http://www.sugarzone.in.th


ข่าวเศรษฐกิจเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล(เดือนมีนาคม 2555)

พลังงานดันไทยสู่ฮับเอทานอล

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯเผยคลังรับลูกเร่งแก้กฎหมายเอื้อส่งออกเอทานอล ยกร่างแก้ไขประกาศเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อดี ข้อเสีย พพ.แนะเปิดทางให้เอกชนรวมถังและอนุญาตให้แปลงสภาพก่อนส่งขายต่างประเทศได้ เดินหน้าทำเดโม่จำลองขั้นตอนส่งออกเอทานอล หาวิธีกำหนดราคากลางทดลองเทรดจริงในตลาดอาเซียน ก่อนเดินหน้าเป็นศูนย์กลางส่งออกเอทานอลจริงเต็มตัวในปี 2559

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเอทานอลของไทยว่า ล่าสุดมีรายงานว่า กระทรวงการคลังได้ร่างแก้ไขประกาศการส่งออกเอทานอลใหม่เสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อดีข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น และเป็นห่วงปัญหาการรั่วไหลของสุราจากการส่งออกเอทานอล เช่น หากมีการนำเอทานอลมารวมกันสำหรับส่งออก แต่ปริมาณเอทานอลหายไป หรือส่วนที่เหลือจากการขายซึ่งต้องนำกลับเข้ามาในประเทศนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ต่อกรณีดังกล่าว

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหา เบื้องต้นทางกระทรวงพลังงาน ได้เตรียมประสานกับผู้ประกอบการเอทานอลให้มีการลงนามในสัญญากำหนดความรับผิดชอบตามสัดส่วนปริมาณการส่งออกเอทานอลและเสนอต่อกระทรวงการคลังพิจารณาก่อนทดลองส่งออกจริงต่อไป
ส่วนการเตรียมตัวเป็นฮับเอทานอลในภูมิภาคเอเชียนั้น กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างเตรียมแผนโครงการศึกษาศักยภาพของไทยต่อการเป็นฮับเอทานอลในภูมิภาคเอเชีย โดยกำหนดขั้นตอนและเป้าหมายดังนั้น ให้ปี 2556 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นเปิดให้ผู้ผลิตเอทานอลสามารถรวบรวมเอทานอลและบรรจุรวมถังเดียวกันเพื่อส่งออกได้ ก่อนจะสรุปผลในปี 2557 จากนั้นในปี 2558 ประเทศไทยจะทดลองกำหนดราคากลางการซื้อขายเอทานอลในเอเชียและทำการซื้อขายจริง เพื่อนำไปสู่การสรุปผลทั้งหมดในปี 2559 ว่าไทยพร้อมเป็นฮับเอทานอลในเอเชียได้จริงหรือไม่

โดยระหว่างนี้ จะจัดทำการสาธิตตัวอย่าง(DEMO)โครงการทดลองรวมถังเอทานอลเพื่อส่งออก ซึ่งว่าจ้างให้สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(PTIT)ดำเนินการทดลองให้ผู้ผลิตเอทานอลรายเล็กนำเอทานอลมารวมถังกันเพื่อทำการส่งออกจริง เพื่อให้เห็นถึงปัญหา อุปสรรค กระบวนการและขั้นตอนการส่งออกเอทานอลภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ

"ในอนาคตจะต้องลดอุปสรรคและขั้นตอนการขออนุญาตการส่งออกเอทานอลให้เหมือนประเทศที่ค้าขายเอทานอล เช่น สิงคโปร์ ที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยลดขั้นตอนจนสามารถขออนุญาตดำเนินการส่งออกได้เพียงระยะเวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งไทยจะต้องไปให้ถึงจุดนี้"นายประพนธ์ กล่าว

นายประพนธ์ กล่าวด้วยว่า ในระยะต่อไปภายในปี 2558 ไทยจะต้องหันมากำหนดราคากลางการซื้อขายเอทานอลในภูมิภาคเอเชียเอง รวมถึงขึ้นตอนลดลองทำการซื้อขายจริงด้วย โดยขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเข้าไปเจรจากับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นตลาดกลางราคาซื้อขายพลังงานที่สำคัญในเอเชีย เพื่อหารือถึงแนวทางที่ไทยจะกำหนดราคาซื้อขายเอทานอลในเอเชียเอง โดยขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะใช้ตลาดการซื้อขายเอทานอลขององค์กรใดมากำหนดราคา
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภายในปี 2559 จะได้ข้อสรุปว่า ไทยมีความพร้อมด้านปริมาณเอทานอล ด้านการกำหนดราคา และการขนส่ง เพื่อกลายเป็นฮับเอทานอลในเอเชียได้หรือไม่ หากผลสรุปว่าสามารถเป็นฮับได้ไทยจะเดินหน้าเป็นผู้นำด้านเอทานอลในเอเชียต่อไปทันที

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 30 มีนาคม 2555

ชาวไร่อ้อยเขตปนเปื้อนแคดเมียมแม่สอด รุมประท้วงหน้าที่ประชุมรองเลขานายกฯ

ตาก - ม็อบเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยป้อนโรงงานเอทานอลกว่า 500 คน ชุมนุมหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สอด เรียกร้องนายกรัฐมนตรีเร่งประกันราคาเพิ่ม 200 บาทต่อตันจาก 950 บาทเป็น 1,150 บาทต่อตัน ระหว่างรองเลขานายกฯ ประชุมร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

 วันนี้ (29 มี.ค.55) กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอทานอลในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม อ.แม่สอด จ.ตาก กว่า 500 คนนำโดยนายก่อเกียรติ ทรัพย์สาร นายบุญปั๋น ละน้อย นายน้อย ทาแดง นายชาตรี วังศรี ได้เดินทางมารวมตัวชุมนุมและเปิดเวทีติดตั้งเครื่องขยายเสียงปราศรัยที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สอด จ.ตาก ระหว่างที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้มาประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สอด

เพื่อเรียกร้องให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ช่วยเสนอเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรี ปรับราคาประกันผลผลิตอ้อยเอทานอลจาก ราคา 950 บาทต่อตัน เป็น 1,150 บาทต่อตัน โดยขอให้ปรับราคาเพิ่ม 200 บาทต่อตัน

 โดยกลุ่มเกษตรกร ได้ถือป้ายและกล่าวปราศรัยเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการผ่านเครื่องขยายเสียงและได้ยินไปถึงที่ประชุม
จากนั้นนายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้เดินทางลงมาพบกับกลุ่มเกษตรกร และได้ขึ้นเวทีประกาศต่อกลุ่มผู้ชุมนุมว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรให้เร็วและเร่งด่วนที่สุด โดยจะเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ช่วยเหลือเบื้องต้นในราคาตามที่เกษตรกร ยื่นเรียกร้องมา

นายสุชาติ กล่าวว่า ปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมคือ ไม่ได้ราคาประกันชดเชยเหมือนกับอ้อยที่ผลิตน้ำตาล เพราะ มี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย คุมอยู่ ซึ่งจะต้องมีการนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.อ้อยและเอทานอล และต้องหากระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมาเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ เช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์-กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพลังงาน
“สำหรับปัญหาแรงงานต่างด้าวนั้นเราจะต้องทำอย่างเป็นระบบและให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและต้องมีความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างไทยและพม่า โดยจะให้แม่สอด นำร่องการใช้แรงงานสากลเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจชายแดนนครแม่สอด” นายสุชาติ กล่าว

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 29 มีนาคม 2555

เดินหน้าลดปล่อยน้ำรับมือแล้ง กรมชลยันไม่กระทบพื้นที่เกษตร มั่นใจมีสำรองใช้จนผ่านพ้นวิกฤติ

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการมีมติร่วมกันในการทบทวนการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนที่มีผลกระทบต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหม่ เนื่องจากแนวโน้มของภูมิอากาศโดยเฉพาะสภาพฝนได้เปลี่ยนแปลงไป

"เดิมได้วางแผนเกณฑ์กักเก็บน้ำต่ำสุดของทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม ไว้ที่ร้อยละ 45 เปลี่ยนมาเป็นร้อยละ 55 ของปริมาณการกักเก็บ เพื่อเป็นการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง" นายสุเทพ กล่าว

สำหรับการระบายน้ำของเขื่อนที่มีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น ได้ทะยอยลดการระบายลงมาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม โดย ณ วันที่ 26 มีนาคม เขื่อนภูมิพลระบายน้ำวันละ 38 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เขื่อนสิริกิติ์ 19.87 ล้านลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 0.86 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 4.79 ล้านลบ.ม. และเขื่อนกิ่วลม 2.04 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตามหากมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น สามารถที่จะพิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนต่างๆได้ ในทางตรงข้ามหากน้ำมีเพียงพอ ก็สามารถลดการระบายน้ำลงอีกได้เช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่เมื่อถึงวันที่ 1 พฤษภาคม ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ต้องมีปริมาณน้ำเหลือร้อยละ 55 ของการกักเก็บ โดยเขื่อนภูมิพลจะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 7,404 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 5,230 ล้าน ลบ.ม.

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า การปรับลดการระบายน้ำดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการใช้น้ำบริเวณลุ่มเจ้าพระยาแต่อย่างใด เนื่องจากการระบายน้ำนั้นจะพิจารณาจากการใช้น้ำของทั้งภาคการเกษตร การอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศน์ในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย ซึ่งในภาคการเกษตรของลุ่มเจ้าพระยามีความต้องการใช้น้ำประมาณ 10 ล้านลบ.ม. และในภาคอื่นๆต้องการใช้น้ำอีกประมาณ 45 ล้านลบ.ม.

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 29 มีนาคม 2555

2ปี"อาฟต้า"สินค้าเกษตรฉลุย สศก.แจงไทยได้เปรียบดุลอื้อ ยาง-น้ำตาล-ข้าวแชมป์ส่งออก

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากประเทศไทยเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2533 จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 2 ปี ประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรจากตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 และ 2554 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 166,501 และ 202,660 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 และ 2553 ร้อยละ 38 และ 22 ตามลำดับ โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติ น้ำตาลทราย ข้าวเจ้าขาว 5% เบียร์ และครีมเทียม สำหรับสินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ปลาทะเล สเตียรีนของเนื้อในเมล็ดปาล์ม ของปรุงแต่งจากนม ส่วนผสมอาหาร และรังนก

จากการดำเนินการติดตามข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร ระหว่างไทยกับอาเซียนอย่างต่อเนื่องของ สศก. พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2554 เท่ากับ 265,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 24 ส่วนการนำเข้าสินค้าเกษตรมีมูลค่า 63,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากปี 2553 โดยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรในภาพรวมสูงถึง 328,689 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากปี 2553

หากเปรียบเทียบปริมาณการนำเข้าและการส่งออกสินค้าเกษตรของปี 2554 กับปี 2553 พบว่า ในภาพรวม การส่งออกของไทยไปอาเซียนมีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ในขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 โดยสินค้าที่มีสัดส่วนของปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเทียบกับปี 2553 ได้แก่ ขนแข็งของสัตว์ปีก ชิ้นส่วนสัตว์ปีก เนื้อกระบือแช่แข็ง ใบจากสำหรับมวนบุหรี่ เมล็ดพันธุ์พืชผัก มังคุด ทุเรียน และลำไย เป็นต้น สำหรับสินค้านำเข้า ได้แก่ เนื้อสัตว์แช่แข็ง ไม้ตัดดอก มะพร้าวผลสดและแห้ง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์

ทั้งนี้ นอกจากการติดตามสถานการณ์และข้อมูลการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนแล้ว สศก. ยังเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคเกษตรในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยได้ดำเนินการจัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ทั้งในส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง เช่น การสัมมนา "กองทุน FTA เตรียมความพร้อมเกษตรไทยสู่ AEC" เมื่อวันที่ 26 มกราคม การสัมมนา "การเปิดเสรีการลงทุนอาเซียน: ภาคเกษตรไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไร" เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และจะมีกำหนดการจัดสัมมนา "เตรียมความพร้อมภาคเกษตรไทยสู่การเป็น AEC ใน 3 ปีข้างหน้า" ในเดือนสิงหาคม ที่ จ.อุบลราชธานี

จาก http://www.naewna.com   วันที่ 28 มีนาคม 2555

ผลผลิตอ้อยมหาสารคาม เข้าหีบแล้วกว่า 7 แสนตัน

มหาสารคาม - ที่ประชุมคณะอนุกรรมการอ้อย มหาสารคาม เผยสถานการณ์การผลิตอ้อยและน้ำตาลในมหาสารคาม มีปริมาณเข้าหีบแล้วกว่า 700,000 ตัน ผลิตน้ำตาลทราย 764,000 กิโลกรัม ขณะที่ชาวไร่อ้อยยื่นจดทะเบียนน้อย ทำให้เสียสิทธิ์และผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ที่ห้องประชุมพิรุณ 1 สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม ว่าที่ ร.ต.จักรภัทร ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอ้อยระดับท้องถิ่น เขต 25 จังหวัดมหาสารคาม ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการอ้อย เพื่อติดตามสถานการณ์อ้อยและน้ำตาลในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงการร่วมกันพิจารณาโครงการเสนอของบประมาณยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดมหาสารคาม และกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ

โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยร่วมกับสถานศึกษาภายในจังหวัด รวมถึงการใช้เครื่องจักรกลและการปรับปรุงบำรุงดินมาช่วยลดต้นทุนการผลิต เพื่อจะขับเคลื่อนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยของเกษตรกร ส่งผลดีโดยรวมต่อเศรษฐกิจชาติ

"อ้อยโรงงานถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดมหาสารคาม มีเกษตรกรที่ปลูกอ้อย 11,205 ราย พื้นที่ปลูกรวม 159,965 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 8,874 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2554/55 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบเฉลี่ย 9,374.540 ตันต่อวัน ยอดรวมตั้งแต่วันเริ่มเปิดหีบแล้ว 720,813.780 ตัน ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำตาลทราย เฉลี่ยวันละ 9,257.10 กิโลกรัม ยอดรวมตั้งแต่เริ่มการผลิต 764,262.05 กิโลกรัม ค่าความหวานอ้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 9.11 ซีซีเอส และผลผลิตน้ำตาล ต่อน้ำหนักอ้อย 1 ตัน จำนวน 35.56 กิโลกรัม" ที่ ร.ต.จักรภัทร กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกษตรในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม แม้จะมีเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยโรงงานมากกว่า 10,000 ราย แต่จำนวนที่ขอจดทะเบียนเกษตรกรชาวไร่อ้อยยังมีน้อย ทำให้เสียสิทธิ์และผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการจดทะเบียนและทำให้การจัดทำฐานข้อมูลของเกษตรกรชาวไร่อ้อยชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 27 มีนาคม 2555

โบรกฯแนะ"ซื้อ"KSLให้ราคาถึง18 บ. เชื่อปริมาณอ้อยเข้าหีบปีนี้สูงเกินคาด

โบรกฯ คงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น "น้ำตาลขอนแก่น " ราคาเป้าหมาย 18 บาท อิง PER 13.5 เท่า คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานอีก 2 ไตรมาสข้างหน้าเติบโตโดดเด่น เพราะเป็น high season ของการส่งออกน้ำตาล และปริมาณอ้อยเข้าหีบปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าคาด ขณะผลการดำเนินงานของโรงงานที่ลาวและกัมพูชายังมีแนวโน้มขาดทุนราว 100 ล้านบาทในปีนี้ แต่ประเมินว่าผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของโรงงานในไทยจะช่วยหักล้างผลการดำเนินงานที่อ่อนแอในลาวและกัมพูชาได้

บริษัท หลักทรัพย์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน) ประเมินผลงาน ประเมินผลงาน บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL มองจากปริมาณอ้อยเข้าหีบมากกว่าคาด เพราะ ล่าสุด (20 มี.ค. 55) ปริมาณอ้อยเข้าหีบของ KSL รวมทั้ง 4 โรงงาน 6.82 ล้านตันอ้อย คิดเป็น 97% ของเป้าหมายเดิมที่ 7 ล้านตันอ้อย ขณะที่ยังมีเวลาในการหีบอ้อยฤดูกาลนี้อีกราว 3-4 สัปดาห์ ทำให้คาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบฤดูกาลนี้จะเพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมเป็น 7.5 ล้านตันอ้อย หรือเพิ่มขึ้น 21.5% จากปีก่อน ทำให้คาดปริมาณขายน้ำตาลปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 21.7% จากปีก่อน เป็น 7.5 แสนตัน คาดราคาส่งออกน้ำตาลเฉลี่ยของ KSL ที่ 26 เซนต์/ปอนด์ (สูงกว่าที่อนท.ขายได้ที่ 24.7 เซนต์/ปอนด์)

นอกจากนี้ ยังคาดว่าปริมาณผลิตเอทานอลในปีนี้เพิ่มขึ้น 172% yoy เป็น 80 ล้านลิตร และต้นทุนกากน้ำตาลที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.5 บาท/กก. (ลดลงประมาณ 45% จากปีก่อน ) ขณะที่ราคาขายเอทานอลทรงตัวที่ 20-21 บาท/ลิตร แต่ KSL ปรับเป้ายอดขายเอทานอลปีนี้ลงเป็น 80 ล้านลิตร (เดิม 90 ล้านลิตร) เพราะทำการปรับปรุงสายการผลิต เอทานอลเกรดพิเศษที่มีราคาสูงกว่าปกติราว 10-15% คาดแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 55 ทำให้มีปริมาณผลิตเอทานอลราว 10 ล้านลิตรที่ต้องเลื่อนการส่งมอบไปยัง 1Q55/56 (พ.ย.55-ม.ค.56)

ทั้งนี้ KSL ทำสัญญากับลูกค้าในการส่งเอทานอลเกรดพิเศษปีละ 20 ล้านลิตรในระยะ 5 ปี ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าคาดจะสามารถขายไฟฟ้าได้มากขึ้น 39% จากปีก่อน เป็น 240 MW-HR ในปีนี้ จากปริมาณกากอ้อยที่เพิ่มขึ้นมากตามปริมาณอ้อยเข้าหีบ และการขยายกำลังการผลิตบ่อพลอยเฟส 2

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในประเทศไทยจะเติบโตโดดเด่น แต่ผลการดำเนินงานที่ประเทศลาวและกัมพูชาจะเป็นปัจจัยถ่วงผลการดำเนินงาน คาดจะมีอ้อยเข้าหีบเพียง 2.5 แสนตัน ลดลง 17% จากปีก่อน เพราะผลผลิตอ้อยที่แย่กว่าคาด ทำให้ปีนี้ KSL จะยังคงรับรู้ผลขาดทุนราว 100 ล้านบาทจากโรงงานที่ลาวและกัมพูชา

ดังนั้น กิมเอ็งฯ จึงคงคำแนะนำ " ซื้อ " KSL ด้วยราคาเป้าหมาย 18 บาท (จากเดิม 15.50 บาท) อิง PER 13.5 เท่า คิดเป็น -0.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานย้อนหลัง 5 ปี เว้นปี 52/53 กิมเอ็งฯ ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 54/55 ( พ.ย.54-ต.ค.55 ) ขึ้นเล็กน้อย 1.5% เป็น 2.26 พันล้านบาท โดยได้คำนึงถึงปริมาณอ้อยเข้าหีบที่มากกว่าคาด และผลการดำเนินงานของโรงงานที่ลาวและกัมพูชาที่ต่ำกว่าคาดในประมาณการใหม่แล้ว อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงการลงทุนใน KSL คือ ราคาน้ำตาลในปี 55/56 ( พ.ย.55-ต.ค.56) มีโอกาสที่จะต่ำกว่าปีนี้เพราะดุลน้ำตาลของโลกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น จึงกำหนดเป้าหมาย PER ที่ Discount จากค่าเฉลี่ยในอดีต

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 26 มีนาคม 2555

รง.น้ำตาลชงรัฐลดน้ำตาลโควตาก.ลง 1 ล้านกระสอบ หลังพบน้ำตาลค้างกระดานกว่า 3.72 ล้านกระสอบ

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เตรียมเสนอคณะกรรมการน้ำตาลทราย ลดปริมาณน้ำตาลโควตา ก. ที่ใช้บริโภคภายในประเทศลง 1 ล้านกระสอบ จากเดิม 24 ล้านกระสอบ ให้เหลือ 23 ล้านกระสอบ มากเกินพอสำหรับบริโภคในปีนี้ โดยดูได้จากน้ำตาลขึ้นงวดค้างกระดานกว่า 3.72 ล้านกระสอบ “เชิดพงษ์” ชี้ นำไปส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชาวไร่อ้อยและประเทศชาติ ดีกว่าปล่อยค้างกระดานถึง 8 งวด ซึ่งภาครัฐเคยกำหนดไว้ว่าหากค้างกระดานเกิน 2 งวด ให้พิจารณาปรับโควตา ก. ใหม่

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ได้มีการประชุมและมีมติเกี่ยวกับการจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. ที่ใช้บริโภคภายในประเทศ โดยเห็นว่า ในปัจจุบันมีน้ำตาลค้างกระดาน (จัดสรรไว้แต่ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย) มากเกินความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสในการขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรชาวไร่อ้อย ด้วยการนำน้ำตาลทรายส่วนที่เกินความจำเป็นนี้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทรายที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2555 นี้ โดยจะมีวาระพิจารณากำหนดปริมาณน้ำตาลโควตา ก. เพื่อบริโภคภายในประเทศ ครั้งที่ 2 ผู้แทนของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาลดปริมาณการจัดสรรน้ำตาลทรายโควตา ก. ประจำฤดูการผลิตปี 2554/2555 ลง 1 ล้านกระสอบ จากเดิมที่กำหนดไว้ 24 ล้านกระสอบ ให้เหลือ 23 ล้านกระสอบ ซึ่งเชื่อว่า มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศอย่างแน่นอน โดยดูได้จาก ณ วันที่ 15 มีนาคม 2555 ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลทรายค้างกระดานรวมกันกว่า 3,720,411 กระสอบ หรือคิดเป็นปริมาณน้ำตาล

ค้างกระดานกว่า 8 งวด (ปริมาณน้ำตาลขึ้นงวดต่อสัปดาห์อยู่ที่ 461,516 กระสอบ)

“มติที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 8/2554 กำหนดว่า ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 หากน้ำตาลทรายโควตา ก. มีปริมาณค้างกระดานเกินกว่า 2 งวด ให้คณะกรรมการน้ำตาลทรายพิจารณาปรับปรุงปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. ให้สอดคล้องกับภาวะการณ์จำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศต่อไป และการที่มีน้ำตาลทรายค้างกระดานถึง 8 งวด ณ ปัจจุบันนี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสม

ในการพิจารณาลดปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. ลง” นายเชิดพงษ์กล่าว

ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวอีกว่า เนื่องจากข้อเสนอนี้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อย และประเทศชาติ ที่จะมีรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายในตลาดโลก จึงเชื่อว่าคณะกรรมการน้ำตาลทรายจะพิจารณาเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว

“เรามองว่า การจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. ในฤดูการผลิตปีนี้ น่าจะสูงเกินกว่าความต้องการบริโภค ภายในประเทศ โดยน้ำตาลทราย 23 ล้านกระสอบที่กันไว้จำหน่ายภายในประเทศนี้เป็นปริมาณที่สูงกว่าปริมาณที่มีการบริโภคในประเทศในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ช่วงต้นปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ปริมาณการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศลดลง ทำให้ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานมีมากกว่าปกติและเกินความจำเป็น ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพราะเท่ากับผลิตน้ำตาลทรายขึ้นมาแล้วทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์ ทั้งๆ ที่สามารถนำไปส่งออกได้” นายเชิดพงษ์ กล่าวย้ำอีกครั้ง

ประชาสัมพันธ์โดยบริษัท มาสเตอร์ มายด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ในนาม 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 23 มีนาคม 2555

เครือมิตรผล มอบครุภัณฑ์การศึกษา มูลค่ากว่า 5 ล้าน ช่วยน้ำท่วม

กลุ่มบริษัทในเครือมิตรผล มอบครุภัณฑ์การศึกษา มูลค่ากว่า 5 ล้าน ให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ.56 แห่ง ใน 7 จ.ที่ถูกน้ำท่วม และอีก 4 จ.ที่ขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา ด้าน รมช.ศึกษาฯ ฝากให้ภาคเอกชนช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือ นศ.อาชีวะ ให้ได้รับประสบการณ์จริง

วันนี้ (22 มี.ค.) เวลา 11.30 น.ที่ห้องประชุมอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ นายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานในพิธีรับมอบครุภัณฑ์การศึกษา ประกอบด้วย โต๊ะนักเรียน จำนวน 1,755 ตัว โต๊ะพับอเนกประสงค์ จำนวน 351 ตัว และตู้หนังสือ จำนวน 351 ตัว รวมมูลค่า 5,300,000 บาท จาก นายศุภนิตย์ มานะจิตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคลและบริหาร พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มมิตรผล เพื่อส่งมอบต่อยังโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 56 แห่ง ใน 7 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ได้แก่ จ.ลพบุรี สิงห์บุรี อยุธยา สระบุรี ชัยนาถ พิษณุโลก และ สุโขทัย รวมถึง จ.กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และชัยภูมิ ที่ยังขาดแคลนครุภัณฑ์การศึกษา

นายศุภนิตย์ กล่าวว่า เนื่องจากช่วงปลายปี 2554 ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยขึ้นอย่างหนัก โรงเรียนต่างๆ ต้องหยุดการเรียนการสอน เนื่องจากครุภัณฑ์สื่อการเรียนการสอนถูกน้ำท่วมเสียหายจำนวนมาก ดังนั้น กลุ่มมิตรผล จึงได้ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย ระดมความช่วยเหลือทางด้านครุภัณฑ์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพโรงเรียนตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา เพื่อให้โรงเรียนสามารถเปิดการเรียนการสอนได้เร็วขึ้น ซึ่งครุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตจากไม้อัดชานอ้อยและเศษไม้ยางที่ตัดจากต้นซึ่งหมดอายุการให้น้ำยางแล้ว โดยกลุ่มมิตรผล ได้ดำเนินธุรกิจภาคอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาล และชีวพลังงานมากว่า 55 ปีด้วยกรรมวิธีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม และที่ผ่านมากลุ่มมิตรผลได้ดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาในหลายโครงการ อาทิ “โครงการเทิดไท้ 84 พรรษา” “มิตรผลอาสาพัฒนา 84 โรงเรียน” และ “โครงการพลังน้ำใจไทย” เป็นต้น

ด้าน นายศักดา กล่าวว่า ขอขอบคุณกลุ่มบริษัทมิตรผล ที่ทำหน้าที่จิตอาสาในการให้ความช่วยเหลือการศึกษาของประเทศ ถือว่าได้ทดแทนคุณของครูทั้ง 3 โดยครูที่ 1 ซึ่งเปรียบเสมือนครูแห่งแผ่นดิน คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนครูที่ 2 คือ คุณพ่อ-แม่ ซึ่งเป็นครูแห่งชีวิต และครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้กับเรา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์การศึกษาในสถานศึกษาต่างๆ ที่ประสบอุทกภัยยังเสียหายอยู่อีกเป็นจำนวนมาก จึงอยากฝากภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟู เนื่องจากรัฐบาลเองก็มีความพยายามในการหาทางมาฟื้นฟูและป้องกันปัญหาอุทกภัยทั้งระบบอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีนักเรียนมาเรียนสายอาชีวะเพียง 39% เท่านั้น ทั้งที่การเรียนการสอนของอาชีวศึกษามุ่งเน้นการสร้างทักษะอาชีพ เป็นกำลังที่สร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะพบว่ามีนักเรียนที่สนใจเรียนสายอาชีพ 50-60% เพราะฉะนั้น อยากให้ทางบริษัท มิตรผล และภาคเอกชนช่วยให้การสนับสนุนส่งเสริมนักเรียน นักศึกษา ได้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกประสบการณ์ทำงานจริงที่โรงงานด้วยเพื่อที่จะได้จบออกมาทำงานเป็นกำลังสำคัญที่มีคุณภาพของประเทศ

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 22 มีนาคม 2555

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาสร้างรถตัดอ้อย เพื่อลดการนำเข้า

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ไทยไดนามิคมาสเตอร์ จำกัด ผลิตต้นแบบรถตัดอ้อยฝีมือคนไทย เพื่อลดการนำเข้าด้วยวิศวกรรมย้อนรอยและพัฒนาเทคโนโลยีของไทย

นางนิตยา พัฒนรัชต์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการพัฒนาสร้างรถตัดอ้อย เป็นโครงการเครื่องจักรที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการศึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเครื่องจักรในกระบวนการผลิต เพื่อลดการนำเข้าด้วยวิศวกรรมย้อนรอยและพัฒนาเทคโนโลยีของไทย รวมทั้งพัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจจะนำแบบรถตัดอ้อยดังกล่าวไปพัฒนาต่อ สามารถติดต่อขอรับแบบได้โดยไม่คิดมูลค่า ที่โทรศัพท์หมายเลข 02-333 3917

ด้าน ดร.ธัญญะ เกียรติวัฒน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า รถตัดอ้อยต้นแบบนี้ เป็นเครื่องจักรแบบสมบูรณ์ ไม่ต้องใช้คนในการเข้ามาช่วย โดยมีจุดเด่นคือเป็นรถตัดอ้อยที่มีราคาถูกกว่าของต่างประเทศ ชิ้นส่วนในการผลิตส่วนใหญ่ผลิตได้ภายในประเทศ ยกเว้นระบบไฮดรอลิกที่ใช้ของต่างประเทศ ตัดอ้อยได้วันละ 60 ตันต่อ 8 ชั่วโมงทำงาน

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 22 มีนาคม 2555

KSL กำไรเพิ่ม (หุ้นเด่น)

บล.บัวหลวง วิเคราะห์หุ้น บมจ.น้ำตาลขอนแก่น (KSL) โดยระบุว่า KSL รายงานกำไร สุทธิไตรมาส 1/55 (พ.ย. 2554 - ม.ค. 2555) แข็งแกร่งที่ 416 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188 % YoY และ 2% QoQ กำไรหลักไตรมาส 1/55 จะอยู่ที่ 416 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188% YoY และ 9 % QoQ เนื่องจากไม่มีรายการพิเศษในไตรมาสนี้ ผลประกอบการสูงกว่าที่เราคาดไว้เล็กน้อย จากปริมาณขายน้ำตาลที่สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตามผลประกอบการสอดคล้องกับที่ตลาดคาด

ประเด็นหลักจากผลประกอบการ: กำไรสุทธิที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลมาจาก: 1) ปริมาณขายที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับทั้งน้ำตาล (เพิ่มขึ้น 94% YoY และ 17% QoQ มาอยู่ที่ 163,000 ตัน), เอทานอล (เพิ่มขึ้น 225% YoY และ 249% QoQ มาอยู่ที่ 20.7 ล้านลิตร), และไฟฟ้า (เพิ่มขึ้น 107% YoY และ 158% QoQ มาอยู่ที่ 85,159 เมกะวัตต์-ชั่วโมง) หนุนโดยการขยายกำลังการผลิต (โครงการบ่อพลอย), และ 2) ราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น (เพิ่มขึ้น 24% YoY และ 13% QoQ มาอยู่ที่ 24,000 บาทต่อตัน)

เราคาดว่ากำไรของ KSL จะยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น (ทั้ง YoY และ QoQ) ต่อเนื่องไปในอีก 2 ไตรมาสข้างหน้า มีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยกอปรกับปริมาณขายน้ำตาล เอทานอล และไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายกำลังการผลิต

การเปลี่ยนแปลง? กำไรสุทธิไตรมาส 1/55 คิดเป็น 20% ของประมาณการกำไรปี 2555 ของเรา ซึ่งอยู่ที่ 2,063 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9% YoY) และเรายังคงประมาณการเท่าเดิม โดยมีแนวโน้มอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 ของเราเนื่องจากสมมติฐานปริมาณขายที่เราให้ไว้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเป้าหมายของ KSL

เราคิดว่ากำไรที่จะขยายตัวจากช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมน้ำตาลที่กำลังจะมาถึงจะหนุนให้ราคาหุ้นปรับขึ้นไปซื้อขายที่ระดับราคาสูงขึ้น ตลาดดูเหมือนว่าจะรับรู้การคาดการณ์ราคาน้ำตาลที่อ่อนแอในปีเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในช่วงที่ราคาน้ำตาลอ่อนตัวลง KSL ยังคงทำกำไรเพิ่มขึ้น YoY อย่างน่าประทับใจต่อเนื่องมาถึงปี 2555 นี้ หนุนโดยการขยายกำลังการผลิต โดยยังมีแนวโน้มอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรของเรา หากปริมาณขายและราคาขายสูงกว่าประมาณการของเรา รวมถึงการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม และ/หรือ การเพิ่มมูลค่า ผลิตภัณฑ์เอทานอล ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ forward PBV/ROE 0.09 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลซึ่งอยู่ที่ 0.12 เท่า
คำแนะนำ : ซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน18.00 บาท

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 20 มีนาคม 2555

ผู้ปลูกอ้อยชายแดนตากส่งแกนนำเข้ากรุง ทวงรัฐเพิ่มราคาประกัน

ตาก- แกนนำเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยชายแดนตาก มุ่งหน้าเข้ากรุง ทวงถามความคืบหน้าเงินชดเชย 200 บาท

วันนี้ (20 มี.ค.) นายก่อเกียรติ ทรัพย์สาร ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอทานอล พร้อมแกนนำกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 3 อำเภอชายแดนไทย-พม่า ประกอบด้วย อำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำเภอพบพระจังหวัดตาก ได้เดินทางขอเข้าพบนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายยกรัฐมนตรี ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เพื่อสอบถามและติดตามความคืบหน้ากรณีเงินชดเชยประกันราคาอ้อยที่กลุ่มเกษตรกรได้ยื่นหนังสือเรียกร้องขอให้เพิ่มขึ้นตันละ 200 บาท จากเดิมราคา 950 บาท/ตัน เป็น 1,150 บาท/ตัน

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้ผลผลิตอ้อยที่เกษตรกรได้ผลิตมานั้นมีความพร้อมที่จะต้องป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตเอทานอลของบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด หากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยไม่ได้รับราคาเงินชดเชย 200 บาทตามที่ขอไว้ จะส่งผลกระทบทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยขาดทุนในการผลิตอ้อยในครั้งนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 500 คน ได้มีการรวมตัวชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สอด ยื่นเรื่องประท้วงขอให้รัฐบาลชดเชยประกันราคาอ้อยอีก 200 บาท ผ่านนายสุริยะ ประสาทบันฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก แต่แกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเกรงว่าจะล่าช้า จึงเดินทางเข้าทำเนียบฯ เพื่อติดตามเรื่องด้วยตนเองและให้เกิดความรวดเร็วต่อข้อร้องเรียนดังกล่าว

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 20 มีนาคม 2555

มติ กน. อนุมัติคงน้ำตาลโควตา ก.24 ล้าน

กน.มีมติคงน้ำตาลทรายโควตา ก. ที่ 24 ล้านกระสอบ หวั่นเจอปัญหาขาดแคลน โรงงานสวนขอลด เหตุน้ำตาลค้างกระดานอื้อ ทำเสียโอกาสส่งออก หลังราคาตลาดโลกเริ่มพุ่ง

19 มี.ค. นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้คงน้ำตาลเพื่อการบริโภคภายในประเทศ (โควตา ก.) ที่ 24 ล้านกระสอบ (2.4 ล้านตัน) เหมือนเดิม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำตาลทรายภายในประเทศขาดแคลนเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งเกรงว่าจะเกิดการปั่นราคาหากลดปริมาณโควตา ก. ลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ภาครัฐต้องการให้คงโควตา ก. ที่ระดับเดิม 24 ล้านกระสอบ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลน แต่โรงงานน้ำตาลทรายต้องการให้ลดลงมาเหลือ 23 ล้านกระสอบ เพราะเมื่อวันที่ 19 มี.ค. มีปริมาณน้ำตาลทรายเหลือค้างกระดานสูงถึงกว่า 3.7 ล้านตัน ทำให้โรงงานน้ำตาลเสียโอกาสในการส่งออก จากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่เริ่มสูงขึ้น แต่สุดท้ายที่ประชุมให้คงที่ 24 ล้านกระสอบ และจะนำมติดังกล่าวรายงานเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณารับทราบในเร็วๆ นี้

จาก http://www.thairath.co.th  วันที่ 20 มีนาคม 2555

เร่งเข็นแผนเกษตรอินทรีย์ มุ่งขยายโอกาสการค้ารองรับเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ และดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วยกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เลขานุการ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วในลักษณะคู่ขนาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานยกร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น 1 ชุด ทำหน้าที่ยกร่างยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ พร้อมทั้งศึกษา วิเคราะห์ และประมวลข้อมูล ตลอดจนจัดทำแนวทาง มาตรการแผนงานและงบประมาณกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเตรียมความพร้อมในการนำเสนอร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ฉบับใหม่ ต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไป

นายนิวัติ กล่าวว่า การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระยะต่อไป ควรเน้นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการขยายผลด้านการผลิตผ่านการส่งเสริมกระบวนการผลิต ให้เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค รวมทั้งต้องพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มีความเชื่อมโยงระหว่างระบบการผลิตและการตลาด โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่นๆ ทั้งจากส่วนกลาง ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และภาคเอกชน เพื่อให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ การผลิต การแปรรูปและการตลาด อันจะเป็นแนวทางนำไปสู่การขยายโอกาสทางการลงทุนและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558  

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 20 มีนาคม 2555

คงโควตาน้ำตาลทรายในประเทศ

กรุงเทพฯ 19 มี.ค.- นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย มีมติให้คงโควตาน้ำตาลทรายในประเทศ หรือ โควตา ก. จำนวน 24 ล้านกระสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำตาลทรายในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว และความต้องการในอนาคตที่อาจจะมีความต้องการมากขึ้นหลังโรงงานต่าง ๆ ดำเนินการผลิตอย่างเต็มที่ อีกทั้งช่วงนี้โรงงานน้ำตาลยังไม่ปิดหีบ

อย่างไรก็ตาม 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เสนอให้ลดปริมาณโควตา ก. ลงจำนวน 1 ล้านกระสอบ เหลือ 23 ล้านกระสอบ เนื่องจากปริมาณน้ำตาลทรายยังค้างกระดานกว่า 3.72 ล้านกระสอบ ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสในการขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรชาวไร่อ้อย ด้วยการนำน้ำตาลทรายส่วนที่เกินไปส่งออกขายยังต่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะพิจารณาปริมาณอ้อยหลังการปิดหีบอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าสู่ระบบในปีนี้มากน้อยเพียงใด จึงจะกลับมาพิจารณาโควตา ก. อีกครั้ง โดยผลการประชุมครั้งนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลอีกครั้ง.- สำนักข่าวไทย

จาก http://www.mcot.net  วันที่ 19 มีนาคม 2555

เอกชนจี้ลดโควตา ก. 1 ล้านกระสอบ หลังพบน้ำตาลค้างกระดานรอขายเพียบ

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการ ประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ได้มีการประชุมและมีมติเกี่ยวกับการจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. (น้ำตาลที่ใช้บริโภคภายในประเทศ) โดยเห็นว่าในปัจจุบันมีน้ำตาลค้างกระดาน (จัดสรรไว้แต่ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย) มากเกินความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรชาวไร่อ้อย ด้วยการนำน้ำตาลทรายส่วนที่เกินความจำเป็นนี้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2555 นี้ โดยจะมีวาระพิจารณากำหนดปริมาณน้ำตาลโควตา ก. ครั้งที่ 2 ซึ่งผู้แทน ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย จะเสนอให้ที่ประชุม พิจารณาลดปริมาณการจัดสรรน้ำตาลทรายโควตา ก. ประจำฤดูการผลิตปี 2554/2555 ลง 1 ล้านกระสอบ จากเดิมที่กำหนดไว้ 24 ล้านกระสอบ ให้เหลือ 23 ล้านกระสอบ เชื่อว่ามีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศแน่นอน โดยดูได้จาก ณ วันที่ 15 มีนาคม 2555 มีปริมาณน้ำตาลทรายค้างกระดาน รวมกันกว่า 3,720,411 กระสอบ หรือคิดเป็นปริมาณน้ำตาลค้างกระดานกว่า 8 งวด

"มติที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 8/2554 กำหนดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 หากน้ำตาลทรายโควตา ก. มีปริมาณค้างกระดาน เกินกว่า 2 งวด ให้คณะกรรมการน้ำตาลทราย พิจารณาปรับปรุงปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. ให้สอดคล้องกับภาวะการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศต่อไป และการที่มีน้ำตาลทรายค้างกระดานถึง 8 งวด ณ ปัจจุบันนี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการพิจารณาลดปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. ลง โดยข้อเสนอนี้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อยและประเทศชาติ ที่จะมีรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายในตลาดโลก จึงเชื่อว่าคณะกรรมการน้ำตาลทราย จะพิจารณาเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว"นายเชิดพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย มองว่าการจัดสรรน้ำตาลโควตา ก. ในฤดูการผลิตปี 2554/2555 นี้ น่าจะสูงเกินกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยน้ำตาลทราย 23 ล้านกระสอบ ที่กันไว้จำหน่ายภายในประเทศ เป็นปริมาณที่สูงกว่าปริมาณที่มีการบริโภคในประเทศในปี 2554 ขณะที่ช่วงต้นปี 2555 เมื่อเทียบกับปี 2554 ปริมาณการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศลดลง ทำให้ปริมาณน้ำตาลค้างกระดานมีมากกว่าปกติและเกินความจำเป็น ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 19 มีนาคม 2554

เกษตรอ่วม! ปุ๋ยขึ้นราคา

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกรระบุถึงถึงการขึ้นราคาของปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะสูตรที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะปลูก ได้แก่ สูตร 46-0-0 สูตร 15-15-15 และสูตร 20-0-0 ได้ปรับขึ้นราคาตั้งแต่เดือนธ.ค.54 ที่ผ่านมา ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีการอนุมัติให้ปุ๋ยเคมีปรับขึ้นราคา และล่าสุดยังได้รับการแจ้งจากผู้ผลิต และผู้จำหน่ายอีกว่าจะปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หลังจากที่วัตถุดิบราคาปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

โดยจากการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของเกษตรกร พบว่า กระทรวงพาณิชย์ได้อนุมัติให้ปุ๋ยเคมีปรับขึ้นราคาไปแล้วจริงในช่วงเดือน ธ.ค.54 ในสมัยที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ออกประกาศราคาแนะนำใหม่เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.54 โดยปุ๋ยเคมีถุง 50 กิโลกรัม สูตร 46-0-0 ปรับเพิ่มเป็นถุงละ 882-905 บาท สูตร 15-15-15 ปรับเพิ่มเป็นถุงละ 869-891 บาท และสูตร 21-0-0 ปรับเพิ่มเป็นถุงละ 541-623 บาท เมื่อตรวจสอบย้อนกลับขึ้นไปในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ผลิตขอปรับขึ้นราคา พบว่า ผู้ผลิตได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีตั้งแต่ปลายปี 53 และมีการพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นราคาเมื่อเดือน เม.ย.54 โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาแนะนำปุ๋ยเคมี ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 7 เม.ย.54 และอนุมัติให้ปรับราคาปุ๋ยเคมี 10-35% มีผลตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.54 เป็นต้นไป แต่ก็ถูกรัฐบาลขณะนั้นสั่งเบรก

ในช่วงที่สั่งเบรกไม่ให้ขึ้นราคา และเป็นช่วงที่เปลี่ยนรัฐบาล แต่ก็พบว่า ผู้ผลิตได้รับการอนุมัติให้ขึ้นราคาแบบเงียบๆ โดยราคาปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ราคาก่อนที่จะได้รับอนุมัติให้ปรับขึ้นอยู่ที่ถุงละ 584 บาท ได้ปรับราคาเพิ่มเป็นถุงละ 725-765 บาท สูตร 15-15-15 เดิมถุงละ 609 บาท เพิ่มเป็นถุงละ 672-746 บาท และสูตร 21-0-0 เดิมถุงละ 334 บาท เพิ่มเป็นถุงละ 411-454 บาท

ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ปรับขึ้นประมาณถุงละ 300-320 บาท หรือตันละ 6,000-6,400 บาท สูตร 15-15-15 ปรับขึ้นประมาณถุงละ 260-290 บาท หรือตันละ 5,200-5,800 บาท และสูตร 21-0-0 ปรับขึ้นประมาณถุงละ 200-290 บาท หรือตันละ 4,000-5,800 บาท ซึ่งหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 50% จนเกือบ 100% เลยทีเดียว

แหล่งข่าวจากวงการผู้ผลิตปุ๋ยเคมี กล่าวว่า ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีหลายรายได้ส่งหนังสือขอปรับขึ้นราคาไปยังกรมการค้าภายในแล้ว เนื่องจากทนแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ไหว และยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ซึ่งได้รับแจ้งจากกรมการค้าภายในว่าขอให้ตรึงราคาจำหน่ายไปก่อน เพื่อไม่ให้เกษตรกรที่ต้องการใช้ปุ๋ยมากในช่วงนี้เดือดร้อน

ส่วนกรณีที่มีผู้ผลิตบางรายปรับขึ้นราคาไปแล้วนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่ดำเนินการปรับขึ้นราคาเอง แต่ก็ต้องระวัง เพราะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่มีการปรับขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ยืนยันว่ากรมฯ ไม่ได้อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีในสมัยรัฐบาลชุดนี้ โดยราคาที่ปรับขึ้นเป็นผลจากมติคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาปุ๋ยเคมีตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีมติให้แต่ละบริษัททยอยปรับขึ้นราคาได้ตามต้นทุนที่นำเข้ามาใหม่ พร้อมทั้งยืนยันว่าราคาปุ๋ยเคมีที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันได้จำหน่ายอยู่ในกรอบราคาแนะนำ ไม่ได้มีการขายเกินแต่อย่างใด

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 19 มีนาคม 2554

ชาวไร่อ้อยฮือ-จี้รัฐเพิ่มราคา 200 ต่อตัน ขู่ไม่ได้กลับไปปลูกข้าวพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมแน่

ตาก - ชาวไร่อ้อยชายแดนตาก ยกคณะบุกอำเภอแม่สอด ขอรัฐจ่ายชดเชยอ้อยป้อนโรงงานผลิตเอทานอล อีก 200 บาท/ตัน เท่าราคาอ้อยพื้นที่อื่น ขู่หากไม่ได้ตามข้อเรียกร้อง กองทัพชาวไร่อ้อยจะบุกทำเนียบ และหันกลับไปปลูกข้าวในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียมแทน

วันนี้ (16 มี.ค.) กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย เพื่อผลิตเอทานอล จาก 3 อำเภอชายแดนไทย-พม่า อ.แม่สอด-แม่ระมาด และ อ.พบพระ กว่า 500 คน ได้เดินทางไปรวมตัวกันที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สอด จ.ตาก เพื่อประท้วงขอให้รัฐบาลชดเชยราคาอ้อยเพิ่มขึ้นอีกตันละ 200 บาท จากเดิมตันละ 950 บาท เป็น 1,150 บาทต่อตัน เพื่อให้มีราคาเท่ากับอ้อยที่ปลูกในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร หรือ จ.กาญจนบุรี

โดยกลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องที่จะเข้าพบ นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ผ่านนายปรีชา ใจเพชร นายอำเภอแม่สอด เพื่อขอให้ทางจังหวัดตาก แก้ไขปัญหาโดยการเสนอให้เพิ่มค่าชดเชยอีก 200 บาท และยังยื่นคำขาดว่าหากไม่ได้กองทัพคนอ้อยก็จะบุกทำเนียบทันทีเนื่องจากราคาที่เป็นอยู่ขณะนี้ ทำให้เกษตรกรขาดทุน มีหนี้สิน และเลิกปลูกอ้อย อันจะส่งผลเสียต่อธุรกิจทั้งระบบ ตั้งแต่การปลูกอ้อยจนถึงการป้อนโรงงานผลิตเอทานอล

พร้อมกันนี้ กลุ่มเกษตรกรได้ถือป้ายเรียกร้อง เพิ่มราคาชดเชย โดยการเขียนข้อความต่างๆ เช่น หากไม่ได้รับการแก้ไขได้ราคาที่ต้องการก็จะเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรี (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ที่ทำเนียบรัฐบาล และเกษตรกรจะเลิกปลูกอ้อยในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมี่ยมและหันไปปลูกข้าวเหมือนเดิม

ซึ่งระหว่างการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรนั้น พ.ต.อ.เดชชาติ วัฒนพนม ผกก.สภ.แม่สอด ได้นำกำลังตำรวจ พร้อมกำลัง อส.แม่สอด และชุด ชรบ.กว่า 100 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์

นายบุญปั๋น ละน้อย ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเพื่อผลิตเอทานอล ตามโครงการลุ่มน้ำแม่ตาว กล่าวว่า พวกเราต้องการถามถึงรัฐบาลว่าจะช่วยเหลือหรือไม่ อย่างไรเพื่อตัดสินใจว่าจะปลูกอ้อยต่อไปหรือจะเลิก เพราะเรามีต้นทุนในการปลูกและดูแลเพิ่มทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน และค่าแรงงาน แต่ราคาอ้อยกลับได้เท่าเดิม หากพวกเราไม่ปลูกอ้อยและไม่มีอ้อยป้อนโรงงานเอทานอล ที่มีการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท โรงงานก็อยู่ไม่ได้

“ผมกลัวว่า เกษตรกรจะหันกลับไปปลูกข้าวในพื้นที่ปนเปื้อนแคดเมียม และจะทำให้การแก้ไขปัญหาแคดเมียมล้มเหลว งบประมาณที่เคยนำมาแก้ไขปัญหานี้ต้องสูญเปล่า การได้รับเงินชดเชยเพิ่มอีก 200 บาทต่อตันก็เหมือนรัฐบาลให้เป็นกองทุนกับเกษตรกรใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ทุกฝ่ายยืนอยู่ต่อไปได้ ในปี 2554-2555 บริษัทแม่สอดพลังงานสะอาดจำกัด โรงงานผลิตเอทานอล ได้กำหนดนำอ้อยเข้าหีบ 520,000 ตัน แต่ขณะนี้ปิดหีบแล้วมีอ้อยเข้าหีบแค่ 350,000 ตัน นับเป็นปัญหาของโรงงานเช่นกัน”

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 16 มีนาคม 2555

บมจ.น้ำตาลขอนแก่นฯ(KSL) และบริษัทย่อย แจ้งผลการดำเนินงาน

ไตรมาส 1/55 มีกำไรสุทธิ 415.9 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.266 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 144.43 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.093 บาท โดยกำไรสุทธิเพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 189%
บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการ(รวมบริษัทย่อย)
งวดไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2555 สรุปได้ดังนี้

สอบทาน/ตรวจสอบ
สิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม (หน่วย : พันบาท)
ไตรมาส 1
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 415,901 144,432
กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท) 0.266 0.093

KSL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯถึงสาเหตุที่กำไสุทธิไตรมาส 1/55 เพิ่มขึ้น มาจาก ธุรกิจน้ำตาลในประเทศไทย ปริมาณขายน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 94 จาก 84,346 ตัน ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 163,370 ตัน ในไตรมาส 1 ปี 2555 และราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยของบริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2554 ในภาพรวมส่งผลให้ในธุรกิจน้ำตาลในประเทศไทยของบริษัท มีผลประกอบการเพิ่มขึ้นร้อยละ 189 จาก 90 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 260 ล้นบาท ในไตรมาส 1 ปี 2555

ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ในไตรมาส 1 ปี 2555 บริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 106 จาก 41,276MW-hr ในไตรมาส1ปี 2554 เป็น 85,159MW-hr ในไตรมาส 1 ปี 2555 ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าที่บ่อพลอยได้เปิดดำเนินการ ราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ในภาพรวมส่งผลให้ในธุรกิจไฟฟ้าของบริษัทมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นร้อยละ 121 จาก 67 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 148 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2555

ธุรกิจผลิตเอทานอล ปริมาณขายเอทานอลเพิ่มขึ้นร้อยละ 225 จาก 6.37 ล้านลิตร ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 20.72 ล้านลิตร ในไตรมาส 1 ปี 2555 ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการลงทุนโรงไฟฟ้าที่บ่อพลอยได้เปิดดำเนินการ ในภาพรวมส่งผลให้ในธุรกิจเอทานอลของบริษัท มีผลประกอบการเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 59 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2555

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 16 มีนาคม 2555

ผู้ค้าน้ำตาลระบุQ1-2ปี55ราคาน้ำตาลทรงตัว

ผู้ค้าน้ำตาล ระบุ ราคาน้ำตาลในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2555 จะทรงตัวในระดับสูง หลังมีกองทุนต่างประเทศ เข้ามาเก็งกำไร
นายอิสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการบริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำตาล ช่วงไตรมาส 1-2 ปีนี้ คาดว่าจะทรงตัวระดับสูง ซึ่งขณะนี้ราคาปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากกองทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อหลังราคาน้ำตาล ในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำตาลปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 24 เซนต์ต่อปอนด์ จากก่อนหน้านี้ อยู่ที่ประมาณ 22-23 เซนต์ต่อปอนด์

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำตาลที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่มีผลกระทบต่อบริษัท เพราะได้มีการเซ็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปี 2555 ไว้แล้ว ขณะเดียวกันมองว่า ราคาน้ำตาลที่ปรับเพิ่มขึ้นจะเป็นผลดีต่อราคาการซื้อขายในปี 2556

จาก http://www.innnews.co.th  วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2555

ตปท.ทุ่มซื้อหุ้นน้ำตาลขอนแก่น

โปรกฯชี้แผนเทคโอเวอร์ บริษัทเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ ต่างชาติเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นน้ำตาลขอนแก่น ล่าสุด “โซเมอร์” ขึ้นแท่นหุ้นใหญ่อันดับ 2 ทุ่มซื้อ 50 ล้านหุ้น ด้านผู้บริหารระบุราคาหุ้นปัจจุบันต่ำ-มีค่าพี/อีเรโซเพียง 12-13 เท่า ต่ำสุดตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจากที่เคยเทรด 20 เท่า เชื่อเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก โบรกเกอร์ระบุ บริษัทมีแผนเทคโอเวอร์บริษัทเกี่ยวกับเครื่องดื่ม ที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น (KSL) ล่าสุดวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมาพบว่าโซเมอร์(ยู.เค.) ลิมิเต็ด ถือหุ้นเพิ่มเป็น 59.97 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.81% จาก 9.08 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.59% หรือซื้อเพิ่มมากกว่า 50 ล้านหุ้น ขึ้นแท่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อ้นดับ 2 รองลงมา เครดิตสวิส เอจี สิงคโปร์ บรานช์ ถือหุ้น 36.50 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.32 % จากเดิม 35.62 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.3%

นายชลัช ชินธรรมมิตร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทน้ำตาลขอนแก่น (KSL)กล่าวว่า การที่ต่างชาติเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้น เพราะราคาหุ้นมีค่าพี / อี เรโซต่ำสุด ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น จากเดิมเคยซื้อขายอยู่ที่ 20 เท่า แต่ปัจจุบันเหลือ 12-14 เท่า จึงทำให้มีบริษัทต่างชาติที่เคยถือหุ้น เข้ามาเพิ่มสัดส่วนหุ้น

“บริษัทโซเมอร์เคยถือหุ้นต่อเนื่อง แต่ไมมาก ที่ผ่านมา เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงก็เข้ามาซื้อเพิ่ม แต่เมื่อหุ้นขึ้นก็จะขายทำกำไร รอบนี้น่าจะมีทิศทางเดียวกัน เพราะราคาหุ้นต่ำ หากดูที่ค่าพี / อี เรโซจะอยู่ต่ำสุด 12-14 เท่าน จาดอดีตเคยเทรดกันที่ 20 เท่า เพราะนักลงทุนไม่ค่อยให้ความสนใจในหุ้นบริษัท เพราะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ”

เขากล่าวว่า ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจของบริษัทปีนี้ จะเติบโตต่อเนื่อง และความสามารถในการทำกำไรจะเติบโตมากกว่า 10% เพราะปริมาณการหีบอ้อยปัจจุบันสูงกว่าปริมาณที่หีบเมื่อปีก่อนดังนั้น น่าจะทำให้กำไรดีขึ้นจากปีก่อน

บริษัทได้เดินทางไปนำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์ โดยการชักชวนของ บล.ดีบีเอสฯ เพื่อไปนำเสนอข้อมูลล่าสุดให้กับกองทุนต่างชาติ ขณะที่ได้ร่วมเดินทางไปไต้หวัน กับบล.ยูโอบีเคย์เฮียน ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติหน้าใหม่ๆ ให้ความสนใจข้อมูลของบริษัทมากขึ้น แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นน้ำตาลขอนแก่นหรือไม่ คงต้องติดตามอีกระยะ

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นน้ำตาลขอนแก่นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นแกว่งตัวและปรับขึ้นเพียง 1.50 % จากราคา13.30 บาทเป็น 13.50 บาท มีค่าพี/อีเรโซอยู่ที่ 11.24 เท่า โดยราคาเคยปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 14.90 บาท ต่ำสุดที่ 13.40 บาท ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 14.22 บาท

นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ระบุว่า การที่บริษัทน้ำตาลขอนแก่นได้เข้าร่วม Non-Deal Roadshow ที่สิงคโปร์ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างดี สาระสำคัญที่กล่าวถึง คือ บริษัทมีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายบริมาณอ้อยเข้าหีบที่ 7 ล้านตันในงวด 2554-2555 (ปิดงวด ต.ค.)เพราะเพิ่มกำลังการผลิตที่บ่อพลอยเป็น 2 เท่า ตั้งแต่ปลาย พ.ย.ถึงปัจจุบันได้มีปริมาณแล้ว 5.6 ล้านตัน (คิดเป็น 80% จากประมาณการ)

ทั้งนี้ ฤดูกาลที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วง พ.ย.-เม.ย. ปริมาณอ้อยส่วนเพิ่มก็จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไร นั่นคือ นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลและไฟฟ้า ส่วนธุรกิจยังต่างประเทศนั้น เราคาดว่าจะฟื้นกลับมาเป็นกำไรได้ในปีนี้ เพราะปริมาณการขายเพิ่มขึ้นดี

“การเติบโตในอนาคตมาจากการเติบโตจากธุรกิจปัจจุบัน และการทำควบรวมกิจการ ซึ่งบริษัทกำลังก่อสร้างโรงงานน้ำตาลใหม่ รวมทั้งโรงไฟฟ้าที่จังหวัดเลย ใช้เงินลงทุน 4 พันล้านบาท ซึ่งจะเสร็จในปี 2557 และทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งมีแผนที่จะซื้อบริษัทเกี่ยวกับเครื่องดื่ม ที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ ซึ่งปัจจัยบวกกับบริษัทที่จะมีกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพในอนาคต และยังกู้เพิ่มได้อีก 1.8 พันล้านบาท เพื่อซื้อกิจการและทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มเป็น 1.5 เท่า” นักวิเคราะห์กล่าว

จาก http://www.bangkokbiznews.com  วันที่ 13 มีนาคม 2555

โรงงานรื้อกระบวนการผลิต-เพิ่มรายได้ชาวไร่อ้อย

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายทั้ง 47 โรงได้ประกาศความร่วมมือต่อการพัฒนาศักยภาพการผลิตน้ำตาลทรายโดยให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตของทุกโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตน้ำตาลทรายดิบของไทยให้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายที่มีความพร้อมจะเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายดิบ เพื่อปรับคุณภาพผลผลิตโดยเพิ่มค่าความหวาน (Polarization: โพล) น้ำตาลทรายดิบมาอยู่ที่ระดับ 99.2 ดีกรีซึ่งจะใช้เป็นค่ามาตรฐานความหวานในน้ำตาลดิบที่ใช้ส่งออกที่จะเริ่มใช้ในฤดูการผลิตปี 2555/2556 จากเดิมที่กำหนดค่าความหวานแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ตั้งแต่ 96.00-97.99 ดีกรี สำหรับการปรับมาตรฐานค่าความหวานน้ำตาลทรายดิบครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันของน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกของไทยได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การปรับเกณฑ์ค่าความหวานในน้ำตาลทรายดิบเพิ่มขึ้นเป็น 99.2 ดีกรีในครั้งนี้ยังส่งผลดีต่อการสร้างรายได้ให้แก่ชาวไร่อ้อยที่จะมีรายได้จากการเพาะปลูกมากขึ้น ซึ่งหากคิดจากราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศของฤดูการผลิตปี 2553/54 ที่ค่าความหวานของอ้อย 10 ซีซีเอส และ ณ ระดับราคาน้ำตาลทรายในปัจจุบัน ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายที่ค่าโพล 99.2 ดีกรี จะเพิ่มขึ้นอีก 4-5 บาทต่อตันอ้อย ช่วยให้ชาวไร่อ้อยมีความมั่นคงทางรายได้จากการเพาะปลูกอ้อยมากขึ้น

นายวิบูลย์กล่าวอีกว่า เรื่องการผลักดันให้มีการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำตาลทรายในประเทศทางกลุ่มผู้ประกอบการก็จะเสนอแนวความคิดนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย อีกทั้งเราจำเป็นต้องปรับตัวรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ซึ่งการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทราย ต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้พร้อมรับการแข่งขันอย่างเสรี ทั้งนี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของไทยส่งออกเป็นอันดับสองของโลกนำเงินตราเข้าประเทศปีละกว่า 1 แสนล้านบาท

จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 11 มีนาคม 2555

พด.ลุยจัดระบบอนุรักษ์ดิน-น้ำ ลดแล้งซ้ำซาก-พื้นที่เสื่อมโทรม

นายสุรเดช เตียวตระกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน ทำให้บางพื้นที่เกิดภัยพิบัติจากน้ำท่วมที่รุนแรง แต่บางพื้นที่เกิดภัยแล้งที่ยาวนานและซ้ำซาก ขณะที่การเกษตรของประเทศไทยส่วนใหญ่ เป็นการทำเกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยตรง นอกจากนี้การทำเกษตรกรรมโดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงการปล่อยให้ดินเสื่อมโทรมและไม่ให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูบำรุงดิน นับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์

กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้ดำเนินโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำพร้อมปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รักษาสิ่งแวดล้อม บรรเทาภาวะโลกร้อนและดูดซับคาร์บอนไว้ในดิน พร้อมกับช่วยชะลอความเร็วให้น้ำที่ไหลจากต้นน้ำลงสู่ปลายน้ำช้าลง ลดการสูญเสียหน้าดิน และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและไหลบ่าได้อีกทางหนึ่ง

โดยในปี 2555 ได้ตั้งเป้าจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำพร้อมปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว จำนวน 10,000 ไร่ ซึ่งจะคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดความแห้งแล้งและเสื่อมโทรมซ้ำซาก รวมถึงพื้นที่ทิ้งร้าง ที่มีความลาดชันของพื้นที่น้อยกว่าร้อยละ 20 อัตราการสูญเสียหน้าดินตั้งแต่ 2 ตัน/ไร่/ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจออกแบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พร้อมทำการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แล้วเสร็จก่อนช่วงฤดูฝน รวมทั้งส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นบนคันนา ในพื้นที่ทิ้งร้าง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการ ปลูกดูแลรักษา เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 9 มีนาคม 2555

กรมหมอดิน..เน้นสำรวจและวิจัย ช่วยเกษตรกรวินิจฉัยดินได้แม่นยำ

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า ทรัพยากรดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในการดำรงชีพของมนุษย์ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องใช้ที่ดินเป็นปัจจัยหลัก แต่ที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือการใช้พื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน
ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเกษตรกร ชุมชน และประเทศชาติ ดังนั้น กรมฯ จึงศึกษาวิจัยคุณสมบัติและความเหมาะสมของดิน วินิจฉัยคุณภาพและกำลังผลิตของดิน และติดตามการเปลี่ยนแปลงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินและจัดทำแผนที่ดิน

ด้านนายสมพร ผาตินาวิน ผู้อำนวยการสำนักสำรวจและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า นักสำรวจฯจะนำภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่ายออร์โธสี มาใช้ในการสำรวจสภาพดินในแต่ละพื้นที่เพื่อดูความแตกต่างของดินว่าตรงไหนเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม เป็นที่ราบหรือเป็นที่ลุ่ม เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรเตรียมปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และปรับปรุงดินได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เราใช้ภาพถ่ายทางอากาศมาใช้ในการสำรวจดิน ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพของสภาพดินได้ทั้งหมด.

จาก http://www.thairath.co.th วันที่ 8 มีนาคม 2555

โรงงานหนุนเสรีน้ำตาลรับAEC

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลดันเลิกคุมราคาน้ำตาลทรายในประเทศ รองรับการเปิดเสรีอาเซียน (เออีซี) ด้านมิตรผลแนะควรค่อยๆ เริ่มเปิดเสรีได้แล้วก่อนถูกบีบจนตั้งตัวรับไม่ทัน
นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายมีแนวคิดที่จะผลักดันให้มีการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ ที่ปัจจุบันกำหนดเพดานอยู่ที่ระดับ 21-22 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อรองการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพราะเมื่อเปิดเสรีแล้วการคุมราคาน้ำตาลทรายในประเทศจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายที่มีความพร้อม จะเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายดิบ เพื่อปรับคุณภาพผลผลิต โดยเพิ่มค่าความหวาน (Polarization : โพล) น้ำตาลทรายดิบมาอยู่ที่ระดับ 99.2 ดีกรี ซึ่งจะใช้เป็นค่ามาตรฐานความหวานในน้ำตาลดิบเพื่อส่งออกที่จะเริ่มใช้ในฤดูการผลิตปี 2555/2556 จากเดิมที่กำหนดค่าความหวานอยู่ที่ 96.00-98.50 ดีกรี เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันและโอกาสส่งออกของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มน้ำตาลมิตรผล จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะมีการเปิดเสรีราคาน้ำตาลทรายในประเทศ และควรจะเริ่มเปิดเสรีตั้งแต่ปี 2556 นี้ แต่เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย ที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับชาวไร่อ้อยด้วย และควรจะค่อยๆ ขยับขึ้น โดยอาจใช้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในการช่วยพยุงราคาน้ำตาลในประเทศไม่ให้ต่ำหรือสูงเกินไป
“ถ้าเราไม่เปิดเสรีราคาน้ำตาล มัวแต่ช้าอยู่ สุดท้ายก็จะโดนบีบบังคับภายในตัวเองให้เปิดอยู่ดี แทนที่จะรีบดำเนินการไว้เพื่อเตรียมตัวตั้งรับจะดีกว่า เพราะจริงๆ แล้ว เวลานี้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อยู่แล้ว” นายอิสระ กล่าว.

จาก http://www.thaipost.net  วันที่ 8 มีนาคม 2555

ผลผลิตอ้อยพุ่ง 100ล.ตันราคาจูงใจชาวไร่แห่ปลูก

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลคาดผลผลิตอ้อยไทยทะลุ 100 ล้านตันต่อเนื่องหลายปีเหตุราคาน้ำตาลจูงใจชาวไร่ปลูกอ้อยเพิ่มคาดปีนี้ส่งออก 8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านตัน ยกเครื่องกระบวนการผลิตน้ำตาลให้มีค่าความหวาน 99.2 ดีกรี แข่งบราซิลแย่งตลาดอาเซียน

นายวิบูลย์ ผานิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีอ้อยเข้าหีบในโรงงานน้ำตาล 73 ล้านตัน เมื่อปิดการหีบอ้อยคาดว่าจะมีผลผลิตอ้อยในฤดูกาลผลิต 2554/2555 เกิน 100 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าปี 2553/2554 ที่มีผลผลติ 95 ล้านตันและเชื่อว่าผลผลิตอ้อยของไทยจะสูงเกินปีละ 100 ล้านตันไปอีกหลายปี เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้ชาวไร่ปลูกอ้อยมากขึ้น โดยปัจจุบันราคาน้ำตาลทรายดิบราคาปอนด์ละ 22 เซนต์ เป็นระดับที่น้ำตาลยังแข่งขันกับประเทศอื่นได้

ทั้งนี้ ราคาอ้อยที่อยู่ในเกษฑ์ดีอาจส่งผลให้เกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ประเภทอื่นหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังเพราะมีปัญหาเรื่องราคา ส่วนชาวนาที่ปลูกข้าวนาดอน ซึ่งผลผลิตไม่ดีอาจหันมาปลูกอ้อยแทนเช่นกัน เพราะการปลูกอ้อยได้รับผลตอบแทนที่ดี
“ คาดว่าปีนี้ไทยจะผลิตน้ำตาลได้ไม่ต่ำหว่า 10 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนที่ผลิตได้ 9.6 ล้านตัน โดยจัดสรรเป็นน้ำตาลโควตา ก. สำหรับบริโภคในประเทศ 2.4 ล้านตัน เหลือน้ำตาลโควตา ข. และโควตา ค. สำหรับการส่งออกประมาณ 8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.3 ล้านตัน แบ่งเป็นน้ำตาลทรายดิบ 6 ล้านตัน และน้ำตาลทรายขาว 2 ล้านตัน ” นายวิบูลย์กล่าว

สำหรับตลาดส่งออกน้ำตาลของไทยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยส่งออกน้ำตาลทั้งหมด 6.7 ล้านตัน เป็นการส่งออกตลาดเอเซีย 5.7 ล้านตัน หรือ 86 % ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนในเซียนไทยส่งออกไปอินโดนีเซียมากที่สุด 1.3 ล้านตัน รองลงมาเป็นกัมพูชา 4 แสนตัน ฟิลิปปินส์ 2 แสนตัน และมาเลเซีย 1 แสนตัน ซึ่งอินโดนีเซีย และมาเลเซียจะเป็นตลาดสำคัญในอาเซียน เพราะอินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำตาลปีละ 3 ล้านตัน ส่วนมาเลเซียต้องนำเข้า 1.6 ล้านตัน ไทยจึงมีโอกาสขยายส่งออกเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันน้ำตาลจากบราซิลเข้ามาแข่งขันในตลาดอินโดนีเซียและมาเลเซียมากขึ้น เพราะมีค่าความหวาน 99.2 ดีกรี ถือว่ามีคุณภาพน้ำตาลทรายดิบสูงกว่าไทย ซึ่งโรงงานน้ำตาลมีแผนเพิ่มคุณภาพน้ำตาลเพื่อศักยภาพการแข่งขัน ปัจจุบันโรงงานหลายแห่งอยู่ระหว่างปรับปรุงเครื่องจักร เพื่อผลิตน้ำตาลที่มีค่าความหวาน 99.2 ดีกรี คาดว่าในปี 2556 โรงงาน 70-80 % จะผลิตน้ำตาลที่ค่าความหวานดับกล่าวได้ส่วนน้ำตาลที่ค่าความหวาน 96-97.99 ดีกรี ยังคงผลิตเพี่อส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญเช่นกัน โดยในปีที่ผ่านมาไทยส่งออกน้ำตาลไปญี่ปุ่น 1.2 ล้านตัน

นายวิบูลย์ ยังกล่าวอีกว่า ความมั่นใจในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ส่งผลให้สมาคมโรงงานน้ำตาลเตรียมจัดงาน Kings-man’s Asia Paciffic Sugar Conference ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้ เพื่อเป็นเวทีหารือถึงอุตสาหกรรมน้ำตาลโลก ซึ่งปกติจะจัดที่สิงคโปร์ แต่เมื่อไทยมีแนวโน้มผลิตอ้อยเกิน 100 ล้านตันเป็นครั้งแรก จึงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุม เพื่อฉลองในโอกาสที่ผลผลิตอ้อยเป็นไปตามเป้าหมาย

จาก http://www.bangkokbiznews.com วันที่ 8 มีนาคม 2555

รง.น้ำตาลทรายปฏิรูปครั้งใหญ่ 47โรงลงนามร่วมปรับกระบวนการผลิตป้องกันคู่แข่งแย่งตลาด

โรงงานน้ำตาลทรายประกาศปฏิรูปครั้งใหญ่ 47 โรงลงนามความร่วมมือปรับปรุงกระบวนการผลิต สู่ค่าโพลมาตรฐาน 99.2 ดีกรี หวังผลักดันให้ตลาดน้ำตาลทรายดิบของไทยขยายตัวมากขึ้น ป้องกันน้ำตาลทรายดิบจากประเทศคู่แข่งแย่งตลาดในทวีปเอเชีย

ช่วยชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น แถมช่วยแก้ปัญหาการจัดเก็บน้ำตาลไว้ในโกดังเดียวได้ พร้อมกันนี้ ให้ปรับเปลี่ยนสีบรรจุภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวจากสีขาวมาเป็นสีฟางข้าว ลดปัญหาความสกปรกระหว่างการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ ยังประกาศเดินหน้าผลักดันยกเลิกการควบคุมราคาน้ำตาลทรายในประเทศ เพราะไม่สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เตรียมจัดงานใหญ่ Bangkok Sugar Dinner 11 มิ.ย.นี้ แลกเปลี่ยนความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนกว่า 500 คน

นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก โดยกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย ให้มีความแข็งแกร่ง ดังนั้น ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายทั้ง 47 โรง จึงได้ประกาศความร่วมมือต่อการพัฒนาศักยภาพการผลิตน้ำตาลทราย โดยให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตของทุกโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตน้ำตาลทรายดิบของไทยให้ดียิ่งขึ้น

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทราย ที่จะช่วยกันส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รองรับความต้องการด้านผลผลิตน้ำตาลทรายดิบที่มีคุณภาพ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในการทำตลาดน้ำตาลในตลาดโลก” นายเชิดพงษ์กล่าว

นายวิบูลย์ ผาณิตวงศ์ รองประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายที่มีความพร้อม จะเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำตาลทรายดิบ เพื่อปรับคุณภาพผลผลิต โดยเพิ่มค่าความหวาน (Polarization: โพล) น้ำตาลทรายดิบมาอยู่ที่ระดับ 99.2 ดีกรี ซึ่งจะใช้เป็นค่ามาตรฐานความหวานในน้ำตาลดิบที่ใช้ส่งออก ที่จะเริ่มใช้ในฤดูการผลิตปี 2555/2556 จากเดิมที่กำหนดค่าความหวานแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ตั้งแต่ 96.00-97.99 ดีกรี ที่ใช้ส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปยังประเทศญี่ปุ่น และค่าความหวานตั้งแต่ 98.50 ดีกรีขึ้นไป ใช้ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอื่นๆ

สำหรับการปรับมาตรฐานค่าความหวานน้ำตาลทรายดิบครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันของน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกของไทยได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากค่าความหวานน้ำตาลทรายดิบระดับ 99.2 ดีกรีนั้น ถือเป็นน้ำตาลทรายดิบที่มีคุณภาพ ที่ผู้นำเข้าสามารถนำไปรีไฟน์เป็นน้ำตาลทรายชนิดต่างๆ ในต้นทุนที่ต่ำลง ส่งผลให้น้ำตาลทรายดิบของไทยมีโอกาสส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“ที่ผ่านมา อินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นตลาดส่งออกน้ำตาลทรายดิบรายใหญ่ของเรา กลับโดนน้ำตาลทรายดิบจากประเทศบราซิลเข้ามาแย่งตลาด เนื่องจากมีค่าความหวานอยู่ที่ 99.2 ดีกรี ซึ่งมีคุณภาพน้ำตาลทรายดิบสูงกว่าของเรา แต่จากการปรับเกณฑ์กำหนดค่าความหวาน เพื่อยกระดับคุณภาพน้ำตาลทรายดิบมาอยู่ในระดับเดียวกัน จะทำให้เราช่วงชิงความได้เปรียบด้านการส่งออกน้ำตาลทรายดิบกลับมา และมีศักยภาพการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วย ส่งผลให้เรามีโอกาสส่งออกน้ำตาลทรายดิบของไทยไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเซียได้มากขึ้น” นายวิบูลย์ กล่าว

องประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวด้วยว่า การปรับเกณฑ์ค่าความหวานในน้ำตาลทรายดิบเพิ่มขึ้นเป็น 99.2 ดีกรีในครั้งนี้ ยังส่งผลดีต่อการสร้างรายได้ให้แก่ชาวไร่อ้อย ที่จะมีรายได้จากการเพาะปลูกมากขึ้น ซึ่งหากคิดจากราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศของฤดูการผลิตปี 2553/54 ที่ค่าความหวานของอ้อย 10 ซี.ซี.เอส. และ ณ ระดับราคาน้ำตาลทรายในปัจจุบัน ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายที่ค่าโพล 99.2 ดีกรี จะเพิ่มขึ้นอีก 4-5 บาทต่อตันอ้อย ช่วยให้ชาวไร่อ้อยมีความมั่นคงทางรายได้จากการเพาะปลูกอ้อยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังแก้ไขปัญหาการจัดเก็บน้ำตาลทรายดิบ จากเดิมที่ต้องแย่งการจัดเก็บน้ำตาลทรายดิบที่มีค่าหวานต่างกัน มาจัดเก็บไว้ในโกดังเดียวกันได้ ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายได้รับความสะดวกมากขึ้น ลดความไม่พอเพียงของโกดังส่งออก ส่วนการส่งมอบน้ำตาล J-spec. จะดำเนินการโดยวิธี Spray Molasses ที่คลังสินค้าก่อนขนถ่ายลงเรือ

พร้อมกันนี้ ยังจะปรับเปลี่ยนสีกระสอบบรรจุภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวที่ใช้ในการส่งออก จากสีขาวมาเป็นสีฟางข้าว เพื่อแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์สกปรกในระหว่างขั้นตอนการขนส่งสินค้าทางเรือ ที่ถูกนำมาใช้ในการปฏิเสธการขนส่งสินค้า มีผลทำให้โรงงานน้ำตาลทรายต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านบรรจุภัณฑ์ในระหว่างการส่งสินค้าเพิ่มขึ้น

นายวิบูลย์ กล่าวอีกว่า เรื่องการผลักดันให้มีการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ทางกลุ่มผู้ประกอบการก็จะเสนอแนวความคิดนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องนี้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย อีกทั้งเราจำเป็นต้องปรับตัวรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ซึ่งการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทราย ต้องพัฒนาตนเอง เพื่อให้พร้อมรับการแข่งขันอย่างเสรี

นอกจากนี้ ในปีนี้เราจะมีงานใหญ่ระดับนานาชาติงานหนึ่ง คืองาน บางกอก ชูก้าร์ ดินเนอร์ (Bangkok Sugar Dinner) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน 2555 ซึ่งจะเป็นการรวมตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนกว่า 500 คน เพื่อหารือ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดการค้าน้ำตาลโลกในอนาคต และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของไทยที่ส่งออกเป็นอันดับสองของโลก นำเงินตราเข้าประเทศปีละกว่า 1 แสนล้านบาท

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 6 มีนาคม 2555

สนพ.ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อนโยบายพลังงาน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อนโยบายพลังงาน เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงมาตรการพลังงานของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป

นายนที ทับมณี รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ.เปิดเผยว่า สนพ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาครัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้ประกอบการด้านพลังงาน จัดกิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในท้องถิ่น ที่จังหวัดนครนายกและพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดสระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ร่วมเสนอแนะข้อคิดเห็นในหัวข้อ “หลากมุมมองต่อนโยบายพลังงาน” เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องด้านนโยบาย แผน และมาตรการพลังงาน อีกทั้งยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อผลักดันนโยบาย แผน และมาตรการพลังงานไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สนพ.ได้จัดกิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในส่วนกลางมาแล้ว โดยมีนักวิชาการ ผู้แทนภาคประชาสังคม สื่อมวลชนเข้าร่วม และมีโครงการเสวนาไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม อาทิ เครือข่ายวิทยุชุมชน ซึ่งข้อคิดเห็นที่ได้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุง นำเสนอ เพื่อนำไปสู่นโยบายและแผนการปฏิบัติได้อย่างครบถ้วนต่อไป

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 6 มีนาคม 2555

ก.พลังงานทำแผนช่วยเอทานอลมันฯหลัง “รับจำนำ” ทำต้นทุนพุ่ง

ก.พลังงาน 5 มี.ค.-กระทรวงพลังงานเล็งช่วยเหลือโรงงานเอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลัง หลังได้รับผลกระทบต้นทุนแพงตามหลังจากรัฐบาลประกาศรับจำนำ ด้านนายกสมาคมเอทานอล ไม่ขัด แต่ติงหากราคาโมลาสแพงขึ้นรัฐบาลจะอุดหนุนหรือไม่ ส่วนทิศทางการเก็บเงินกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตรกลางเดือนนี้จะเก็บเฉพาะเบนซินเท่านั้น

นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ในขณะนี้กระทรวงพลังงาน กำลังหาทางช่วยเหลือผู้ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง โดยต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบต้นทุนแพงขึ้น จากกรณีรัฐบาลประกาศรับจำนำมันสำปะหลัง แนวทางที่จะช่วยเหลือ คือ จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปรับภาระส่วนต่างระหว่างราคาเอทานอลที่ผลิตจากมันฯและโมลาส ซึ่งจะเป็นการจ่ายเงินผ่านผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนแนวโน้มการใช้เอทานอล ขณะนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันตลาดโลกสูง ก็ส่งผลให้คนใช้แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ส่วนต่างระหว่างเบนซินกับแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น และยังคงแผนการยกเลิกเบนซิน 91 ในเดือนตุลาคมนี้

คุณสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่กระทรวงพลังงานจะเข้ามาอุดหนุนเอทานอลที่ผลิตจากมันฯ แต่ปัญหา คือ หากในอนาคตราคาโมลาส แพง กระทรวงพลังงานจะเข้ามาอุดหนุนหรือไม่ โดยผลกระทบของโรงงานเอทานอลจากมันฯที่รัฐบาลประกาศรับจำนำ ที่ 2.75 บาท/กก.นั้นก็ทำให้ราคาเอทานอลมีต้นทุนสูงถึง 30 บาท/ลิตร ในขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 19-20 บาท/ลิตรเท่านั้น ส่งผลให้โรงงานที่ผลิตจากมันฯหยุดไปแล้ว 1 โรง จากจำนวน 3 โรง เพราะรับต้นทุนหัวมันฯได้ที่ 1.90-2.00 บาท/กก. ส่วนโรงที่ผลิตได้ทั้งจากมันฯและโมลาส ในขณะนี้ได้หันมาใช้โมลาสทดแทนทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบัน โรงงานเอทานอลมีทั้งหมด 19 แห่ง กำลังผลิต 2.925 ล้านลิตรต่อวัน มีการผลิตเพื่อใช้ในประเทศประมาณ 1.1 ล้านลิตรต่อวัน ที่เหลือส่งออก ดังนั้น เพื่อการส่งเสริมการใช้เอทานอล กระทรวงพลังงานจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1 บาท/ลิตร ในส่วนของกลุ่มเบนซิน วันที่ 16 มี.ค.นี้จะมีการเสนอจัดเก็บเฉพาะเบนซินเท่านั้น ส่วนแก๊สโซฮอล์ไม่มีการจัดเก็บ ส่วนก๊าซฯขนส่งจะมีการปรับขึ้นเช่นเดิม โดยแอลพีจีขนส่งขึ้น 41 สต./ลิตรและเอ็นจีวีขึ้นราคา 50 สต./กก.-สำนักข่าวไทย

จาก http://www.mcot.net  วันที่ 5 มีนาคม 2555

ธ.ก.ส.ใช้ 1.5 หมื่น ล.อุ้มอ้อย

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. (บอร์ด ธ.ก.ส.) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการบอร์ด และประธานในที่ประชุม โดยระบุว่า ทาง ธ.ก.ส.มีนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั้งชาวไร่อ้อย ชาวนาผู้ปลูกข้าวและเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล โดยในที่ประชุมได้อนุมัติให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลปล่อยกู้เงินจาก ธ.ก.ส.วงเงินกู้ไม่เกิน 15,324 ล้านบาท ซึ่งได้ประมาณการวงเงินจากสถานการณ์อ้อยจำนวน 99 ล้านตันเพื่อนำมาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลผลิต 2554/55 ซึ่งกองทุนฯ จะนำเงินกู้ไปจ่ายเพิ่มค่าอ้อยให้แก่ชาวไร่อ้อย ซึ่งกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 17 เดือน นับตั้งแต่วันขอกู้ในอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี

สำหรับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ทางธนาคารมีมาตรการด้านสินเชื่อใหม่ ซึ่งจะจ่ายในระหว่างรอการขุดมันสำปะหลัง ในวงเงินสินเชื่อ 9,000 ล้านบาท และเกษตรกรสามารถกู้ได้รายละไม่เกิน 30% ของราคาประเมินมูลค่ามันสำปะหลังสูงสุดไม่เกินรายละ 50,000 ล้านบาท เพื่อชะลอการขุดหัวมันสำปะหลังปี 2554/55 เนื่องจากมีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 2554/55 ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำได้แต่มีความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายในครัวเรือน

ทั้งนี้ เกษตรกรจะได้รับการยกเว้นอัตราดอกเบี้ยและได้รับการประเมินมูลค่าผลผลิตส่วนที่ยังไม่ได้ขุดจากราคาจำนำตามโครงการรับจำนำ โดยระยะเวลาการปล่อยกู้เงิน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2555 ระยะเวลาโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนกันยายน นอกจากนี้โครงการรับจำนำข้าว ทาง ธ.ก.ส.จะเริ่มดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 วงเงิน 120,000 ล้านบาท ซึ่งไม่จำกัดปริมาณข้าว และคาดว่าจะมีผลผลิตถึง 11.11 ล้านตัน เริ่มรับจำนำตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-15 กันยายน 2555 และในภาคใต้จะเริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2555 กำหนดระยะเวลาการไถ่ถอน ภายใน 4 เดือน

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 2 มีนาคม 2555

เอเชียอาจจะประสบปัญหาน้ำตาลขาดแคลนในปีนี้

ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทวิจัยเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ระบุ เอเชียอาจจะประสบปัญหาน้ำตาลขาดแคลนในปีนี้ โดยคาดว่าความต้องการน้ำตาลของเอเชียมีแนวโน้มว่าจะมากกว่าปริมาณการผลิตประมาณ 3 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณการผลิตขยายตัวไม่ทันกับการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความต้องการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นจากจีนและอินโดนีเซีย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปริมาณผลผลิตน้ำตาลของโลกในปีการผลิต 2554/55 และในปีหน้า แม้ว่าจะมีแนวโน้มสูงมากกว่าปริมาณความต้องการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัน อันเป็นผลจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จึงจูงใจให้มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะประเทศในเอเชียจะพบว่า หลายประเทศอาทิ จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศในอินโดจีน ล้วนผลิตน้ำตาลได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และต้องพึ่งพาการนำเข้า ส่วนอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ปริมาณการผลิตน้ำตาลค่อนข้างผันผวน บางปีผลิตได้เกินความต้องการ และมีเหลือเพื่อการส่งออก เช่นปีปัจจุบันที่คาดว่าจะส่งออกได้ประมาณไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน/ปี แต่บางปีที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ผลผลิตน้ำตาลของอินเดียก็ขาดแคลนจนต้องนำเข้าเช่นปีการผลิต 2552/53 ที่ต้องนำเข้าถึงประมาณกว่า 5 ล้านตัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าว นับเป็นผลดีต่อไทยที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกและอันดับ 1 ในเอเชีย โดยมีปริมาณการส่งออกน้ำตาลประมาณ 7 ล้านตัน/ปี และประมาณร้อยละ 90 ส่งออกไปยังประเทศในเอเชีย เนื่องจากมีความได้เปรียบทางด้านระยะทางการขนส่ง หากเทียบกับน้ำตาลจากบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 1 มีนาคม 2555

หีบอ้อยทุบสถิติ100ล.ตัน

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุดการเปิดหีบอ้อยของไทยฤดูการผลิตปี 2554/2555 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้วเกือบ 70 ล้านตัน ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดฤดูหีบอ้อยที่จะอยู่ช่วงปลายมี.ค.2555 คาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ในระดับ 99.5-100 ล้านตันอ้อย ซึ่งจะเป็นการทำสถิติสูงสุดของการผลิตอ้อยของไทย จากฤดูการผลิตปี 2553/2554 อยู่ที่ระดับ 95.36 ล้านตันอ้อย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาอ้อยไฟไหม้นั้นมีมากขึ้นแต่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะชาวไร่อ้อยต้องเผาอ้อยเพื่อการตัดอ้อยที่ง่ายและสะดวกในการทำงานให้ทันกับเวลา ประกอบกับแรงงานขณะนี้หายากมากขึ้น การลงทุนรถตัดอ้อยยังต้องใช้เงินทุนสูง ซึ่งระยะยาวแล้วจะต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตเพราะปัญหาการขาดแคลนแรงงานคาดว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคต

นางวัลยารีย์ ไพสุขศานติวัฒนา เลขานุการคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า โรงงานน้ำตาลทรายบางแห่งเริ่มเปิดหีบอ้อยเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2554 จนถึง 26 ก.พ.2555 รวม 104 วัน หรือกว่าครึ่งทางของระยะเวลาหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2554/2555 พบว่า โรงงานน้ำตาลทรายรับผลผลิตอ้อยเข้าหีบแล้ว 66.62 ล้านตัน สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้ทั้งสิ้น 68.18 ล้านกระสอบ คิดเป็นอัตราผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) เฉลี่ยอยู่ที่ 102.36 กิโลกรัมต่อตันอ้อย

จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 1 มีนาคม 2555

ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย 15,000 ล้านบาท และผู้ปลูกมันสัมปะหลัง 9,000 ล้านบาท

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ปล่อยสินเชื่อให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลกว่า 15,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อย พร้อมอนุมัติเงินกู้เพื่อชะลอการขุดมันให้ชาวไร่มันสำปะหลังอีก 9,000 ล้านบาท

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะ กรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย โดยอนุมัติให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้เงินในวงเงินไม่เกิน 15,324 ล้านบาท โดยประมาณการจากการคาดการณ์อ้อยที่เข้าหีบจริง 99 ล้านตัน เพื่อช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในฤดูการผลิต 2554/55 ซึ่งกองทุนฯ จะนำเงินไปจ่ายเพิ่มค่าอ้อยให้ชาวไร่อ้อย กำหนดชำระหนี้เสร็จสิ้นภายใน 17 เดือน นับตั้งแต่วันกู้ ในอัตราดอกเบี้ย MLR-0.75 ต่อปี

ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ธ.ก.ส.ได้ดำเนินโครงการให้เงินกู้ เพื่อชะลอการขุดหัวมันสำปะหลัง ปี2554/55 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำมันสำปะหลังช่วงเวลาดังกล่าวได้ และมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในครัวเรือน โดยให้สินเชื่อใหม่เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการรอขุดมันสำปะหลัง ในวงเงิน 9,000 ล้านบาท กำหนดให้เกษตรกรรายละไม่เกินร้อยละ 30 ของราคาประเมินมูลค่ามันสำปะหลัง ส่วนมันที่ยังไม่ได้ขุดสูงสุดไม่เกินรายละ 50,000 บาท โดยแยกวงเงินกู้ต่างหากจากวงเงินกู้ปกติ และเกษตรกรไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้กู้ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2554/55 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีหนังสือรับรองผลการขึ้นทะเบียน เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีผลผลิตมันสำปะหลังที่ยังไม่ได้ขุดในแปลงปลูกของตนเอง โดยการประเมินมูลค่าผลผลิตส่วนที่ยังไม่ได้ขุด จะคำนวณจากราคาจำนำตามโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง กำหนดตามระยะเวลา คือ เดือนมีนาคม 2555 กิโลกรัมละ 2.80 บาท เมษายน กิโลกรัมละ 2.85 บาท และเดือนพฤษภาคมกิโลกรัมละ 2.90 บาท กำหนดชำระคืนภายใน 3 เดือน นับถัดจากเดือนที่รับเงินกู้ ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ถึงเดือนกันยายน 2555

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 1 มีนาคม 2555