซึ่งหากเทียบกับตัวเลข 4 เดือนแรกปี 2562 ที่เป็นปีฐานปกติที่ไม่มีโรคโควิด ไทยส่งออกได้ 80,665 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกไทยขยายตัวที่ 6%ทั้งนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุ 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาคการส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาได้แก่ 1.ปัจจัยจากต่างประเทศที่เศรษฐกิจ และการค้าโลกฟื้นตัว 2.ปัจจัยจากการบริหารจัดการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีการวางแผนร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด รวมถึงการช่วยกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) มาอย่างต่อเนื่องสำหรับแผนงาน/นโยบายของกระทรวงเพื่อผลักดันการส่งออกในเดือนที่เหลือของปีนี้รวมถึงในอนาคตจะดำเนินนโยบายเชิงรุกโดยแบ่งตลาดออกเป็น 3 ตลาด คือ 1.ตลาดเดิมที่ยังต้องรักษาไว้ เช่น สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น 2.เจาะเพิ่มตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย กลุ่มประเทศยูเรเซีย มองโกเลีย อินเดีย เป็นต้น และ 3.ฟื้นตลาดเก่าที่เคยเสียไปให้กลับคืนมา เช่น อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ โดยช่องทางการตลาดหลักในยุค New Normal ที่ไม่สามารถค้าขายผ่านออฟไลน์ได้ตามปกติ จะเน้นการจัดเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ การปรับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในไทยเป็นรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Trade Fair) หรือรูปแบบผสมผสาน (Hybrid) การเพิ่มพันธมิตรแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซชั้นนำของต่างประเทศในตลาดต่างๆ เพื่อช่วยขายสินค้าไทยมากขึ้น เป็นต้นผ่าเส้นทางวิบากส่งออกไทย ลุ้นกันยาวๆ ดันทั้งปีโต 5-7%

ทั้งนี้แม้ตัวเลขการส่งออก 4 เดือนแรกมีทิศทางการขยายตัวที่ดี แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ประกาศยังไม่ปรับเป้าหมายการส่งออกของปีนี้ใหม่ ยังคงไว้ที่ 4% ตามเดิม แต่วงในจากที่ประชุมร่วมระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับตัวแทนสถาบันภาคเอกชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคเอกชนได้ประเมินสถานการณ์ส่งออกไทยทั้งปีนี้น่าจะขยายตัวได้มากกว่า 6% ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าฯ จะนำข้อมูลที่ได้ไปเสนอให้นายจุรินทร์ เป็นผู้พิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกคาดจะประกาศตัวเลขใหม่ได้ในเดือนกรกฎาคมนี้จากทิศทางการส่งออกไทยที่ทุกฝ่ายชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้อย่างไรน่าจะขยายตัวในระดับ 5-7% (มูลค่า 243,042-247,671 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งอกของไทยกลับไปอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด (ปี 2562 ไทยส่งออก 246,269 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทั้งนี้จากช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ที่ไทยส่งออกแล้ว 85,577 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากทั้งปีนี้จะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวได้ที่ 5% ในอีก 8 เดือนที่เหลือจะต้องส่งออกเฉลี่ย 19,683 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน และหากจะขยายตัวที่ 7% ต้องส่งออกเฉลี่ย 20,262 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนอย่างไรก็ดีแม้การผลักดันการส่งออกในปีนี้ให้ขยายตัว 5-7% จะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่ภาคเอกชนมองอาจทำให้ภาคการส่งออกสะดุดในเดือนที่เหลือปีนี้ได้แก่ ข้อกังวลเรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ลามเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกที่ยังต้องคุมเข้ม ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าที่ต้องแย่งชิงกับผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น จีน เวียดนาม ค่าระวางเรือที่ปรับเพิ่มขึ้น 100-300% จากภาวะปกติ (ขึ้นกับเส้นทางการขนส่ง) ราคาแผ่นเหล็กเคลือบทั้งเหล็กทินเพลท และเหล็กทินฟรี ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตกระป๋องเพื่อบรรจุอาหารมีการขยับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาเหล็กในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาการขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมรถยนต์กระทบต่อการผลิตรถรุ่นใหม่ๆ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม 2-3 แสนคน จากผลกระทบแรงงานต่างด้าวกลับประเทศช่วงการระบาดของโควิด และยังไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามาได้ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการส่งออกไทยมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายแล้วส่งออกไทยทั้งปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 5-7% หรือไม่ คงต้องรอลุ้นกันยาวๆ ในอีกหลายเดือนที่เหลือ

จาก https://www.thansettakij.com  วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564

'จุรินทร์'ลุยเอเปค ถกรมต.การค้าฟื้นศก.

“จุรินทร์”เตรียมเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปค และการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 4-5 มิ.ย.นี้ เร่งหารือแนวทางรับมือและฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ องนายกฯและรมว.พาณิชย์ จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปค (APEC Business Advisory Council: ABAC) ซึ่งเป็นกลุ่มภาคเอกชนจาก 21 เขตเศรษฐกิจของเอเปค และการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่างวันที่ 4 - 5 มิถุนายนนี้

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการประชุม ABAC จะหารือในประเด็นสำคัญ เช่น การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็นข้ามพรมแดน ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และการรับมือทางเศรษฐกิจต่อวิกฤตโควิด-19 เป็นต้น ส่วนการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค จะหารือในประเด็นการฟื้นเศรษฐกิจภูมิภาคจากสถานการณ์โควิด-19 และการสนับสนุนให้ระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) เป็นกลไกให้เกิดการค้าเสรีที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยนางเอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา (Mrs.Ngozi Okonjo-Iweala) ผู้อำนวยการใหญ่ WTO จะเข้าร่วมการประชุมด้วย เพื่อรายงานความคืบหน้าการปฏิรูป WTO และการเตรียมการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 12 ที่จะจัดขึ้นที่นครเจนีวาปลายปีนี้

นิวซีแลนด์ในฐานะเจ้าภาพการประชุม ได้กำหนดให้เรื่องความร่วมมือ การทำงาน และการเติบโตไปด้วยกัน (Join, Work, Grow Together) เป็นประเด็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการประชุมเอเปคปีนี้ โดยมุ่งหวังให้สมาชิกเอเปคได้ร่วมกันขับเคลื่อน รับมือ และทำงานร่วมกัน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจภูมิภาคให้กลับมาขยายตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลังวิกฤติโควิด-19 นางอรมนเสริม

ทั้งนี้ เอเปคเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี เปรู เม็กซิโก รัสเซีย จีน จีนฮ่องกง จีนไทเป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ปาปัวนิวกินี บูรไนฯ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในปี 2563 การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปค มีมูลค่า 315 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.8 ล้านล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปเอเปคมูลค่า 165 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.1 ล้านล้านบาท) และไทยนำเข้าจากเอเปคมูลค่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (4.7 ล้านล้านบาท)

จาก https://www.naewna.com  วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ  31.19 บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท-ได้รับแรงหนุนฝั่งแข็งค่า จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ  31.19 บาท/ดอลลาร์จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์  คาดกรอบวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.25 บาท/ดอลลาร์

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แม้ว่าวานนี้จะเป็นวันหยุดในฝั่งสหรัฐฯ ทว่า โดยรวมตลาดการเงินก็กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เล่นในตลาดการเงินกลับมาขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อรอดูสัญญาณการฟื้นตัวของการจ้างงานในฝั่งสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อได้ โดยแรงเทขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในฝั่งยุโรป ที่นักลงทุนทยอยขายทำกำไรหุ้นยุโรป กดดันให้ ดัชนี STOXX50 ปิดลบราว 0.76% ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ที่ปรับตัวลดลงจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial) อาทิ Bayer -1.42%, Airbus -1.24% รวมถึง หุ้นในกลุ่มธนาคารและการเงินที่ทยอยปรับตัวลดลง (BNP Paribas -1.12%, Allianz -1.08%, Safran -1.08%) นอกจากนี้ ภาพตลาดที่เริ่มกลับมาระมัดระวังตัวมากขึ้น ยังสะท้อนผ่านตลาดฟิวเจอร์ โดย ฟิวเจอร์ดัชนีตลาดหุ้นในฝั่งสหรัฐฯ อาทิ ฟิวเจอร์ดัชนี Downjones, S&P500 และ Nasdaq ก็ล้วนปรับตัวลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี แม้ว่าบรรยากาศโดยรวมจะไม่สดใสนัก ทว่าในฝั่งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ต่างก็ปรับตัวขึ้นไม่น้อยกว่า 1% หลังจากที่กลุ่ม OPEC+ เปิดเผยในรายงานว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปีนี้ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 96.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังมองว่า ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญภาวะตึงตัว เนื่องจากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของความต้องการใช้น้ำมัน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในอัตราเฉลี่ย 1.4 ล้านบาร์เรลต่อปี อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะจับตาการประชุมรายเดือนของสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ในวันนี้ เพื่อติดตามแผนการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่คาดว่าจะมีการทยอยเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึง แนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิตและส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ในส่วนตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 89.79 จุด กดดันโดยการแข็งค่าขึ้นของเงินยูโร (EUR)ุระดับ 1.2229 ดอลลาร์ต่อยูโร และ เงินปอนด์ (GBP) ที่แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.4224 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ตามแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซนและอังกฤษ

สำหรับวันนี้ ผู้ในเล่นตลาดส่วนใหญ่จะยังคงติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดย ตลาดมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน การขยายตัวของทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรม โดยในเดือนพฤษภาคม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (ISM Manufacturing PMI) จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.9 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว) ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และอาจจะเริ่มส่งสัญญาณทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้ หลังจากที่ออสเตรเลียสามารถคุมสถาณการณ์การระบาดของ COVID-19 และแจกจ่ายวัคซีนได้ดี แนวโน้มค่าเงินบาท  โดยรวมค่าเงินบาทยังคงแกว่งตัวในกรอบ เพราะแม้ว่า เงินบาทจะได้รับแรงหนุนฝั่งแข็งค่า จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ รวมถึง โฟลว์ขายทำกำไรทองคำ (ขายกำไรบนสกุลเงินดอลลาร์ และแลกกลับมาเป็นเงินบาท) แต่ ค่าเงินบาทก็ยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าอยู่ จากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นฝั่งขายสุทธิสินทรัพย์ไทย

จาก https://www.thansettakij.com   วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564