http://www.sugarzone.in.th


ข่าวเศรษฐกิจเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล(เดือนพฤศจิกายน 2561)

ค่าเงินบาทแข็งค่า เหตุกนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่1.5%ชี้มีเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เผยติดตามยอดค้าปลีกของสหรัฐเดือนต.ค.

ค่าเงินบาทแข็งค่าในรอบการเคลื่อนไหวที่ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เหตุ กนง.มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ชี้มีเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เผยติดตามยอดค้าปลีกของสหรัฐ เดือน ต.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานค่าเงินบาท วันที่ 15 พ.ย. 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปิดเมื่อวานที่ 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ล่าสุดค่าเงินบาทซื้อขายอยู่ที่ระดับ 32.72-33.02 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้านนักวิเคราะห์ค่าเงินบาทธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทวันนี้ มีทิศทางแข็งค่าขึ้น สวนทางกับค่าเงินในภูมิภาคส่วนใหญ่ โดยมาจากปัจจัยหลักคือคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 3 ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% โดยมีเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งเหตุผลที่คณะกรรมการฯ สนับสนุนการคงดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ดี แม้ว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวจะชะลอลง ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยยังคงให้น้ำหนักการลดพฤติกรรมแสวงหาผลกำไรโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง (search-for-yield) ในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำยาวนานเป็นสำคัญ และต้องการเพิ่มขึ้นขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ในอนาคต โดยวันนี้ให้กรอบการเคลื่อนไหวที่แนวรับ 32.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แนวต้านให้ไว้ที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อคือยอดค้าปลีกของสหรัฐ และสหราชอาณาจักรเดือนตุลาคม ดุลการค้ายูโรโซนเดือนกันยายน

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561

"น้ำตาลบุรีรัมย์" ย้ำ! เดินหน้าลงทุน 2 โครงการใหญ่

"น้ำตาลบุรีรัมย์" เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 197 ล้านบาท คาดปีการผลิต 2561/62 ผลผลิตน้ำตาลทรายของโลกสู่ความสมดุล และราคาน้ำตาลในตลาดโลกน่าจะดีขึ้น หลังเกิดภัยแล้งในหลายประเทศ ย้ำ! เดินหน้าลงทุน 2 โครงการใหญ่ ตั้งบริษัท "ชูการ์เคนอีโคแวร์" ผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย และขยายโรงงานแปรรูปน้ำตาลทราย คาดมีผลผลิตสู่ตลาดในไตรมาส 2 และ 3 ตามลำดับในปีหน้า

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2561 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 4,295 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 197 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งออกน้ำตาลทรายจำหน่ายแล้วกว่า 200,000 ตัน ยังเหลืออีกประมาณ 70,000 ตัน คาดว่าจะส่งออกได้ทั้งหมดภายในเดือน ม.ค. 2562

"สำหรับสถานการณ์น้ำตาลทรายในตลาดโลกขณะนี้ มีสำนักวิจัยหลาย ๆ แห่ง เริ่มปรับประมาณการผลผลิตน้ำตาลทรายของประเทศผู้ผลิตสำคัญ ๆ หลายประเทศ ว่า จะมีผลผลิตลดลง เนื่องจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแล้ง ทำให้มีปริมาณอ้อยลดลง จึงคาดว่าในปีการผลิต 2561/62 สถานการณ์น้ำตาลทรายโลกจะสู่ความสมดุลหรืออาจจะขาดแคลนเล็กน้อย ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาน้ำตาลทราย" นายอนันต์ กล่าว

อนี่ง ราคาน้ำตาลทรายดิบ New York No.11 ของเดือน มี.ค. 2562 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ในระดับ 12–14 เซนต์/ปอนด์ หลังราคาตกไปอยู่ในระดับ 10 เซนต์/ปอนด์ ในช่วงเดือน ก.ย. 2561

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกผันผวน ซึ่งบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของอินเดีย ที่มองว่าขัดกับกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) และสถานการณ์ราคาเอทานอลและค่าเงินเรียลของบราซิล

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการหีบอ้อยในฤดูการผลิตปี 2561/62 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มในช่วงปลายเดือน พ.ย. 2561 นี้

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการลงทุนในปี 2561 ได้จัดตั้ง บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด (Sugarcane Ecoware Co., Ltd.) ผลิตภาชนะบรรจุอาหารและภาชนะจากชานอ้อย ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 และลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปน้ำตาลทราย (Refinery) อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดจะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าเช่นเดียวกัน

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561

น้ำตาลบุรีรัมย์โชว์กำไร 9 เดือน 197 ล้านบาท ปีหน้ารับข่าวดีผลผลิตน้อยดันราคาพุ่งอีก

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เปิดเผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2561ว่า บริษัทมีรายได้รวม 4,295 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 197ล้านบาท ซึ่งได้ส่งออกน้ำตาลทรายแล้วกว่า 200,000 ตัน ยังเหลืออีกประมาณ 70,000 ตัน คาดว่าจะส่งออกได้ทั้งหมดภายในเดือนมกราคม 2562

“สำหรับสถานการณ์น้ำตาลทรายในตลาดโลกขณะนี้ มีสำนักวิจัยหลายๆแห่งเริ่มปรับประมาณการผลผลิตน้ำตาลทรายของประเทศผู้ผลิตสำคัญๆ หลายประเทศว่าจะมีผลผลิตลดลงเนื่องจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแล้งทำให้มีปริมาณอ้อยลดลง คาดว่าในปีการผลิต 2561/62 สถานการณ์น้ำตาลทรายโลกจะเข้าสู่ภาวะสมดุลหรืออาจจะขาดแคลนเล็กน้อย ส่งผลดีต่อราคาน้ำตาลทราย” นายอนันต์กล่าวและว่า ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการหีบอ้อยในฤดูการผลิตปี 2561/62 เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยเริ่มในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 นี้

อนึ่ง ราคาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำตาลทรายดิบ New York No. 11 ของเดือนมีนาคม 2562 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ในระดับ 12 – 14 เซนต์/ปอนด์ หลังราคาตกไปอยู่ในระดับ 9 เซนต์/ปอนด์ในช่วงเดือนกันยายน 2561 ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกผันผวนซึ่งบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทรายของอินเดียที่มองว่าขัดกับกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) และสถานการณ์ราคาเอทานอล รวมถึงค่าเงินเรียลของบราซิล

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการลงทุนในปี 2561 ได้จัดตั้งบริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด (Sugarcane Ecoware Co., Ltd.) ผลิตภาชนะบรรจุอาหารและภาชนะจากชานอ้อยซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 และลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปน้ำตาลทราย (Refinery) อยู่ในระหว่างการก่อสร้างคาดจะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าเช่นเดียวกัน

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561

สยามคูโบต้า ส่งเครื่องสางใบอ้อย-ตัดอ้อยครบวงจร ออกสู่ตลาด!!

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน เปิดตัวอุปกรณ์ต่อพ่วงแทรกเตอร์คูโบต้าใหม่ล่าสุดสำหรับงานไร่อ้อย ด้วยเครื่องสางใบอ้อย เพิ่มความสะดวกในการตัดอ้อยสด ลดปัญหาการเผาใบอ้อย และเครื่องตัดอ้อย ครบวงจรเสร็จงานตัดในขั้นตอนเดียว เพื่อชาวไร่อ้อยมืออาชีพ ได้อ้อยสด ส่งตรงสู่โรงงานน้ำตาลในราคาที่สูงขึ้น

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลผลักดันนโยบายบริหารพื้นที่เกษตรกรรมของพืช (Zoning) โดยเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยพบว่าเกษตรจำนวนหนึ่งหันมาทำไร่อ้อย ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยใน 47 จังหวัด มากกว่า 11 ล้านไร่ พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 5 ล้านไร่ ซึ่งการ ตัดอ้อยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนมากถึง 60% และปัญหาที่พบ คือ แรงงานจะใช้วิธีการเผาอ้อยก่อนตัดเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทำให้น้ำตาลในอ้อยลดลง ซึ่งบางพื้นที่ยังขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยอีกด้วย บริษัทฯ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับงานไร่อ้อยโดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานและประหยัดเวลา ซึ่งตอบโจทย์การทำไร่อ้อยในปัจจุบัน

โดยล่าสุด บริษัทฯได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับงานไร่อ้อย ได้แก่ “เครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110 สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าขนาด 24-27 แรงม้า สามารถสางใบอ้อยได้เต็มประสิทธิภาพด้วยชุดโรลเลอร์ จำนวน 4 ชุด ที่มีรอบหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้สามารถตีใบอ้อยได้ละเอียด ได้ลำอ้อยที่สะอาด และดีไซน์ทิศทางการหมุนให้เป็นแบบหมุนขึ้น เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อลำอ้อย พร้อมออกแบบให้มีรัศมีการทำงานกว้างถึง 2.1 เมตร และมีระยะสางใบสูงสุด 2.3 เมตร ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำงานกว้างขึ้นสามารถเข้าไปตัดอ้อยสดได้ง่าย อีกทั้งยังมีชุดป้องกัน เศษใบอ้อยที่จะเข้าไปสะสมในส่วนต่างๆของตัวเครื่อง ช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุด 15 ไร่ต่อวัน และ “เครื่องตัดอ้อย ตราช้าง รุ่น SCR100” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าขนาด 95 แรงม้า โดยการทำงานของเครื่องตัดอ้อยนั้นรวมการทำงานทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียวจากการทำงานพร้อมกัน 4 ระบบ ประกอบด้วย ระบบชุดตัด ยอดอ้อยที่สามารถตัดยอดอ้อยได้ตั้งแต่ 1.5 – 4 เมตร ระบบชุดสางใบอ้อย ถูกออกแบบให้ชุดโรลเลอร์ มีรอบการหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้ตีใบได้ละเอียด ลำอ้อยสะอาด ระบบชุดตัดโคนอ้อย สามารถตัดโคนอ้อยได้สม่ำเสมอชิดกับดิน และระบบชุดถาดรวมกอง ที่สามารถบรรทุกน้ำหนักอ้อยได้สูงสุด 500 กิโลกรัมช่วยเก็บรวมกองอ้อยที่ตัดเสร็จแล้วเพื่อรอคีบขึ้นรถบรรทุกต่อไป นอกจากนี้ยังออกแบบให้เข้าทำงานในแปลงอ้อยที่มีระยะร่องปลูกตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การทำงานตัดอ้อยได้ 40-80 ตันต่อวัน

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา บริษัทฯไม่เคยหยุดวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์การทำไร่อ้อยแบบมืออาชีพครบทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมดิน เพาะปลูก บำรุงรักษา ไปจนถึงขนย้ายอ้อย เพื่อให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของสยามคูโบต้าสำหรับการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและพบเครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป และพบกับเครื่องตัดอ้อยตราช้าง รุ่น SCR100 ได้ในเดือนธันวาคมนี้ ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าใกล้บ้านท่านหรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สยามคูโบต้า โทร. 0 2909 1234

จาก https://siamrath.co.th  วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561

กรมการค้าต่างประเทศมั่นใจตลอดปียอดใช้สิทธิ FTA และ GSPทะลุเป้า

กรมการค้าต่างประเทศเผย 3 ไตรมาสแรกปี 61 ยอดใช้สิทธิ FTA และ GSP แตะ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯมั่นใจตลอดทั้งปีสูงกว่าเป้าทะลุ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2561) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ รวมอยู่ที่ 55,668 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ อยู่ที่74.44 % ขยายตัวจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 17.70 % โดยแบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 52,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมูลค่าการส่งออกภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 3,578 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้จัดทำความตกลง FTA ทั้งสิ้น 12 ฉบับ และมีการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 52,090ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 75.64% ของมูลค่าการส่งออกรวมภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไปยังประเทศคู่ภาคีความตกลง เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 18.19 % โดยตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่  อาเซียน มีมูลค่า 19,949 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จีน มีมูลค่า 13,189ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ออสเตรเลีย มีมูลค่า 7,004ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ญี่ปุ่น มีมูลค่า 5,591.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  และ  อินเดีย มีมูลค่า 3,329.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

และเมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ พบว่าตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด คือ เปรู ซึ่งมีอัตราการขยายตัว64.54%  รองลงมาคือ จีน ขยายตัว 29.55% และอินเดียขยายตัว22.57%  ซึ่งทั้ง 3 ตลาดนอกจากจะมีอัตราการขยายตัวสูงแล้วยังพบว่ามีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงเช่นเดียวกัน สำหรับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ไทย-ชิลี 94.97% , ไทย-ออสเตรเลีย 90.94%, อาเซียน-จีน 90.71%  ไทย-ญี่ปุ่น  87.38%  และ อาเซียน-เกาหลี87.07%  และรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียน น้ำตาลจากอ้อย และน้ำมันปิโตรเลียม

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตามองการส่งออกไปจีนที่มีอัตราการขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2560 อย่างต่อเนื่อง โดยจีนมีการนำเข้าสินค้าสำคัญของไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเหล่านี้มีการขยายตัวขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเช่น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 เมื่อเทียบกับปี 2560 มูลค่าการใช้สิทธิฯ Form E เติบโตถึง 29.55%  รวมถึงสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 90.71%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการที่มาขอยื่นเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน (Form E) กรมฯ จึงมีแนวทางที่จะพัฒนาการให้บริการการออก Form E ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต โดยใช้แนวทางเดียวกับการออกหนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ความตกลงอาเซียน (E-Form D) ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานศุลกากรของจีนได้เริ่มมีการหารือและร่วมมือกันศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้า (Electronic Origin Data Exchange System: EODES) และใช้ระบบ E-Form E ร่วมกันตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา และล่าสุดฝ่ายจีนมีแผนที่จะจัดคณะเจ้าหน้าที่มาประชุมร่วมกับฝ่ายไทยในช่วงต้นปี 2562 เพื่อต้องการเร่งผลักดันการเริ่มดำเนินการเพื่อจัดทำความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ในการใช้ระบบ EODES และระบบ E-Form E แบบทวิภาคีระหว่างไทย-จีนให้เป็นรูปธรรมต่อไป

สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP โดยในปัจจุบันไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP 5 ระบบ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราชนอร์เวย์ และญี่ปุ่น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 (มกราคม-กันยายน) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP เท่ากับ 3,578 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  อัตราการใช้สิทธิ 60.47% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ขยายตัว10.98%  โดยการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐอเมริกายังคงมีสัดส่วนการใช้สิทธิมากที่สุด คือประมาณ90%  ของมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ทั้งหมด ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 3,211 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  มีอัตราการใช้สิทธิ 68.82 % ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 4,667 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 3.66%   สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ระบบ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เครื่องดื่มอื่นๆ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง และรถจักรยานยนต์

โดยในส่วนของประเด็นการตัดสิทธิ GSP สหรัฐฯ ที่ได้มีการประกาศตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยจำนวน 11 รายการ เช่น ดอกกล้วยไม้สด ทุเรียนสด มะละกอตากแห้ง และมะขามตากแห้ง เป็นต้น เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ น้อยมาก เนื่องจากสินค้าทั้ง 11 รายการมีสัดส่วนคิดเป็น 1.89%  ของมูลค่าการส่งออกรวมไปสหรัฐฯ ในปี 2560 และ 1.17 %ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 ประกอบกับที่ผ่านมา สินค้าไทย เช่น เครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และปลาแมคเคอเรลปรุงแต่ง เป็นต้น เคยถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP มาแล้วแต่ยังสามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ส่งออกมีการปรับตัวโดยการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล ทำให้ยังคงรักษาตลาดต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 จะมีแนวโน้มต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนและปัจจัยเสี่ยงในด้านต่างๆ อาทิ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ยังไม่มีความชัดเจนและอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อความเชื่อมั่นทางการค้าและการลงทุน แต่กรมฯ คาดว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย โดยตลอดปี 2561 ได้ตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ไว้ที่ 9 % คิดเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ประมาณ 70,794 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ทั้งนี้ มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็น 78.6 % ของเป้าหมายมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ โดยเมื่อพิจารณาถึงมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากการส่งออกของไทยที่มีการกระจายตัวในตลาดใหม่ๆ และศักยภาพในการขยายตลาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งการปรับปรุงระบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กรมฯ จึงมั่นใจว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

น้ำตาลลิน สานฝันคนไทย The Devine Mother คว้ารางวัลชนะเลิศ งานประกวดเค้กโลก

น้ำตาลลิน สานฝันคนไทย ส่งตัวแทนชื่อผลงาน The Devine Mother คว้ารางวัลชนะเลิศ งานประกวดเค้กโลก 2018 จากจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 2,000 ชิ้น

กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง ผู้ผลิตน้ำตาลลินและน้ำตาลปั้นตกแต่งเค้กเจ้าแรกของประเทศไทย ส่งตัวแทนเค้กดีไซเนอร์ "โอปอ ลิปปกร ปรียาภาบุลกิต" คว้าแชมป์ Best of Gold รางวัลอันทรงเกียรติในงาน Cake International 2018 งานประกวดเค้กระดับโลก ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เอาชนะผู้เข้าแข่งขันจากหลากหลายประเทศ ที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 2,000 ชิ้น โดยปีที่แล้ว ตัวแทนคนไทยคว้าแชมป์ภายใต้คอนเซ็ปต์งานวัด มาแล้ว

รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง 1st Place (Best of gold)

ประเภท Decorative Exhibit (L Class)

ชื่อผลงาน The Devine Mother

คอนเซ็ปท์ พระแม่อุมาเทวี ที่เน้นโชว์เทคนิคการปั้นครบทุกด้าน รวมถึงองค์ประกอบสี เทคนิคการเลือกใช้สีที่เสริมให้องค์พระแม่อุมาเทวีดูโดดเด่น การเพ้นท์สีสิงโตให้สื่ออารณ์ถึงความดุดัน ตัดอารมณ์ด้วยความอ่อนช้อยพลิ้วไหวของอาภรณ์ที่พระแม่อุมาสวมใส่ ทำให้งานชิ้นนี้แตกต่างและโดดเด่นด้วยเทคนิคต่างๆบวกกับความละเอียดประณีต

รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง

ประเภท Decorative Exhibit (L Class)

ชื่อผลงาน The Spirit of Thailand

ผลงานที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำเสนอเชิงสัญลักษณ์ โดย เมล็ดข้าวและการแสดงโขน สื่อถึงชาติ พระพุทธรูป สื่อถึงศาสนา พันธุ์ไม้ในพระนามาภิไธยของราชินี และช้างเผือก สัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่รักของชาวไทยทุกคน

นอกจากนี้น้ำตาลลินยังได้ส่งผู้ชนะเลิศการแข่งขันในงาน Lin Thailand Sweet Creation 2017 เข้าร่วมส่งผลงานประกวดในงานนี้ด้วยเช่นกัน รวมถึงยังมีศิลปินเค้กดีไซเนอร์ชาวไทยอีกหลายคน ที่เดินทางไปโชว์ศักยภาพและคว้ารางวัลมาได้เช่นกัน ได้แก่

รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง (2nd Place)

ประเภท Decorative Exhibit (L Class)

วริษฐ์ จันทวิชานุวงษ์

ชื่อผลงาน : The Truth behind Todsakan's Love

ผลงานที่นำเสนออีกมุมมองความรักของทศกัณฐ์ที่มีต่อนางสีดาโดยที่ไม่รู้เลยว่านางสีดาเป็นลูกแท้ๆของตน และแม้ทศกัณฐ์จะเป็นฝ่ายร้ายในเรื่อง แต่ก็มีส่วนที่ดีมีคุณธรรมด้วยเช่นกัน ในชิ้นงานจะแสดงออกถึงความจริงของนางสีดาอย่างชัดเจนว่าเป็นลูกครึ่งยักษ์และมนุษย์ และนางยังเป็นสาเหตุสำคัญของสงครามระหว่างยักษ์และมนุษย์ รวมถึงภูมิหลังที่ถูกทศกัณฐ์ลอยน้ำไปตอนเกิด และความลับความเป็นอมตะของทศกัณฐ์ที่อยู่หลังชิ้นงาน สื่อผ่านการตกแต่งเค้กให้ต่างชาติได้รับทราบเรื่องราว

รางวัลเหรียญเงิน

ประเภท Celebration Cake 25th Anniversary Show (A Class)

ภูมิ พิพัฒน์พงศ์กุล

รางวัลเหรียญทองแดง

ประเภท Cupcake (J Class)

ภูมิ พิพัฒน์พงศ์กุล

รางวัลเหรียญทองแดง

ประเภท Decorated Cookies For Santa (H Class)

วรรษชล วิเศษนอก

รางวัลเหรียญทองแดง

ประเภท Small Decorative Exhibit (M Class)

วันทนีย์ เอกอุดม

รางวัลเหรียญทองแดง

ประเภท Absolutely Beginner (O Class)

จินตนา ทวีหันต์

สำหรับใครที่ชื่นชอบงานศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะการปั้นน้ำตาล ทางน้ำตาลลินก็ได้นำชิ้นงานจริงกลับมาให้คนไทยชื่นชมกัน ในงาน Lin Thailand Sweet Creation ปี 2019 ซึ่งจัดขึ้นปีหน้า ติดตามข่าวสารรายละเอียดงานได้ที่ www.linthailandsweetcreation.com และwww.facebook.com/linsugarsweetcreation

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“น้ำอ้อยไร่ไม่จน” กับ จุดเปลี่ยนและบทพิสูจน์ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

โอกาสที่ธุรกิจจะอยู่รอดได้ คือต้องปรับตัวตามโลกให้ทันอยู่เสมอ เช่นเดียวกับ ปภัสราภรณ์ เจ้าของ“น้ำอ้อยไร่ไม่จน” ที่เปิดใจพร้อมปรับตัวให้ตอบโจทย์ธุรกิจในปัจจุบันที่เดิมแล้วยังมีความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจจะเติบโตได้หากค่อยเป็นค่อยไป แต่ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้าอยากจะให้ธุรกิจก้าวให้ทัน ก็ต้องเปลี่ยนความคิดเดิมๆ

“ปภัสราภรณ์ เหรียญทอง หรือ คุณปุ๋ม” เล่าว่า ที่บ้านเป็นเกษตรกรกว่า 50 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นพ่อ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนหน้านั้นปลูกอ้อยป้อนโรงงานน้ำตาล แต่สภาพเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ค่อยดี ก็คิดว่าจะทำอย่างไรเมื่ออาชีพเกษตรกรรายได้มันไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เราก็เริ่มที่จะหันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง รวมกลุ่มเกษตรกรไปหาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำหลาย ๆ พันธุ์มาทดลองปลูกในราชบุรี สรุปเป็นอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เพราะมีความหอมและหวานกำลังดี ให้สีสวยนานที่สุด แล้วก็ทดลองขายท้ายรถ ตอนนั้นก็ใสขวดพลาสติกธรรมดา เมื่อทำขายทุกวันก็เริ่มมีลูกค้าติดใจรสชาติและคุณภาพ จนกลายมาเป็น น้ำอ้อย ไร่ไม่จน อย่างทุกวันนี้

จากกลุ่มเกษตรไร่อ้อยที่ไม่คุ้นเคยกับการกู้เงินและไม่อยากเป็นหนี้ มาถึงวันที่ธุรกิจจำเป็นต้องเติบโตตามความต้องการของตลาดและเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้น้ำอ้อยไร่ไม่จนต้องปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่ ตั้งแต่โรงงานการผลิตที่ต้องได้มาตรฐาน ทั้งคุณภาพวัตถุดิบและรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้จึงตัดสินใจจะเปลี่ยน เพราะเมื่อตั้งใจจะเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดแล้วก็ต้องลงมือ เริ่มจากดึง cash flow (กระแสเงินสด) มาเพื่อพัฒนาไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งมันไม่พอ ต้องการให้ธุรกิจเติบโตมากกว่านี้ จึงเข้าไปปรึกษา และยื่นขอสินเชื่อ จากโครงการของรัฐบาลที่ร่วมกับทาง SME Development Bank เป็นโครงการที่จะพัฒนาตัวกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับตัวบรรจุภัณฑ์

“คือมันถึงจุดที่เราต้องเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดของตัวเราเอง ตอนนั้นเราก็ตัดสินใจกันว่าเราจะเปลี่ยน เราดึง cash flow (กระแสเงินสด) มาเพื่อพัฒนาไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งมันไม่พอแล้ว ถ้าเราอยากจะก้าวกระโดด ปุ๋มคิดว่าสุดท้ายเราก็ต้องกู้ เลยตัดสินใจวิ่งเข้าหาโครงการของรัฐบาลที่ร่วมกับทาง SME Development Bank เป็นโครงการที่จะพัฒนาตัวกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับตัวบรรจุภัณฑ์ของเรา ตอนนั้นได้วงเงินกู้มาประมาณหนึ่งทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ จากที่เดินแบบอึดอัดมันก็โล่งขึ้นหลังจากที่แบงก์เข้ามา ก็ช่วยดูจุดบอด จุดด้อยของเราที่จะต้องพัฒนา สมควรพัฒนาไหม พัฒนาไปแล้วมีโอกาสคืนทุนหรือมีความเป็นไปได้ของโครงการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเมินแล้วมันมีความเป็นไปได้ เราก็เลยได้ทำธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้”

ความสำเร็จของไร่ไม่จน อาจเรียกได้ว่าเป็น น้ำอ้อยพาสเจอไรซ์ เจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากเดินหน้าเข้าหาหน่วยงานภาครัฐต่อยอดธุรกิจไปได้ไกลกว่าเดิม ด้วยการนำเทคโนโลยีพาสเจอไรซ์มาช่วยยืดอายุน้ำอ้อย จากปกติอยู่ได้แค่ 3 วัน ทำให้สามารถเก็บได้นานขึ้นถึง 20 วัน

“เราเน้นกระบวรการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล แล้วก็เน้นความเป็นธรรมชาติ 100% เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องการจะเสิร์ฟให้กับลูกค้า เราจะไม่มีการแต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใส่วัตถุกันเสียใด ๆ เลย จากนั้นก็เริ่มกระจายตลาดได้ไกลขึ้น แต่ถามว่าทำไมถึงเลือกแค่เลเวลพาสเชอไรท์ เพราะว่าปุ๋มต้องการที่จะเสิร์ฟลูกค้ากับความที่เป็นธรรมชาติ 100% คือทำยังไงให้ผูบริโภคได้ทานน้ำอ้อยที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด มีโภชนาการใกล้เคียงกับของสดมากที่สุด ซึ่งเลเวลของการพาสเชอไรท์เป็นเลเวลที่ตอบโจทย์ตรงนี้”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ เป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อ ดังนั้นการออกแบบแพ็กเกจที่โดนใจลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญซึ่งผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม ตัวอย่างของไร่ไม่จน “กล้าเปลี่ยน” จากน้ำอ้อยสดธรรมดาใส่ถุงพาสเจอไรซ์เหมือนนมโรงเรียน กลายเป็นแพ็กเกจจิ้งระดับอินเตอร์ รูปลักษณ์ รูปทรง สีสันทันสมัย สะท้อนตัวตนชัดเจนของแบรนด์ “น้ำอ้อย ไร่ไม่จน” เรียกว่าให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนได้ดื่มน้ำอ้อยสด ใหม่ 100% จากข้ออ้อยที่เพิ่งตัดจริง ๆ แถมยังได้รางวัลนวัตกรรมด้านการออกแบบจากหลายเวทีชั้นนำระดับโลก อาทิ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น

“นอกจากคุณภาพ เรายังมองในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องแตกต่างแล้วก็น่าหยิบ สะดุดตากลุ่มผู้บริโภค เราจึงพัฒนาแพ็กเกจจิ้งตัวใหม่ขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า และสร้างภาพจำของไร่ไม่จน ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ช่วยดึงความเป็น DNA ของกลุ่มไร่ไม่จนขึ้นมา”

สำหรับ “ไร่ไม่จน” คือ “ไร่ที่เกษตรกรไม่มีความยากจนเลย” เป็นความหมายที่ดีต่อใจเกษตรกร เพราะไม่อยากให้มีความยากจนเกิดขึ้น เกษตรกรเมื่อลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้แล้วต้องไม่มีความยากจน กับอีกแง่หนึ่งในสิ่งที่อยากจะส่งมอบให้กับผู้บริโภคว่า ลูกค้า และผู้ที่บริโภค ควรจะรวยไปกับเราด้วย รวยในที่นี้คือรวยสุขภาพ ทั้งนี้ต้องการเสิร์ฟความเป็น 100% จากเกษตรกรถึงมือผู้บริโภค ไม่ใส่สารเคมีใดๆ เจือปน จึงเกิดเป็นพันธกิจว่าเป็นไร่ที่เกษตรกรไม่มีความยากจนกับคนดื่มต้องรวยสุขภาพไปด้วย

“เมื่อก่อนเราสามารถเพิ่มมูลค่าจากน้ำอ้อยธรรมดา โดยเอาเทคโนโลยีพาสเจอไรซ์เข้ามาใส่ได้ถึง 4 เท่า แต่พอปัจจุบันเราต้องการที่จะตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เลยนำเรื่องของการดีไซน์ การออกแบบแพ็กแกจจิ้งเข้ามาช่วย ทำให้เราสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมขึ้นมาได้อีกถึง 8 เท่า”

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรีปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 แล้วรับซื้อด้วยการประกันราคาเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจ และยังช่วยให้วางแผนการปลูกได้ชัดเจน มีวัตถุดิบเข้าโรงงานตลอดทั้งปี ส่วนเงินทุนที่ได้จาก SME Bank นอกจากนำมาปรับปรุงเครื่องจักรการผลิตที่ใช้บรรจุชวดพาสเจอไรซ์ ยังทำให้ขยายช่องทางตลาดได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายแต่กลุ่มลูกค้าแฟรนไชส์ ปัจจุบันทยอยนำสินค้าวางขายในโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ อาทิ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต, บิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์, จิฟฟี่, โกลเด้นเพลส และฟู้ดแลนด์ ซึ่งได้ผลตอบรับค่อนข้างจะดีมาก และยังมีการส่งออกไปออสเตรเลียด้วย

สำหรับอนาคตกำลังขยายช่องทางไปร้านสะดวกซื้อและห้างชั้นนำอื่น ๆ หากไปได้สวยก็ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 3ปี ข้างหน้า อะไรที่ทำให้ขายได้มันต้องไปคู่กันทั้ง 2 อย่างคือ “แพ็กเกจ เป็นตัวทำให้ลูกค้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา แต่ตัวผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ มันช่วยทำให้ลูกค้ามาซื้อซ้ำ”

จาก https://mgronline.com   วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

‘อุตตม’ย้ำรัฐ-เอกชนต้องรวมพลัง ผลักดันศก.ไทยให้ยืนหยัดบนเวทีโลก

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในโอกาสเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต” จัดโดยบริษัทมติชน ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยน โดยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แสดงถึงความพร้อมและโอกาสที่ต่างชาติมองเห็นช่องทางการค้าการลงทุนกับไทย ขณะที่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกคนต่างมองไปข้างหน้าว่าประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไรให้ก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงโลก

ทั้งนี้ เห็นได้ว่าไทยมีจุดเด่นเรื่องที่ตั้งทรัพยากร และกำลังคนเป็นข้อได้เปรียบเราจึงต้องใช้โอกาสที่มียึดโยงการค้า การลงทุน สร้างหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆในภูมิภาค ทำให้เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ด้วยคนรุ่นใหม่ได้ ถือเป็นโอกาสที่ไทยจะก้าวไปข้างหน้า อย่าหยุดนิ่ง เพราะหากเราเปลี่ยนได้เราก็ไปต่อได้ ถ้าเราย่ำอยู่ที่เดิม คนอื่นก็จะแซง

“การ Transfrom ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการรวมพลังกันระหว่างภาครัฐ เอกชน การศึกษา และประชาสังคมทุกภาคส่วน เชื่อว่าเราจะนำพาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ดีขึ้นได้ โดยต้องอาศัยการเงินและการเมืองเป็นตัวช่วยร่วมกันคิดและทำอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความหวังจะมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มั่งคั่ง กระจายรายได้ทั่วถึงครอบคลุมทั้งประเทศ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยและยืนหยัดอยู่ในเวทีโลกได้”นายอุตตมกล่าว

นอกจากนี้ ไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องก้าวไปข้างหน้า สังคมไทยต้องตื่นรู้ เปลี่ยนจากโครงสร้างเดิมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสร้างความเข้มแข็งในประเทศ โดยดูว่าเราจะผลิตสินค้าอะไร ไทยต้องไม่รับจ้างผลิตสินค้าเท่านั้น แต่ต้องสามารถผลิตสินค้าของไทยเองเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ โดยใช้จุดเด่นภาคเกษตรของไทยต่อยอดใช้เทคโนโลยีผสมผสานอย่างลงตัว ยกระดับตลาด การผลิต และการเพิ่มมูลค่า

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า การ Transform ประเทศไทยนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัว ต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงต้องลงทุนวิจัยและพัฒนา(อาร์แอนด์ดี) โดยเอกชนไม่ต้องทำเอง โดยร่วมกับสถาบันภายนอก ซึ่งเอสซีจีเองเข้าไปทำส่วนนี้ร่วมมือกับหลายสถาบันพบว่าสำเร็จด้วยดี ขณะที่องค์กรระดับเอสเอ็มอีควรร่วมมือกับมหาวิทยาลัย อีกส่วนที่เอกชนควรรีบดำเนินการคือการลงทุนด้านดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ต้องนำมาปรับใช้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วต้องปรับตัวให้ทัน

“ช่วงที่สถานการณ์การเมืองของไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน อยากให้ช่วยกันประคองสถานการณ์ เชื่อว่าเราจะผ่านไปได้ด้วยการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ที่นักลงทุนสนใจ แต่การจะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงอยู่ที่การเมืองสงบ เพราะไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากอยู่ในดินแดนไม่สงบสุข” นายกานต์กล่าว

จาก https://www.naewna.com วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"อุตตม" รับบทมือประสานสิบทิศเร่งช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อย

"รมว.อุตสาหกรรม" หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บุกเมืองปากน้ำโพ จับเข่าคุยชาวไร่อ้อยภาคกลาง พร้อมรับบทมือประสานสิบทิศแก้ปมเดือดร้อน ทั้งความสูงรถทุกอ้อย-รถลากอ้อย

ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 สมาคมชาวไร่อ้อย เขต 11 นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมี นายทองคำ เชิงกลัด นายกสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 พร้อมด้วย สมาชิกชาวไร่อ้อยเขต 11 นับพันคนให้การต้อนรับ ณ หอประชุมสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 จังหวัดนครสวรรค์ ทั้งนี้สมาคมชาวไร่อ้อย เขต 11 มีสมาชิก 23,000 รายทั้งใน จ.นครสวรรค์ และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง โดยจะมีการจัดประชุมสมาคมปีละครั้ง เพื่อเปิดให้เหล่าสมาชิกได้มาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อน เพื่อสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลรับทราบและหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยต่อไป

นายอุตตม เปิดเผยว่า ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีที่มีสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 เป็นเจ้าภาพและมีสมาคมอื่นมาร่วมอีกหลายสมาคม ได้มีโอกาสพบปะหารือกับส่วนที่พวกเราเรียกว่า “หุ้นส่วน” ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล คือ 1.ชาวไร่อ้อยที่ถือเป็นหุ้นส่วนแรกที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นผู้ผลิตปลูกอ้อย 2.กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ผู้นำอ้อยไปผลิตเป็นน้ำตาลซึ่งยังมีศักยภาพที่จะทำอย่างอื่นได้อีกมาก และ 3. ภาครัฐ โดยที่ผ่านมารัฐบาล , คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มาร่วมกันดูแลอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ทั้งหมดคือกลไกแบบประชารัฐ

รมว.อุตสาหกรรม ได้ให้สัญญาประชาคมต่อหน้าสมาชิกชาวไร่อ้อยว่า จะรับข้อร้องเรียนและเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยไปหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ไม่ใช่ตนเพียงเดียวที่จะใช้อำนาจ แต่รับรองว่าจะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องรถบรรทุกอ้อยที่ชาวไร่เรียกร้องให้ขนได้สูง 4 เมตร และขอให้ชาวไร่สามารถใช้รถลากอ้อยในพื้นที่ได้ เป็นต้น

นอกจากการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตในไร่อ้อยของเกษตรกรแล้ว รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 โดยมีเทคโนโลยีชีวภาพเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน ขณะที่ผลผลิตการปลูกอ้อยในช่วงปี 2561-2570 คาดว่าจะมีประมาณ 180 ล้านตัน โดยเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาล ประมาณ 120 ล้านตัน และ 60 ล้านตันเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือ Bio

จากนั้น ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (กลุ่ม KTIS) โดยมี นางดารัตน์ ศิริวิริยะกุล วิภาตะกลัศ กรรมการและรองประธานกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ โดยบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทผลิตและจัดจำหน่าย เยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อย และบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเยื่อชานอ้อยทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้กลุ่มบริษัท KTIS ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายรายใหญ่ของประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์ฯดังกล่าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำชานอ้อย ที่เหลือจากการผลิตน้ำตาลทรายจากบริษัทในเครือ KTIS ซึ่งถือเป็นโครงการ Bio Complex เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพที่สำคัญ เพราะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นประโยชน์ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตเอทานอล จากการหีบอ้อยจำนวน 2.4 ล้านตันต่อปี ด้วยการนำน้ำอ้อยที่เหลือมาทำให้เข้มข้น โดยจะมีโรงงานเอทานอลกำลังผลิต 6 แสนลิตรต่อวัน เพื่อสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆได้ ในส่วนของชานอ้อยที่เหลือจากการหีบอ้อยนั้น ยังสามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำและไฟฟ้าสำหรับใช้ในโครงการและขายในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงได้อีกด้วย

จาก www.banmuang.co.th    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

อีสานแล้งรุนแรงในรอบหลายสิบปี

ขอนแก่น 12 พ.ย. - ปีนี้ อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะนาข้าวราวร้อยละ 80 ของพื้นที่ ชาวนาจำใจต้องปล่อยให้วัวควายเข้าไปกิน และไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นแทน

ด้วยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ดอน ทำให้ชาวบ้านวังหว้า อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น ปลูกข้าวไร่เสริมนาข้าวในที่ลุ่มมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ชาวบ้านที่นี่เคยอุ่นใจว่าปีใดฝนแล้ง นาที่ลุ่มไม่ได้ผล ยังมีข้าวไร่ที่ทนแล้งพอฝากความหวังได้ แต่ปีนี้ข้าวไร่เกือบ 1,000 ไร่ ของพวกเขา ยืนต้นตายทั้งหมด

ลุงทองม้วน ไร่เขือ วัย 54 ปี เจ้าของข้าวไร่ราว 20 ไร่แปลงนี้ บอกว่า ปลูกข้าวไร่มาหลายสิบปี ตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมาไม่มีฝนตกลงมาเลย ทำให้ข้าวไร่ของตนเสียหายแบบ 100% เป็นครั้งแรก เงินลงทุน 20,000 บาท จึงหายวับไปกับตา

เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอบ้านแฮดลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อพิจารณาจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,113 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ รายใดที่ทำประกันภัยแล้งไว้กับ ธ.ก.ส.จะได้เพิ่มอีกไร่ละ 1,200 บาท นอกจากนี้ยังแนะนำเกษตรกรให้รีบไถกลบเพื่อปลูกพืชชนิดใหม่บรรเทาผลกระทบ ในขณะที่ผืนนายังพอมีความชื้นหลงเหลืออยู่

เมื่อข้าวไร่ พืชทนแล้งยังแห้งตายไม่เหลือ นาในที่ลุ่มจึงอยู่ในสภาพเดียวกัน เกษตรกรจึงต่างปล่อยฝูงวัวควายเข้าไปกินเป็นอาหาร บางส่วนเร่งไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อปลูกพืชชนิดอื่น ส่วนเกษตรกรที่พอมีข้าวให้เก็บเกี่ยวบ้าง ก็อาศัยการสูบน้ำจากบ่อที่พอมีหลงเหลืออยู่

นอกจากข้าวแล้ว พืชเศรษฐกิจอื่นทั้งอ้อย และมันสำปะหลัง ก็ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้งในครั้งนี้ ทำให้ไม่โตเต็มที่ ได้ผลผลิตน้อยลงอย่างชัดเจน

อ.บ้านแฮด มีนาข้าวเสียหายกว่า 9,000 ไร่ เป็น 1 ใน 5 อำเภอกลุ่มแรกใน จ.ขอนแก่น ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง ร่วมกับ อ.พล หนองสองห้อง แวงน้อย และเปือยน้อย โดยในเร็วๆ นี้จะมีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งเพิ่มเป็น 12 อำเภอ

จาก https://tna.mcot.net   วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

“อุตตม” ย้ำหากไม่อยากให้ประเทศถอยหลังต้องปรับตัว พึ่งเทคโนโลยี พัฒนากำลังคน และขับเคลื่อนอีอีซีเชื่อมโยงภูมิภาค

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาเรื่อง Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์มติชนว่า การเลือกตั้งที่มีขึ้นทุกคนคงต่างมองไปข้างหน้าว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ซึ่งการที่ประเทศไทยจะ Transform ได้ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทุกช่วงอายุ เพื่ออนาคตของประเทศ เชื่อว่าทุกคนอยากเห็นประเทศปรับเปลี่ยน ตอนนี้กระบวนการปรับเปลี่ยนเริ่มแล้ว อย่างการเดินหน้า 5G ก็เริ่มแล้ว อย่างสถานการณ์เศรษฐกิจมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งขัน ค้าขายกับประเทศอื่นได้ เพราะฉะนั้น Transform เพื่อยกระดับ ถ้าเราเปลี่ยนได้เราก็ต่อไปได้ ถ้าเราย่ำที่เดิมคนอื่นจะแซง และจะถอยหลัง ซึ่งตอนนี้ไทยมีความพร้อมพร้อมทั้งเศรษฐกิจเพื่อเดินหน้าไปข้างหน้า มีการกระจายความมั่งคั่งเศรษฐกิจ และมีการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายอุตตมกล่าวว่า ตอนนี้ไทยมีความโดดเด่นในเวทีโลก เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ผมมีโอกาสขึ้นเวทีประชุมอาเซียนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศสิงคโปร์ ได้ฉายภาพการ Transform ของไทย และได้คุยกับทูตหลายประเทศได้ หารือถึงแนวทางการเดินหน้าของไทย อย่างสหภาพยุโรป (อียู)ก็จับตาไทยอยู่ ซึ่งการTransform จะเป็นโอกาสของไทย ซึ่งไทยต้องดูว่าจะสร้างหุ้นส่วนกับประเทศภูมิภาคต่างๆ อย่างไร ซึ่งในการทำธุรกิจนั้น คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาคุยกันและสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้ ซึ่งไทยมีโอกาสแล้ว ต้องก้าวไปไม่ควรนิ่งหรือถอยหลัง

ทั้งนี้ไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องก้าวไปข้างหน้า มีสังคมไทยที่ตื่นรู้ คนไทยต้องชัดเจน จะเตรียมคน การศึกษาอย่างไรให้พร้อมกับศตวรรรษที่ 21 ขณะที่เศรษฐกิจต้องมีโครงสร้างในการขับเคลื่อน อย่างภาพใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นคือเทคโนโลยี การเปลี่ยนขั้วของการเมืองโลก ซึ่งไทยควรมีการเศรษฐกิจที่เสริมแกร่ง จากโครงสร้างเดิมที่ใช้การส่งออกเป็นหัวใจหลัก จากนี้เราต้องสร้างความเข้มแข็งในประเทศ ควรดูว่าเราจะผลิตสินค้าอะไร และเมื่อเศรษฐกิจเราดีเราจะเดินหน้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ให้คนไทยเข้าถึงโอกาสได้จริงๆ ซึ่งเศรษฐกิจไทยจะต้องไม่รับจ้างผลิตของ แต่เป็นเศรษฐกิจที่สามารถผลิตสินค้าของเราเอง ตอบโจทย์ได้ อย่างไรก็ตามอย่าคิดว่าจะออกไปจากเกษตรเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมและบริการ กลับกันควรใช้จุดเด่นภาคเกษตรของไทยเข้าไปต่อยอด ใช้เทคโนโลยีผสมผสานอย่างลงตัว จะทำให้ภาคเกษตรไทยยกระดับ แก้ปัญหาความยากจน ยกระดับขีดความสามารถและไม่ยอมแพ้ธรรมชาติ โดยวันนี้มีแนวทาง มีเทคโนโลยี ลดทอนผลกระทบจากธรรมชาตินั้น นอกจากนี้ต้องยกระดับตลาด การผลิต การเพิ่มมูลค่า และถอยมาต้นทางว่าจะปลูกจะเพาะอย่างไร

อีกตัวอย่างที่รัฐบาลกำลังสนับสนุนให้เห็นภาพชัดเจนคือ การสนับสนุนอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ โดยนำเกษตรต้นทางไปสู่สินค้าคุณภาพสูง เพราะไทยมีวัตถุดิบพร้อม หลายประเทศแสดงความสนใจเข้ามาลงทุน เพราะไทยมีความพร้อมเรื่องพื้นที่ คน วัตถุดิบทางการเกษตร ดังนั้นไทยต้องเตรียมพร้อม อีกภาคที่สำคัญคือการผลิต เราจะใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยอย่างไร เรามีวิทยากรที่พร้อมจะช่วยเหลือหากไทยมีเป้าหมาย แผนชัดเจน อย่างไรก็ตามหากไทยไม่เน้นเทคโนโลยีทั้งยกระดับของเก่า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไทยจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนกำลังลง

นอกจากนี้ในด้านกำลังคน มี 2 เรื่องสำคัญคือ เราต้องเติมเต็มศักยภาพของคนไทย และเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่เศรษฐกิจ 4.0 โดยกลุ่มที่ไทยต้องสนับสนันคือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ Startup ซึ่งกลุ่มนี้อาจไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ แต่อาจหมายถึงกลุ่มคนที่มีประสบการณ์แล้วออกจากงานมาทำอะไรใหม่ สำหรับผม Startup ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ผมหมายถึงการเริ่มสิ่งใหม่ๆ ในทุกด้านและทุกกลุ่มอายุ อาจมีการนำ 5G มาใช้ประโยชน์สูงสุด อีกกลุ่มคือผู้ประกอบการรายย่อยทุกคน (เอสเอสเอ็มอี และเอสเอ็มอี) ทั่วประเทศ 5 ล้านราย แต่มีตัวตนลงทะเบียนเพียง 6 แสนราย คำถามคือเอสเอ็มอีไทยพร้อมหรือไม่ เรื่องนี้รัฐบาลต้องสนับสนุน อย่างปัจจุบันกระทรวงการคลังมีการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ทำบัญชีเดียว เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อ

ทางกระทรวงอุตสาหกรรม มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ไอทีซี) มีเทคโนโลยีให้เอสเอ็มอีได้ทดลองใช้งานฟรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดการผลิต อีกกลุ่มคือผู้ประกอบการที่ล้มและต้องการก้าวต่อไป ดังนั้นเทคโนโลยีและคนจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะเดียวกันการลงทุนก็มีส่วนในการช่วยผลักดันไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟขนทั้งคนและสินค้าต่างๆ ถนนเส้นต่างๆ ซึ่งไทยมีการลงทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ที่ไม่เจาะจงแค่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก และมุ่งลงทุนในทุกภาค ทั้งการศึกษา สาธารณสุข ไม่ได้มุ่งแต่อุตสาหกรรม ซึ่งผมเพิ่งเดินทางไปจังหวัดนครสวรรค์ มีวัตถุดิบสำคัญทั้งอ้อยและน้ำตาล อีสานขอนแก่นก็มีวัตถุดิบ

“เพราะฉะนั้นตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ไทยควรเดินหน้า เพราะปีหน้าไทยจะเป็นประธานการประชุมอาเซียน นโยบายต้องยึดโยงกับประเทศต่างๆในภูมิภาค สุดท้ายประเทศไทยต้องเชื่อมโยงกันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เป็นการ Transform ครั้งสำคัญ” นายอุตตมกล่าว

จาก https://www.matichon.co.th  วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

“อุตตม” ตั้งเป้า2ปีดันไบโอฮับ

รมว.อุตสาหกรรมหารือชาวไร่อ้อยนครสวรรค์ ตั้งเป้า 2 ปีดันไบโอชีวภาพให้เกิด สร้างนครสวรรค์เป็นไบโอฮับ

นายอุตตม  สาวนายน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ของสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมนี้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทคโนโลยีซึ่งใช้เทคโนโลยีนี้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เช่น ไบโอพลาสติก  ไบโอเคมี เครื่องสำอางเคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์  โดยมีหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ 1. ชาวไร่อ้อย 2.โรงงาน 3. กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งเป้าหมายภายใน 2 ปี จะนำเทคโนโลยีชีวภาพให้เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวไร่อ้อยและให้สัญญาประชาคมว่าจะนำเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการบรรทุกอ้อยและการรถไถลากอ้อยในพื้นที่ไปหาทางแก้ปัญหา และยืนยันว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม

นายอุตตม กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนลชูการ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (กลุ่ม KTIS) ซึ่งกำลังดำเนินการโครงการไบโอคอมเพล็กซ์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพที่สำคัญเพราะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศรวมทั้งมีโครงการผลิตเอทานอลกำลังผลิต 6 แสนลิตรต่อวัน เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่น

สำหรับโครงการไบโอ คอมพเล็กซ์ได้เริ่มขึ้นแล้วหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และการพัฒนาจะไม่จำกัดเฉพาะที่ จ.นครสวรรค์ แต่จะขยายไปพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยทั้งนครสวรรค์และขอนแก่นเป็นฐานสำคัญของการผลิตอ้อยและน้ำตาลของไทย ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวจะสร้างฐานความเจริญใหม่ในพื้นที่

จาก www.bangkokbiznews.com  วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

พลังงานทดแทนดันค่าเอฟทีปี 62 พุ่ง

กกพ.ประเมินรับซื้อไฟพลังงานทดแทนกระทบต้นทุยนค่าเอฟทีปี62 พุ่งแตะ 27.34 สตางค์ต่อหน่วยมูลค่ารวม 47.996 ล้าน โครงการขยะนำร่อง 77.9 เมกะวัตต์ เดินหน้าตามแผน

นางสาวนฤภัทร  อมรโฆษิต เลขาธการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้ประเมินนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในอดีต  ทั้งในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) และการให้สนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (ฟิดอินทารีฟ)หรือ Fit จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(ค่าเอฟที) ในปี 2562 อยู่ที่ 27.34 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 47.996 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีผลกระทบต่อค่าเอฟทีอยู่ที่ 25.17 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 43.279 ล้านบาท

“ผลกระทบต่อค่าเอฟทีเพิ่มขึ้นเนื่องจากในปี 2562 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน ตามนโยบายของภาครัฐในอดีตที่มีกำหนดต้องเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) หลายโครงการ เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ราชการ/สหกรณ์ระยะที่ 2”

ทั้งนี้ ต้นทุนการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนแยกตามประเภทเชื้อเพลิงที่ส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีในงวดสุดท้ายของปี 2562 (ก.ย.-ธ.ค.) พบว่าพลังงานแสงอาทิตย์มีมูลค่าสูงสุด อยู่ที่ 7,759 ล้านบาท,ชีวมวล 3,173 ล้านบาท,ขยะ 1,986 ล้านบาท และลม 2,803 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าโครงการกำจัดขยะมวลฝอยเพื่อผลิตไฟฟ้าขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 8 พื้นที่ 12 โครงการ กำลังผลิต 77.9 เมกะวัตต์ ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดพื้นที่ไว้ และ กกพ.กำหนด COD  ในปี 2564 ขณะนี้มีผู้ประกอบการบางรายได้ยื่นข้อเสนอโครงการเข้ามาที่ กกพ.แล้ว คาดว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากรัฐได้พิจารณาขยากกำหนด COD ออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2562

แหล่งข่าวจาก กกพ.กล่าวว่า หลังปี 2564 เป็นต้นไป ผลกระทบการรับซื้อพลังงานทดแทนต่อต้นทุนค่าเอฟทีจะเริ่มนิ่ง เนื่องจากโครงการที่เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนต่างๆ ในอดีตได้กำหนดให้ COD สิ้นสุดไว้ที่ปี 2564 รวมถึงหากรัฐไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ขณะเดียวกันหากเปิดรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบการแข่งขันด้านราคา(บิดดิ้ง) ก็อาจช่วยให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยในอนาคตถูกลง

จาก  www.bangkokbiznews.com วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

ค่าเงินบาทวันนี้อ่อนค่า เหตุดัชนีค.เชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐสูงกว่าตลาดคาด-กังวลศก.จีนชะลอตัว หนุนค่าเงินบาทอ่อนค่าตามค่าเงินหยวน

ค่าเงินบาทวันนี้อ่อนค่าในกรอบการเคลื่อนไหวที่ 33.00-33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เหตุดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ชี้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าหลังตลาดกังวลเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว หนุนค่าเงินภูมิภาคอ่อนค่าตาม เผยติดตามตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของจีนเดือนต.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานค่าเงินบาท วันที่ 12 พ.ย. 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 33.07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปิดเมื่อวันศุกร์ (9 พ.ย.) ที่ 33.01 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ล่าสุดค่าเงินบาทซื้อขายอยู่ที่ระดับ 32.91-33.21 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้านนักวิเคราะห์ค่าเงินบาทธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทวันนี้ มีทิศทางอ่อนค่าตามค่าเงินในภูมิภาค โดยมาจากปัจจัยหลักคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้น หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด และตอนนี้เริ่มมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นการอ่อนค่าตามค่าเงินหยวน เนื่องจากตลาดเริ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว โดยวันนี้ให้กรอบการเคลื่อนไหวที่แนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แนวต้านให้ไว้ที่ 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อคือตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของจีนเดือนตุลาคม และคำแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป

จาก https://www.prachachat.net  วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561

'อุตตม' ลงพื้นที่ไร่อ้อยนครสวรรค์ ยัน! เร่งพัฒนาเศรษฐกิจ Bio ให้ยั่งยืน

'อุตตม' ลงพื้นที่เยี่ยมชาวไร่อ้อยนครสวรรค์ เร่งแก้ปัญหาด่วน 2 ข้อ รถบรรทุกอ้อย-รถลาก พร้อมยันค้านร่าง พ.ร.บ.อ้อย-น้ำตาล ยันเร่งพัฒนาเศรษฐกิจเทคโนโลยีชีวภาพให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2561 ที่หอประชุมสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 จ.นครสวรรค์ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เวลา 09.30 น. นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางมาเป็นประธาน เปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ของสมาชิกชาวไร่อ้อย เขต 11 นครสวรรค์ โดยมี นายทองคำ เชิงกลัด นายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 11 นครสวรรค์ และคณะ ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายอุตตม ในฐานะประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมชาวไร่อ้อย ได้กล่าวเปิดใจกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่มาร่วมการประชุม ว่า เป็นโอกาสของกลุ่มพี่น้องเกษตรกรที่จะร่วมกันเป็นหุ้นส่วนขับเคลื่อนการปลูกอ้อย ที่นอกจากจะนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลแล้ว ยังสร้างผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio) ทั้งการนำส่วนของอ้อยมาสร้างเป็นบรรจุภัณฑ์รูปแบบไบโอพลาสติกและไบโอเคมี อย่าง เครื่องสำอาง, เคมีภัณฑ์, เวชภัณฑ์ ซึ่งหุ้นส่วนขณะนี้ คือ 1.กลุ่มเกษตรกร 2.กลุ่มโรงงาน 3.รัฐบาล โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ดังนั้น ภายใน 2 ปี จึงมีความเป็นได้ที่จะปรับผลผลิตพืชผลทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยีชีวภาพให้เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องเต็มรูปแบบ และเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

"จะดูแลกันอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นเศรษฐกิจเพื่อชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้มั่งคั่ง สร้างสรรค์ และยั่งยืนในเวทีโลก ก็ขอให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าจะทำให้เป็นจุดแข็งของประเทศ เราเป็นหุ้นส่วน จะแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ให้อย่างเท่าเทียม ซึ่งวันนี้จะช่วยกันคิดว่าจะปรับโครงสร้างอย่างไรที่จะแชร์ผลประโยชน์อย่างแฟร์ ๆ อย่าไปคิดว่าของเดิมดีอยู่แล้ว เอาของใหม่มาทำไม ขอยืนยันว่า เราจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ-อุตสาหกรรมการเกษตร สร้างความมั่งคั่งให้เกษตรกร โดยไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน ซึ่งผลผลิตทางเกษตรที่ส่งออกอันดับ 1 ก็คือ มันสำปะหลัง, อันดับ 2 อ้อย น้ำตาล ดังนั้น อย่าไปกังวลกลัวว่าจะทำไม่ได้ ต้องเชื่อว่าทำได้ แต่เราต้องร่วมกันเสนอ"

นายอุตตม กล่าวอีกว่า ขณะที่โจทย์ใหญ่วันนี้ที่ได้มาหารือ คือ การยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สินค้าที่สร้างมูลค่าสูง ๆ ขณะเดียวกันก็ยกระดับระบบบริหารจัดการให้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งด้วยหลักการแรก คือ มีความยั่งยืน เราจะก้าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Economy) ที่เราจะทำอย่างครบวงจร มองตลาด มองสินค้า และมองกระบวน การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกลับมาถึงต้นทาง คือ การพัฒนาเรื่องการเกษตร การปลูกอ้อย การดูแลพันธุ์อ้อย ให้มั่นใจว่า ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนั้นสามารถแบ่งกันได้ลงตัว เป็นธรรมกับทุกส่วน และส่วนของรายได้ ผลประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้นนั้น มีความยั่งยืน ไม่ใช่เกิดแล้วล้นตลาด ซึ่งวันนี้โครงการ Bio Economy ก็เริ่มขึ้นแล้ว

โดยช่วงก่อนหน้านี้ ได้นำเสนอสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วว่า มีแผนที่จะดำเนินการเรื่องนี้ และจะไม่จำกัดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น อย่างในพื้นที่ภาคตะวันออกก็มีอยู่แล้ว เพราะมีฐานจาก ปตท. แต่มีข้อเสนอของภาคเอกชนร่วมกันว่า ยังมีพื้นที่อื่น ระยะแรกที่ จ.ขอนแก่น และ จ.นครสวรรค์ เป็นฐานสำคัญของการผลิตอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทย วันนี้จึงหารือกัน พร้อมตั้งโจทย์ว่า การเอาเรื่องเข้าสู่ ครม. นั้น เป็นเฟสแรก ส่วนเฟสต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้ จ.นครสวรรค์ และพื้นที่อื่น ๆ เข้าสู่เป้าหมายที่เราร่วมกันวางว่าจะเป็น Bio Hub Bio Economy ซึ่งคำว่า "Hub" เกิดจากอุตสาหกรรม ไม่ใช่ว่าแค่เอาเทคโนโลยีมาผลิต แต่หมายถึงศูนย์กลางของการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่จะก้าวพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ

นอกจากนั้น ภายหลังที่ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเปิดใจถึงแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรแล้ว กลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งใน จ.นครสวรรค์ และตัวแทน จ.กาญจนบุรี ก็ได้กล่าวถึงปัญหาที่ยังรอให้รัฐบาลและ รมว.อุตสาหกรรม พิจารณาแก้ไข ด้วยว่า มีปัญหา 2 ข้อ คือ 1.เรื่องบรรทุกขนอ้อย ที่จำกัดความสูง ก็ขอให้ขนได้สูง 4 เมตร โดยจะพิจารณาลดความสูงครั้งละ 10 เซนติเมตร ก็ขอให้ชะลอไปก่อน 2.เรื่องรถเทรลเลอร์ หรือ รถลาก ที่ชาวบ้านกษตรกรต้องใช้ลากอ้อยจากพื้นที่ ขอให้ยังใช้ได้ต่อไป เพราะชาวบ้านมีฐานะยากจน การขนส่งรูปแบบอื่นจะลำบาก และที่สำคัญอีกเรื่อง คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

โดยนายอุตตม กล่าวยืนยันว่า ความเป็นไปได้ในการดูแลเกษตรกรนั้น ดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องพูดถึงความเป็นไปได้ ดูแลทุกนาที เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายจะขับเคลื่อนไปพร้อมกับการสร้างอุตสาหกรรมชีวภาพหรือไม่ และจะให้คำมั่นได้หรือไม่ ว่า จะไม่ออกกฎหมายที่เอาเปรียบเกษตรกร นายอุตตมย้ำว่า เรื่องนี้เราดูแลในทิศทางที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งกฤษฎีกา รัฐมนตรีเราดูแลตามระบบ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ แต่จะให้ตอบวันนี้ยังไม่ได้ เพราะยังมีกระบวนการ

ด้าน นายอำนวย กลิ่นสอน เลขานุการสมาคมชาวไร่อ้อย กล่าวว่า การประชุมสามัญของสมาคมดังกล่าวเป็นการประชุมประจำปีละ 1 ครั้ง ซึ่งสมาชิก 23,000 รายที่สังกัดสมาคม มีทั้งใน จ.นครสวรรค์ และพื้นที่นอกจังหวัดใกล้เคียง ขณะที่ การประชุมเปิดให้เหล่าสมาชิกได้มาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อน เพื่อสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลรับทราบและหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

"เกษตรกรทุกคนยังคงคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้ เพราะเนื้อหาที่กำหนดไว้จะทำให้เกษตรกรอ่อนแอ จากเดิมที่เราเคยเข้มแข็งมาได้ถึง 40 ปี ร่างนี้จะทำให้กลุ่มโรงงานได้ประโยชน์มากกว่า ก็ขอให้ได้พูดคุยกันก่อน และที่มาของคณะกรรมการบริหารในร่างกฎหมาย ก็ให้มาจากตัวแทนอย่างแท้จริง ซึ่งพวกเราเกษตรกรชาวไร่อ้อยขอขอบคุณ รมว.อุตสาหกรรม ที่ก่อนหน้านี้ได้แก้ปัญหาราคาผลผลิตให้อีก 50 บาทต่อตัน แต่ปัญหาเรื่องรถบรรทุกทั้ง 2 ข้อ ยังคงเป็นปัญหา รวมทั้งร่าง พ.ร.บ. ที่จะทำให้เราอ่อนแอลง ดังนั้น ขอรัฐมนตรีขอให้สัญญาประชาคมกับเกษตรกรวันนี้ด้วยว่าจะแก้ไขปัญหา หากยังไม่มีคำตอบเรา 2,000  คน จะเป็นตัวแทนจากสมาชิกกว่า  20,000 คน ไปถามหาคำตอบที่กระทรวงในวันที่ 15 พ.ย. นี้"

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

โรงงาน-ชาวไร่จ่อชิงลาออกบอร์ดอ้อย-น้ำตาลผวารายงานทรัพย์สิน

โรงงานน้ำตาลทรายเตรียมทำหนังสือถึงป.ป.ช.ขอความชัดเจนกรณีบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใดเข้าข่ายที่คณะกรรมการต้องรายงานทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ตามกฏหมายใหม่หวั่นทำระบบสะดุด เผยล่าสุดตัวแทนชาวไร่1คนยื่นลาออกจากบอร์ดกองทุนฯแล้ว ด้านโรงงานจ่อคิวตาม ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี60/61ส่อล่าช้า

แหล่งข่าวจากบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด(TSMC) เปิดเผยว่า ขณะนี้TSMC อยู่ระหว่างการหารือเพื่อเตรียมทำหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ.2561 ว่าครอบคลุมเกี่ยวกับคณะกรรมการบริหารอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมากน้อยเพียงใดเนื่องจากเบื้องต้นเห็นว่าการแจ้งทรัพย์สินและหนี้สินอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านจากการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในปัจจุบัน

" การบริหารอ้อยและน้ำตาลจะมีคณะกรรมการ 3 ชุดหลักที่ดูแลซึ่งมีตัวแทนจากทั้งราชการ โรงงาน้ำตาล ชาวไร่อ้อยเป็นคณะกรรมการได้แก่ คณะกรรมกาอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) คณะกรรมการบริหาร(กบ.) คณะกรรมการน้ำตาลทราย(กน.) โดยกอน.ถือว่าเป็นชุดใหญ่คณะกรรมการทั้งหมดต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ส่วนของกบ.และกน.จะต้องรายงานหรือไม่ยังไม่แน่ใจจึงต้องขอความชัดเจน " แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นฝ่ายโรงงานที่ส่งตัวแทนไปเป็นกรรมการในกอน.และบอร์ดกองทุนอ้อยฯอาจจะมีการยื่นใบลาออกเพราะเห็นว่าเป็นระเบียบที่เข้มงวดไม่คุ้มค่ากับเบี้ยประชุมแล้วหากรายงานผิดเพียงเล็กน้อยยังเสี่ยงผิดกฏหมาย ซึ่งหากกรรมการไม่ครบการบริหารงานก็จะชะงักงันได้ทำให้ฝ่ายโรงงานเองวิตกกังวลในขณะนี้โดยเฉพาะการประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายปี 60/61 ที่รัฐต้องเร่งดำเนินการอาจต้องล่าช้าออกไปอีกโดยก่อนหน้านี้ทาง TSMC ได้ทำหนังสือเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)เร่งรัดการประกาศเพื่อนำเงินส่วนต่างมาเสริมสภาพคล่องโรงงาน

นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ กล่าวว่า ตนเตรียมยื่นลาออกจากบอร์ดกองทุนอ้อยฯเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญใจที่จะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งยังไม่ทราบจะเอาอะไรไปรายงานและเชื่อว่าคนอื่นๆก็คิดเช่นกัน

นายวีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) กล่าวว่า ยอมรับว่าบอร์ดกองทุนอ้อยฯมีตัวแทนกรรมการฝ่ายชาวไร่อ้อยยื่นลาออกแล้ว 1 คนและทราบว่าฝ่ายโรงงานเองก็อาจจะยื่นลาออกเช่นกันจึงเป็นเรื่องที่ยังกังวลอยู่เพราะอาจทำให้การบริหารงานล่าช้าได้

จาก https://mgronline.com   วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

“อุตตม” ลั่นเดินหน้าดันอ้อย-น้ำตาลไทย ขึ้นชั้นอุตฯชีวภาพ-เชื่อม EEC

นครสวรรค์ - “อุตตม-รมว.อุตฯ” เดินหน้ายกระดับอุตฯอ้อย-น้ำตาล ก้าวสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ-เชื่อมยุทธศาสตร์ EEC รับปากเคลียร์ปัญหาความสูงรถอ้อยก่อนเปิดหีบ ขณะที่ชาวไร่รับหากเช่าที่-กู้ซื้อปุ๋ย ต่อให้ราคาอ้อยสูงก็อยู่ไม่ได้

วันนี้ (11 พ.ย.) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 61 สมาคมชาวไร่อ้อย เขต 11 นครสวรรค์ ต.หัวหวาย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ท่ามกลางสมาชิกชาวไร่อ้อยเข้าร่วมการประชุมกันอย่างเนืองแน่นกว่า 21,500 ราย

ซึ่งในโอกาสนี้ กลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย ได้เรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ.อ้อย ปี 27 ก่อนที่จะพัฒนาเป็นสถาบัน รวมถึงกรณีปัญหารถบรรทุกอ้อย ที่บางหน่วยงานบังคับให้ลดความสูงขณะบรรทุกจาก 4.5 เมตร เหลือ 3.6 เมตร แต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยรับไม่ได้ เนื่องจากปีที่ผ่านมา นำผลผลิตอ้อยส่งโรงงานไม่ทัน ทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยขอคำตอบก่อนเปิดหีบ 7 ธ.ค. ที่จะถึงนี้

กรณีราคาอ้อยปีนี้ ประมาณการว่า ควรอยู่ในระดับ 680 บาทต่อตัน ลดลงจาก 880 บาทต่อตัน ถือว่าต่ำจากอดีตมาก เพราะราคาอ้อยปี 58-59 เคยสูงเกือบ 1,000 บาทต่อตัน ทีเดียว ซึ่งเคยยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณที่ รมว.อุตสาหกรรม รับปากที่จะช่วยเพิ่มราคาอ้อยในปีนี้ขึ้นอีก 50 บาทต่อตัน

นายศรีไทย หันพราม อายุ 37 ปี ชาวไร่อ้อย ต.อุดมธัญญา อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ บอกว่า มีที่ดินอยู่ 30 ไร่ และทำไร่อ้อยมาต่อเนื่องตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ปีนี้ราคาอ้อยน่าจะอยู่ 680 บาทต่อตัน ก็ยอมรับว่า ราคาไม่ดีเหมือนก่อนที่เคยขึ้นไปสูงตันละพันบาท แต่ราคานี้ก็พออยู่ได้ และคงเดินหน้าปลูกต่อไป

นายยอง ภัคดี ชาวไร่อ้อยบ้านหัวหวาย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า การทำไร่อ้อยต้องอดทน ต้องอยู่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะโอกาสที่จะร่ำรวยนั้นยาก เพียงแต่การทำไร่อ้อยเลี้ยงครอบครัวได้แน่นอน ส่วนคนที่อยู่ไม่ได้ ปัญหาใหญ่มาจากต้องเช่าที่ดินคนอื่น-ต้องว่าจ้างแรงงาน และต้องกู้เงินมาซื้อปุ๋ย ซึ่งแม้ว่าราคาอ้อยจะสูงกว่า 680 บาทต่อตัน ก็อยู่ลำบากแน่

ด้าน นางไสว แก้วศรี อายุ 70 ปี เกษตรกร ต.หนองโพ อ.ตาคลี กล่าวว่า ราคาอ้อยปีนี้ลดลงมามากแทบทนไม่ไหว เพราะเคยตัดอ้อยขายได้ถึง 800 บาทต่อตัน แต่ปีนี้ คาดว่า จะลดลงไม่ต่ำกว่า 200 บาทต่อตัน แต่ค่าใช้จ่ายกลับสูงขึ้น ทั้งปุ๋ยและค่าแรงตัดอ้อย ดูแล้วแทบไม่มีเงินใช้หนี้ เช่นเดียวกับ นางสุข โพธิ์ศรี อายุ 53 ปี เกษตรกรชาวไร่อ้อย ต.หนองโพ อ.ตาคลี ซึ่งทำไร่อ้อยอยู่ 50 ไร่ ก็ยอมรับว่า ราคาอ้อยปีนี้ตกต่ำเกินไปจนแทบแบกรับไม่ไหวกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายอุตตม กล่าวกับชาวไร่อ้อย ว่า จะยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ก้าวสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ ไบโอซี ซึ่งจะต้องมองด้านตลาด แล้วหันกลับมาดูการผลิต การปลูกอ้อย และสรรหาพันธุ์อ้อย เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับเกษตรกรให้มากที่สุด และต้องดำเนินการอย่างมั่นคงยั่งยืน พร้อมจะให้พื้นที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นฮับ หรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เชื่อมโยงกับการพัฒนาคน หรือระบบการศึกษา

“ยืนยันจะดูแลเกษตรกรชาวไร่อ้อยแน่นอน กรณีร่าง พ.ร.บ.อ้อย ก็จะดูแลอย่างดี กฎหมายที่จะออกใหม่จะไม่เอาเปรียบเกษตรกร จะเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร รัฐบาล และโรงงาน เพียงแต่ขอเวลาพูดคุยเจรจาหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ก้าวไปได้อย่างยั่งยืน”

นายอุตตม ให้คำมั่นว่า จะดูแลเกษตรกรอย่างแน่นอน และที่เดินทางมาวันนี้ ก็มาเพื่อหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมอ้อยและเกษตรกรชาวไร่อ้อย เดินหน้าไปได้บนฐานความเจริญและยุทธศาสตร์ของ EEC

วันเดียวกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการโบโอคอมเพล็กซ์ โรงงานน้ำตาลเกษตรไทย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พร้อมชื่นชมผู้บริหารที่สามารถวางแนวทางการเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อีกทั้งเป็นเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพจากอ้อยอีกด้วย

จาก https://mgronline.com   วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

“อุตตม” ประชุมชาวไร่อ้อยนครสวรรค์ ประกาศตั้งศูนย์พัฒนาอ้อยทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ณ สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ โดยมีชาวไร่เข้าร่วมหลายร้อยราย ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณอ้อยส่งเข้าโรงงานจำนวน 7,265,671.03 ตัน มีชาวไร่อ้อยที่เป็นคู่สัญญาจำนวน 8,177 ราย มีสมาชิกที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานจำนวน 23,000 ราย

นายอุตตมกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ผ่านโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เบื้องต้นกำหนดความช่วยเหลืออยู่ที่ไม่เกิน 50 บาท/ตันอ้อย แต่จะมีการกำหนดปริมาณตันอ้อยสูงสุดที่จะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5,000 ตันอ้อย รวมจำนวน 6,500 ล้านบาท โดยจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวไร่อ้อยกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเป็นคู่สัญญากับโรงงานหรือมีการส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ตามจำนวนตันอ้อยที่เกษตรกรได้ส่งให้กับโรงงานคู่สัญญาหรือหัวหน้ากลุ่ม

“เป็นครั้งแรกในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายกับการให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตที่รัฐให้กับเกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะชาวไร่อ้อยรายเล็ก ช่วยบรรเทาผลกระทบจากทั้งด้านราคาที่ตกต่ำ ภายใต้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระบบใหม่ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เนื่องจากเป็นการอุดหนุนด้านปัจจัยการผลิต ถือเป็นการอุดหนุนภายในที่ยกเว้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรัฐสามารถดำเนินการได้”นายอุตตมกล่าว

นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้ง 1.ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์อ้อยแห่งประเทศไทย ภายในศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ภาคที่ 1 จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งศูนย์ดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางปรับปรุงพันธุ์อ้อยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีเทคโนโลยีชีวภาพที่ดีและทันสมัยที่สุดในเอเชียโดยที่ผ่านมามีนักวิชาการจากในประเทศและต่างประเทศได้เข้ามาศึกษาดูงานแล้วกว่า 20,000 คน 2.พัฒนาศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 4 ศูนย์ภาค และ3.มีแผนในการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพ จังหวัดชลบุรี มีรูปแบบการทำงานลักษณะเดียวกับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ไอทีซี) โดยจะเป็นศูนย์ด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพกับเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ โดยการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และห้องทดสอบของศูนย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 นี้

จาก https://www.prachachat.net  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

ไทยได้อันดับ 3 ของอาเซียนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันด้านดิจิทัล

IMD เผยไทยได้อันดับ 3 ของอาเซียนการแข่งขันขีดความสามารถด้านดิจิทัล รองสิงโปร์ และ มาเลเซีย

สถาบันการจัดการนานาชาติ หรือ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ 63 ประเทศทั่วโลก โดยระบุผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล หรือ World Digital Competitiveness Ranking ในปีล่าสุดว่า ประเทศไทยขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 39 จากอันดับ 41 ในปี พ.ศ. 2560 ได้คะแนนไป 65.272 คะแนน และอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และ มาเลเซีย ซึ่งการจัดอันดับนี้ ใช้เกณฑ์ชี้วัดแบ่งออกเป็น ความรู้ เทคโนโลยี และความพร้อมในอนาคต

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561

'อินเดีย' ส่งออก 'น้ำตาล' มีรัฐอุดหนุน! เขย่าราคา ขาใหญ่นั่งไม่ติด

โลกจับตา "อินเดีย" ตัวแปร ทุบราคาน้ำตาลผันผวน

... กำลังเป็นที่จับตากันอีกครั้ง สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำตาลในตลาดโลก ที่โยงมาถึงประเทศไทยด้วย ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกรายสำคัญเบอร์ 2 ของโลก รองจากประเทศบราซิล

ที่โลกต้องจับตา! เพราะรัฐบาลอินเดียออกมาประกาศชัดเจนว่า จะอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลในประเทศของตัวเอง แค่อินเดียเขย่าด้วยคำประกาศ ยังไม่ถึงขั้นส่งออกน้ำตาลมาตีตลาดโลกแบบเต็มหมัด ก็ทำให้ราคาน้ำตาลทรายดิบผันผวน ปีนี้ยืนอยู่ในเพดาน 11-13 เซ็นต์ต่อปอนด์

อุตสาหกรรมน้ำตาลเกี่ยวข้องกับทุกคน ทั้งในแง่ภาคครัวเรือน ผู้ค้าขายน้ำตาล โรงงานผลิตน้ำตาล ชาวไร่อ้อย อุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหาร เมื่อราคาน้ำตาลผันผวน ก็ต้องเจ็บตัวรับความเสี่ยง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตกอยู่ในภาวะราคาน้ำตาลไม่นิ่ง

หากจำกันได้ ไม่นานมานี้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วว่า "อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยผนึกพันธมิตรร้อง WTO อินเดียผิดกฏ" เป็นการรวมกลุ่มกันออกมาเรียกร้อง WTO โดยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียยกเลิกมาตรการอุดหนุนการ ส่งออกนํ้าตาลทราย จํานวน 5 ล้านตัน หลังจากรัฐบาลอินเดียอนุมัติงบกว่า 760 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 22,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเพิ่มค่าอ้อยและชดเชยค่าขนส่งนํ้าตาลจากโรงงานไปยังท่าเรือส่งออก ซึ่งขัดกับข้อตกลง WTO และเป็นการบิดเบือนตลาดนํ้าตาลโลก

การอุดหนุนส่งออกของอินเดียในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคานํ้าตาลในตลาดโลกลดลงถึง 36% ตํ่าสุดในรอบ 10 ปี และอยู่ในระดับตํ่ากว่าต้นทุนการผลิตของประเทศที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูง อย่าง 3 ผู้เล่นรายใหญ่ บราซิล ออสเตรเลีย และไทย

อินเดียมาแรงรัฐบาลอุดหนุนส่งออก

ปัจจัยเสี่ยงที่อุตสาหกรรมน้ำตาลมองว่าจะเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกผันผวนในเวลานี้ กลับกลายเป็นว่า เกิดจากกรณีที่รัฐบาลอินเดียออกมาอุดหนุน และพร้อมที่จะกระจายน้ำตาล จำนวน 5 ล้านตัน ออกมาทุ่มในตลาดโลกได้ทันทีที่ราคาน้ำตาลทรายดิบขยับจาก 13 เซ็นต์ต่อปอนด์ ไต่ไปที่ 14-15 เซ็นต์ต่อปอนด์

ปัจจุบัน ราคาน้ำตาลทรายดิบยืนอยู่ที่ระดับ 12-13 เซ็นต์ต่อปอนด์ โดยราคาลดลงมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2561 ถึงปัจจุบัน จากที่ก่อนหน้านั้น ราคาน้ำตาลทรายดิบแต่ละปีเฉลี่ยเกิน 15 เซ็นต์ต่อปอนด์

อีกทั้งเป็นเรื่องความต้องการของดีมานด์ซัพพาย สำหรับในประเทศไทยมีการบริโภคน้ำตาลอยู่ที่ 2.5 ล้านตันน้ำตาล ซึ่งบริโภคอยู่ในระดับนี้ต่อเนื่องมา 2 ปี ทั้งที่เศรษฐกิจรวมเติบโต ระดับการบริโภคน้ำตาลก็น่าจะเติบโตด้วย ขณะที่ อัตราการบริโภคน้ำตาลโลกก็เติบโตลดลง จากที่ปกติเติบโต 2% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า เมื่อบราซิลมีผลผลิตลดลง ตามหลักจะต้องทำให้ราคาน้ำตาลสูงขึ้น แต่มาเจอแรงกดดันจากอินเดีย ทำให้ราคาน้ำตาลยังไม่ขยับ!

13 พ.ย. นี้ ออสเตรเลียจ่อตอบโต้อินเดีย

จากกรณีดังกล่าวดูเหมือนว่า ออสเตรเลีย 1ใน 3 ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำตาล ร้อนรนที่สุดกับปัญหานี้ เพราะออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตน้ำตาลที่มีต้นทุนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ถ้ามีผู้เล่นรายใดออกมาตีตลาดในราคาขายต่ำกว่า 17-18 เซ็นต์ต่อปอนด์ ออสเตรเลียเสียเปรียบทันที ทำให้ล่าสุด เตรียมยื่นเอกสารตอบโต้ (Counter Notification Notice) เกี่ยวกับมาตรการอุดหนุนสินค้าน้ำตาลทรายของอินเดีย ในวันอังคารที่ 13 พ.ย. 2561 ต่อ WTO เพื่อขอให้นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการการเกษตร WTO ในการประชุมวันที่ 25-26 พ.ย. 2561 โดยให้ข้อคิดเห็นประกอบในเอกสาร 3 ประการ คือ

1.ตามข้อตกลงว่าด้วยการเกษตร (AoA) อนุญาตให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถดำเนินมาตรการสนับสนุนด้านราคาตลาดได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าผลผลิต

2.นับตั้งแต่ปีการผลิต 2013 ถึงปี 2014 อินเดียใช้มาตรการอุดหนุนเกินกว่า 90% ของมูลค่าผลผลิต ซึ่งขัดกับพันธกรณีที่ผูกพันไว้

3.อินเดียไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง เนื่องจากไม่ได้ระบุอ้อยอยู่ในรายการสินค้าที่ขอผูกพันการอุดหนุนภายใน (Domestic support) ตั้งแต่ปีการผลิต 1995

3 สมาคมฯ เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐ ให้หนุนออสเตรเลียอีกแรง

ด้านปฎิกิริยาจาก 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ซึ่งประกอบด้วย สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย และสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล แจ้งว่า เตรียมทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาให้การสนับสนุนออสเตรเลียในการยื่น Counter Notification Notice เกี่ยวกับมาตรการอุดหนุนสินค้าน้ำตาลทรายของอินเดีย เนื่องจากเห็นว่า มาตรการอุดหนุนสินค้าน้ำตาลทรายของอินเดียเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกเป็นอย่างมาก โดยส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์กปรับตัวลดลงต่ำกว่า 10 เซนต์/ปอนด์ ในช่วงเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ ระดับราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 12-13 เซนต์/ปอนด์ เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 15-20 เซนต์/ปอนด์

ทั้งนี้ ล่าสุด ภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายออสเตรเลีย ในฐานะฝ่ายเลขานุการของกลุ่มพันธมิตรเพื่อการปฏิรูปการค้าน้ำตาลโลก (Global Sugar Alliance : GSA) ออกมายืนยันว่า ได้แจ้งมายัง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ว่า คณะผู้แทนถาวรออสเตรเลีย ประจำองค์การการค้าโลก จะยื่น Counter Notification Notice เกี่ยวกับมาตรการอุดหนุนสินค้าน้ำตาลทรายของอินเดีย ในวันอังคารที่ 13 พ.ย. 2561 ต่อ WTO

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ราคาน้ำตาลทรายดิบผันผวนครั้งนี้ยังไม่ได้นับรวมถึงปัญหาเดิม ๆ เช่น กรณีที่มีปริมาณน้ำตาลโลกสูงกว่าปริมาณความต้องการใช้ของโลก หากย้อนไปดูผลผลิตนํ้าตาลในตลาดโลกปี 2560/2561 มีจำนวน 193.08 ล้านตันนํ้าตาล แต่มีความต้องการใช้ในตลาดโลกอยู่ที่ 183.67 ล้านตันนํ้าตาล ขณะที่ ปี 2561/2562 ปริมาณนํ้าตาลของโลกจะไต่ระดับสูงขึ้นไปถึง 192.24 ล้านตันนํ้าตาล เทียบกับความต้องการใช้นํ้าตาลในโลกอยู่ที่ 186.37 ล้านตันนํ้าตาล และจากที่ปริมาณนํ้าตาลในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้นนี้ ทำให้เกิดสต๊อกนํ้าตาลโลกส่วนเกินเกิดขึ้น ซึ่งอินเดียก็เป็นหนึ่งในตัวแปรที่ทำให้น้ำตาลในสต๊อกพุ่ง

ข้อมูลจาก F.O.licht บริษัทวิจัยในเยอรมนี ระบุว่า ฤดูการผลิตปี 2560/2561 (ช่วง 1 ต.ค. 60 - 30 ก.ย. 61) มีปริมาณนํ้าตาลในสต๊อกโลกที่เป็นส่วนเกินอยู่จำนวน 7.2 ล้านตันนํ้าตาล นับว่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี และมีแนวโน้มว่า ในฤดูการผลิตปี 2561/2562 จะมีปริมาณนํ้าตาลโลกเกินต่อเนื่อง

สถานะผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ 3 ราย

สำหรับสถานะของ 3 ผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก ไล่เรียงตามลำดับตั้งแต่ บราซิล ปี 2560/2561 มีปริมาณอ้อยราว 650 ล้านตันอ้อย ในจำนวนนี้นำอ้อยไปผลิตน้ำตาลเพียง 48% และนำไปผลิตเอทานอล 52% ปี 2561/2562 คาดการณ์ว่าจะนำอ้อยไปผลิตน้ำตาลน้อยลงกว่าเดิม หรือราวสัดส่วน 32% และ 68% นำไปผลิตเอทานอล โดยสัดส่วนจะปรับเปลี่ยนไปตามราคาขายที่ดีกว่า ส่วนประเทศไทย ปี 2560/2561 มีปริมาณอ้อยจำนวน 134.9 ล้านตันอ้อย และมีปริมาณน้ำตาลอยู่ที่ 14.6-14.7 ล้านตันน้ำตาล ปี2561/2562 มีปริมาณอ้อยจำนวน 126 ล้านตันอ้อย และมีปริมาณน้ำตาล 13.5-13.6 ล้านตันน้ำตาล ในจำนวนนี้จะส่งออกได้ราว 10-11 ล้านตันน้ำตาล ส่วนออสเตรเลียมีผลผลิตน้ำตาลราว 4 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้ส่งออก 3 ล้านตันต่อปี ที่เหลือใช้ภายในประเทศ

ยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวของ "อินเดีย" ในการระบายน้ำตาลออกนอกประเทศ เพราะถือเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งมีการผลิตเพื่อส่งออกได้ไม่นาน จากที่ผ่านมาอินเดียผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศเกือบทั้งหมด และในช่วง 2 ปีหลังมานี้ อินเดียมีปริมาณน้ำตาลล้นตลาดภายในประเทศ และกำลังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญทุบราคาน้ำตาลโลกให้ผันผวนต่อเนื่องอย่างน่าจับตามองอินเดียอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลของโลกรายใหญ่ลำดับที่ 3 แทนที่ออสเตรเลียก็อาจเกิดขึ้นได้!

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561

คาดค่าเงินบาทสัปดาห์หน้า 32.80-33.20 บาทต่อดอลล์

ธนาคารกสิกรไทย คาดค่าเงินบาทสัปดาห์หน้าอยู่ในกรอบ 32.80-33.20 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนจับตาผลประชุม กนง. และถ้อยแถลงประธานเฟดในวันที่ 14 พ.ย.นี้                    

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 32.80-33.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่สัญญาณนโยบายการเงินของกนง. วันที่14 พ.ย.นี้ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก ยอดค้าปลีก และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ผลการสำรวจกิจกรรมการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนพ.ย. และตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือนก.ย.

นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามถ้อยแถลงของประธานเฟดวันที่ 14 พ.ย.นี้ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดรวมถึงความคืบหน้าของประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2561 ของญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกยูโรโซน อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน และข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนต.ค. ของจีน

อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่ากว่าระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง จากการรอผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯในต้นสัปดาห์ ก่อนจะขยับแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงกดดันของเงินดอลลาร์ฯ หลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ สิ้นสุดลงด้วยการครองเสียงข้างมากในแต่ละสภาของทั้ง 2 พรรค โดยเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ขณะที่ รีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา                   

จาก https://www.dailynews.co.th   วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561

มิตรผลจี้เปิดรับซื้อไฟยันชีวมวลมีต้นทุนตํ่า

 “มิตรผล” กระทุ้งรัฐ เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลเพิ่ม ยัน SPP Hybrid Firm มีศักยภาพ-ต้นทุนแข่งขันได้ ยังห่วงนโยบายรับซื้อไฟฟ้าแบบเหมารวม กระทบโรงไฟฟ้าใหม่ที่ต้องจัดซื้อวัตถุดิบมาเป็นเชื้อเพลิง

นายประวิทย์ ประกฤตศรี ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มมิตรผล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้กลุ่มมิตรผลมีความพร้อมลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น ตามแผนการก่อสร้างโรงงานนํ้าตาล 5 แห่ง ที่ต้องลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล ป้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าให้กับโรงงานนํ้าตาล และส่วนที่เหลือขายเข้าระบบ แต่ยังรอความชัดเจนจากทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ว่าจะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่ม มิตรผลเป็น 1 ใน 17 รายที่ชนะการประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ SPP Hybrid Firm จำนวน 1 โครงการ กำลังการผลิต 26 เมกะวัตต์ ที่ภูเวียง จ.ขอนแก่น คาดว่าจะแล้วเสร็จและจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2563

โดยปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีโรงไฟฟ้าชีวมวลใน 9 พื้นที่ กำลังการผลิตรวมกว่า 700 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่ผลิตเองใช้เองในโรงงาน ส่วนที่เหลือจากการใช้ก็ขายเข้าระบบ

นายประวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลในอัตรา 2.40 บาทต่อหน่วยนั้น เกิดจากการประมูล SPP Hybrid Firm ซึ่งราคาระดับดังกล่าว เป็นการสนับสนุนให้เป็นผู้ประกอบการที่มีเชื้อเพลิงอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานนํ้าตาล สามารถผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้ แต่หากเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ ที่ต้องซื้อเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า คงทำราคาระดับนี้ได้ยาก เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงแต่ละชนิดต่างกัน เชื้อเพลิงชีวมวลบางชนิดก็มีราคาสูง ซึ่งเข้าใจว่าภาครัฐต้องการดูแลค่าไฟไม่ให้สูง ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบต้องคำนึงถึงการลงทุน และผลตอบแทนการลงทุน

ส่วนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) ฉบับใหม่ ที่กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการดำเนินงานนั้น กรณีที่จะกำหนดตั้งโรงไฟฟ้าเป็นรายภูมิภาคนั้น ก็เห็นด้วย เพราะขึ้นอยู่กับความต้อง การในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งจุดเชื่อมโยงสายส่ง หากเศรษฐกิจเติบโตขึ้นมากจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งเข้าใจว่าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวที่ชัดเจน การเปิดรับซื้อไฟฟ้าคงจะมีนโยบายตามมา

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

ผวา CPTPP มีผลบังคับใช้! กระทบการค้าไทย 3.5 ล้านล้าน

สภาหอฯ จี้รัฐบาลเร่งสปีดเข้าร่วมวง CPTPP หลังความตกลงจะเริ่มมีผลบังคับใช้สิ้นปีนี้ ชี้! ผลพวงหากไทยตกขบวน เสียเปรียบหนัก 11 ประเทศสมาชิกเดิม หันค้า-ขยายลงทุนระหว่างกันเพิ่ม หวั่นตลาด 3.5 ล้านล้าน ไทยเสียเปรียบ

จากที่ประเทศสมาชิกมีความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) 6 ประเทศ จาก 11 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันของความตกลงและยื่นต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้เก็บรักษาสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ ซึ่งตามเงื่อนไขความตกลง หากมีสมาชิกอย่างน้อย 6 ประเทศ ให้สัตยาบันแล้ว จะทำให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ใน 60 วัน โดยจะเริ่มมีผลตรงกับวันที่ 30 ธ.ค. 2561 เป็นต้นไปนั้น

นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาครัฐบาลของไทยจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกของ CPTPP เพราะไม่เช่นนั้นจะเสียประโยชน์และเสียโอกาสทางด้านการค้า-การลงทุนอย่างมาก เพราะ 1.ความตกลง CPTPP จะมีผลทำให้ประเทศสมาชิกมีความมั่นใจในทำการค้าขายและลงทุนภายในกลุ่ม ตามที่มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันมากขึ้น

2.ในข้อบทการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ข้อตกลง CPTPP เปิดให้ประเทศสมาชิกเข้าไปประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างของประเทศสมาชิกได้ หากไทยเข้าร่วม ภาคเอกชนของไทยก็สามารถเข้าไปร่วมประมูลแข่งขันขายสินค้าให้กับประเทศสมาชิกได้ เช่น อาหารสำเร็จรูป เครื่องแบบทหาร และอื่น ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดส่งออกที่ใหญ่มาก ขณะเดียวกันหากไทยยังไม่พร้อมเปิดเสรีจัดซื้อจัดจ้าง ก็สามารถขอเวลาผ่อนปรนในการเปิดเสรีได้ เช่น เวียดนามได้ขอเวลาผ่อนปรนถึง 25 ปี ขณะที่ ช่วงเวลาที่ขอผ่อนปรน เวียดนามก็สามารถเข้าไปประมูลจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐในประเทศมาชิกได้

3.จากที่ไทยยังมีปัญหาในการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP จะทำให้ประเทศสมาชิกมีความมั่นใจในประเทศไทย ที่จะดูแลและมีความเข้มงวดในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้จะทำให้ภาคเอกชนของประเทศสมาชิกมีความมั่นใจเข้ามาเปิดสำนักงานในไทยเพื่อวิจัยและพัฒนา (อาร์ แอนด์ ดี) เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จะช่วยให้นักวิจัยและพัฒนาของไทยมีงานทำเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันเขาไม่มั่นใจและไปตั้งสำนักงานในมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นส่วนใหญ่

"ไทยต้องเร่งเข้าร่วม CPTPP ไม่งั้นเราจะเสียโอกาส เพราะ CPTPP เป็นหนึ่งในความตกลงที่เป็นสัญลักษณ์ของการค้าเสรี ขณะที่ " โดนัลด์ ทรัมป์" ผู้นำสหรัฐฯ มีการทำสงครามการกีดกันการค้า อนาคตเราคงพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ยากขึ้น ขณะที่ ความตกลง RCEP หรือ อาเซียนบวก 6 ก็ยังอยู่ระหว่างเจรจา และยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะคุยกันจบได้ข้อสรุปสิ้นปีนี้หรือไม่"

สำหรับการค้าของไทยกับกลุ่มความตกลง CPTPP ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่ารวม 3.56 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 29.5% ของไทยค้ากับโลก โดยไทยส่งออก 1.83 ล้านล้านบาท นำเข้า 1.73 ล้านล้านบาท ไทยเกินดุลการค้า 9.73 หมื่นล้านบาท

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

ไทยร่วมลงนามพิธีสาร4สมาชิกอาเซียน        

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน(ATM) ครั้งที่ 24 ทั้งนี้ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการขนส่งโดยเฉพาะด้าน การขนส่งทางบกทางอากาศทางน้ำ การอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการขนส่งและได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือการขนส่งกลับประเทศคู่เจรจา ทั้งนี้ ในการเจรจา และการลงนามในครั้งนี้นั้น ประกอบด้วย1. ด้านการอากาศ ได้ลงนามพิธีสาร4 ว่าด้วยสิทธิการทำการบินเชื่อมจุดในประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้ความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยการอย่างเต็มที่ของบริการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ ซึ่งการบินภายในกลุ่มอาเซียน โดยลดอุปสรรคของการให้บริการเพื่อส่งเสริมการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวและรองรับการเดินทางที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และมุ่งเน้นการเป็นตลาดการบินเดียวของอาเซียน    

2.ด้านการขนส่งทางน้ำได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความปลอดภัยและการตรวจควบคุมเรือที่ไม่อยู่ใต้การบังคับของอนุสัญญาระหว่างประเทศประเทศสมาชิกอาเซียนและการรับรองแนวทางการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ของเรือที่ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของอนุสัญญาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบเรือที่ไม่ดูภายใต้การบังคับของอนุสัญญา เพิ่มความพยายามในการรวมตัวเป็นตลาดการแข่งขันทางทะเลร่วมอาเชียน บังคับใช้ในประเภทเรือขนาดบรรทุก 500ตันกรอสโดยจะต้องเป็นมาตรฐานปฏิบัติต้องเป็นของอาเซียน

นอกจากนี้รัฐมนตรีขนส่งอาเซียนได้ให้การรับรองแผนป้องกันขจัดมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยกลไกความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนสำหรับการ

เตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลและการรับรองมาตรฐานและวิธีปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยของอาเซียน      

3.ด้านการขนส่งทางบก ได้ให้สัตยาบันพิธีสาร 1ตามกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าแดงครบทุกประเทศ เมื่อกุมภาพันธ์ 2561 และลงนามสารพิธีที่2การกำหนดด่านพรมแดน โดยเป็นการนำไปสู่การให้สัตยาบันของกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามแดนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าภายในภูมิภาคอาเซียน        

4.ส่วนด้านการขนส่งอย่างยั่งยืนได้ให้การรับรองเอกสาร3ฉบับ 1.แผนที่นำทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขนาดเล็กในอาเซียน/ 2.แนวทางและวิธีการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อติดตามรายงานและทบทวนด้านการขนส่งที่ยั่งยืนในอาเซียน /และ3.ยุทธศาสตร์อย่างยั่งในอาเซี่ยน สำหรับความร่วมมือด้านขนส่งระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาได้การรองรับแผนความร่วมมือด้านการขนส่งอาเซียน-จีน ปี 2561-2563 โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจีนให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาเซียนจีนตลอดจนพิธีสาร 1และพิธีสาร 2 สำหรับความร่วมมืออาเซียน -ญี่ปุ่น ตามแผนงานหุ้นส่วนด้านการขนส่งอาเซียน-ญี่ปุ่น ตลอดจนข้อริเริ่มใหม่ภายใต้แผนงานหุ้นส่วนด้านการขนส่ง และในความร่วมมือระหว่างอาเซียนสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อให้เจราจาจัดทำความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างอาเซียนสาธารณรัฐเกาหลีครั้งที่2 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงและการขนส่งระหว่างภูมิภาคอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี

จาก www.banmuang.co.th   วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561

ชาวไร่เฮ! แถลงสนับสนุนร่างประกาศกระทรวงอุตฯให้ตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อื่นได้

ผู้นำชาวไร่แถลงสนับสนุนร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกรณีให้ตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร  โดยสามารถนำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นอกจากน้ำตาลทราย และสามารถตั้งโรงงานในระยะ 50กิโลเมตรได้ หากได้รับความยินยอมจากโรงงานน้ำตาลในพื้นที่นั้น

นายทองคำ เชิงกลัด นายกสมาคมชาวไร่อ้อย เขต 11 นครสวรรค์ และประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนชาวไร่อ้อยแถลงว่าตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการให้ตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ฉบับที่..... พ.ศ. ........ และนำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและบุคคลทั่วไป ก่อนที่จะนำไปบังคับใช้นั้น ในกลุ่มชาวไร่อ้อยซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงขอสนับสนุนเนื่องจากจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อชาวไร่อ้อยตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศชาติในภาพรวมอีกด้วย ดังนี้

1.    หากมีการตั้งโรงงานเพิ่มขึ้นตามประกาศฉบับนี้ จะช่วยให้มีความต้องการใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ชาวไร่อ้อยก็มีทางเลือกที่จะจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้อ้อยล้นตลาดในปีที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก

2.    รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมได้มากขึ้น จากผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

3.    การเปิดโอกาสให้นำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้นอกเหนือจากน้ำตาล จะช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำซึ่งจะส่งผลกระทบมาถึงชาวไร่อ้อยโดยราคาอ้อยก็จะตกต่ำลงด้วย อันจะเป็นภาระของรัฐบาลในการเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่หากชาวไร่อ้อยสามารถจำหน่ายอ้อยให้กับผู้ประกอบการที่จะนำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ ก็จะช่วยลดการผูกติดผลกระทบกับราคาน้ำตาลทรายตลาดโลก

4.    ประกาศฉบับนี้ทำให้ชาวไร่อ้อยสามารถเป็นผู้ตัดสินใจได้ว่าจะส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานใด จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง อีกทั้งจะช่วยให้โรงงานน้ำตาลที่ทำธุรกิจอยู่เดิมสามารถประกอบกิจการอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะสามารถที่จะเพิ่มช่องทางในการผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่ทำจากอ้อยได้ และสามารถที่จะสร้างสมดุลกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ

5.    เป็นการส่งเสริมนโยบาย Thailand 4.0 โดยใช้เกษตรกรรมเป็นฐานรากในการต่อยอดไปสู่การเพิ่มมูลค่าและพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป จนในที่สุดจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

6.    ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่นต่างๆ ที่มีการทำไร่อ้อย เพราะจะต้องมีการจ้างงานเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ตามประกาศฉบับนี้  และยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับผู้ที่รับการจ้างงานอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อแรงงานในท้องถิ่นให้ไม่ต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ไปทำงานไกลบ้าน

 “ผมในฐานะตัวแทนชาวไร่อ้อย ต้องขอกราบขอบคุณรัฐบาลและ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีนโยบาย Thailand 4.0 นำประเทศชาติไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืน รวมทั้งการก่อเกิดโครงการให้ตั้งโรงงานใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกจากน้ำตาลดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งมีการออกประกาศฉบับนี้  พวกเราจะขอยืนเคียงข้างแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเช่นนี้ และร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย ให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน” นายทองคำกล่าว

จาก www.thansettakij.com วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561

เดิมพัน 7 เขื่อนใหญ่ฝ่าวิกฤติแล้ง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(8 พ.ย. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 57,569 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 34,027 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 19,557 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 79 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 12,861 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบัน (8 พ.ย.61) มีจำนวน 7 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.ลำปาง อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี  อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง จ.อุดรธานี และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งสามารถจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศได้อย่างพอเพียง แต่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำทำนาปรังได้ อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวที่ไม่ได้ทำนาปรังให้มีรายได้ ซึ่งจะให้เฉพาะเกษตรกรที่เข้าร่วมการจ้างเเรงในหมวดงานปรับปรุงเเละซ่อมแซมบำรุงรักษาโครงการชลประทานเท่านั้น

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย นั้น กรมชลประทานจะใช้แนวทางการจัดการน้ำเขื่อนกระเสียวโมเดล ที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในการบริหารจัดการน้ำฤดูกาลปี 2558/59 ที่น้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยเช่นเดียวกับปีนี้ ซึ่งกรมชลประทานจะขยายผลการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนกระเสียว ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนอื่นๆที่มีปริมาณน้ำน้อย ให้สามารถผ่านพ้นปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูแล้งนี้ โดยจะใช้ แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนมาร่วมกันวางแผนแก้ปัญหา พิจารณาตามความเหมาะสมและสถานการณ์จริง ควบคุมการใช้น้ำอย่างรัดกุมเคร่งครัดตามแผนที่วางไว้ ซึ่งปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ของลุ่มน้ำ ตลอดจนเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2562 ด้วย

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง โดยระดมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 1,851 กระจายไปตามพื้นที่ตามสำนักงานชลประทานต่างๆ จำนวน 1,151 เครื่อง สำรองไว้ที่ส่วนกลาง จำนวน 700 เครื่อง พร้อมระดมรถยนต์บรรทุกน้ำอีก 200 คัน ให้กระจายไปตามพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งตามภูมิภาค จำนวน 150 คัน และสำรองไว้ที่ส่วนกลาง จำนวน 50 คัน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคในช่วงฤดูแล้งอย่างเพียงพอ

จาก www.thansettakij.com วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561

“พาณิชย์” เตรียมลงนามความตกลงอี-คอมเมิร์ซในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน

 “พาณิชย์” ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีประชุมสุดยอดอาเซียนที่สิงคโปร์ เตรียมลงนามความตกลงอี-คอมเมิร์ซ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในอาเซียน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือด้านดิจิทัล ทำกฎระเบียบของอาเซียน ติดตามแผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 และเร่งสรุปการเจรจา RCEP เสนอผู้นำ 16 ชาติ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 10-15 พ.ย. 2561 ตนจะร่วมคณะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 33 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่สิงคโปร์ โดยในการประชุมครั้งนี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะมีการลงนามความตกลงว่าด้วยพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน ที่จะอำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนในอาเซียน พัฒนาความเชื่อมั่นของการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และส่งเสริมการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนาและขับเคลื่อนอาเซียนให้เติบโตอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ยังได้รับมอบหมายจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เข้าประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) โดยจะพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารหลายฉบับ เช่น 1. กรอบการบูรณาการด้านดิจิทัลของอาเซียน ที่จะเป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการเพื่อเชื่อมโยงถึงกันได้มากขึ้นผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า รักษาความปลอดภัยของข้อมูล พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัล 2. เอกสารหลักการสำคัญเรื่องแนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบของอาเซียน ที่จะช่วยพัฒนาแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบของประเทศสมาชิกอาเซียน และส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎระเบียบภายในภูมิภาค ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งจะหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การติดตามและการประเมินผลการดำเนินการตามแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2025 (AEC Blueprint 2025)

ขณะเดียวกันจะเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี RCEP เพื่อเร่งผลักดันประเด็นคงค้างให้ได้ข้อสรุปตามเป้าหมายความสำเร็จของปีนี้ ก่อนที่จะรายงานความคืบหน้าการเจรจาเสนอต่อผู้นำ RCEP ทั้ง 16 ประเทศต่อไป

ส่วนการประชุมระดับผู้นำในครั้งนี้ ผู้นำอาเซียนจะพบหารือกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ซึ่งในปีนี้ให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) การจัดตั้งเวทีหารือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในเรื่องการปรับประสานยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลในระดับภูมิภาคอาเซียน การหารือเพื่อพัฒนางานด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ และการจัดตั้งคณะทำงานด้านการปฏิรูปการอำนวยความสะดวกทางการค้า เป็นต้น

จาก https://mgronline.com  วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561

จัดยิ่งใหญ่‘วันพระบิดาฝนหลวง’12-14พ.ย.น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่9

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ซึ่งในปีนี้ครบรอบปีที่ 63 นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมี

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงในระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพรเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ โดยในวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จะมีพิธีเปิดนิทรรศการ “ฝนหลวงในต่างแดน” โดยมี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพวาด “ฝนหลวง ศาสตร์พระราชา” รวมถึงมีการแสดงนิทรรศการเรื่องเล่าความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง พันธกิจและภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง และเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ นิทรรศการโครงการพระราชดำริต่างๆ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการที่มีการวิจัย ร่วมกันกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตร ที่แสดงจะแสดงนิทรรศการโครงการพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน (UAV) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง โมเดลสาธิตการติดตั้งอุปกรณ์ยิงพลุสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) ที่ใช้ในการทำฝน เมฆเย็น เป็นต้น

ส่วนไฮไลท์ของงาน จะมีการจัดแลนด์มาร์คเปิดตัวภาพวาดสีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะทรงงาน โดยศิลปินชื่อดัง อ.เกริกบุระ ยมนาค เพื่อให้ประชาชนได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ขณะที่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. จะมีพิธีถวายราชสักการะวางพานพุ่มดอกไม้สด เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

จาก https://www.naewna.com วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรมชลฯ สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่

 "เกษตรฯ"รุกแผนปฏิรูป กรมชลประทานขานสานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่ รวบทุกเครือขับเคลื่อนขยายผลเสริมสร้างเครือข่าย ให้เข้มแข็ง ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ในการจัดงาน"โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฏีใหม่" ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการใช้แนวความคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรฯ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยเกษตรกรอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการ ทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย

“กรมชลประทานเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งเป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำที่ปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร ครั้งนี้จึงได้จัดงานเสวนา “สู่ฝันของพ่อ...สานต่อทฤษฎีใหม่” เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้คนทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันวางแผนขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการก.เกษตร ฯ กล่าว

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า นอกจากรวบรวมเครือข่ายผู้มีประสบการณ์จริงในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาไว้ด้วยกันแล้ว ภายในงานยังมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจ เช่น ความเป็นมา กลับสู่รากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล , เส้นทางคนรุ่นใหม่ Start Up เกษตรทฤษฎีใหม่ , การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชาของลุ่มน้ำปราจีน (ลุ่มน้ำย่อยห้วยโสมง) และลุ่มน้ำป่าสัก เป็นต้น

รวมไปถึงการจัดนิทรรศการที่แบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 เรื่องราวของรากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่ โซนที่ 2 ตามรอยเท้าพ่อ..สู่ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก โซนที่ 3 สานฝันของพ่อ..พัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตามแนวพระราชดำริ โซนที่ 4 แปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล) และสุดท้ายตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย

“กรมชลประทานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเกษตรทฤษฎีใหม่จะขยายวงกว้างออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งในการพูดคุยเสวนาครั้งนี้จะใช้กลไกหลัก 3 อย่าง คือ S-Support (หนุน/ปลดล็อค) D-Driver (คน/พื้นที่) และ F-Function (กลไกราชการ) เพื่อให้ได้ตัวชี้วัด กลไกการขับเคลื่อนระยะยาว รวมถึงข้อสรุปที่จะสนับสนุนการทำงานให้สำเร็จเป็นไปตามแผนขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยได้จริงต่อไป” ดร.ทองเปลวฯ กล่าว

นายบุญลือ เต้าแก้ว เกษตรทฤษฏ๊ใหม่ บ้านหนองโน อ.เมือง จังหวัดสระบุร กล่าวว่า ก่อนทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้ทำนาข้าวพียงอย่างเดียวและมีปัญหาหนี้สิน จนกระทั่งไปเรียนรู้การทำทฤษฏีใหม่ที่วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.สระบุรี และได้นำแบบอย่างมาปรับเข้ากับพื้นที่ฃองตนที่มีอยู่ 20 ไร่ แบ่งพื้นที่ทำการเกษตร 12 ไร่ นา 4 ไร่ บ่อน้ำ 2 ไร่ ที่อยู่อาศัย 2 ไร่

โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 ยึดหลัก มุ่งมั่น ขยัน อดทน แต่ในช่วงแรก ๆ เพื่อนบ้านไม่เห็นด้วยแต่ตนก็ตั้งใจจนกระทั่งได้ผลและเป็นที่ยอมรับเมื่อปี 2539 - 2540 และแจกจ่ายผลผลิตให้กับเพื่อนบ้านจนกระทั่งมีการวางจำหน่าย และมีหลายหน่วยงานเข้ามาเรียนรู้เกษตรทฤษฏีใหม่ในพื้นที่ของตนเอง

"หนี้ที่เป็นอยู่ 5 แสน เริ่มใช้หมดไป จนกระทั่งสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะมีรายได้ทุกวันจากการทำการเกษตร เช่นเพาะเห็ดนางฟ้าและที่มีคนมารับซื้อถึงที่"

จาก https://www.prachachat.net   วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

"ศิริ" ถกแผนพีดีพีใหม่ เน้นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ผสมพลังงานทดแทน

"ศิริ" เร่งเครื่องถกแผนพีดีพีฉบับใหม่ หวังชง กพช. เคาะ ธ.ค.นี้ เพื่อเปิดประชาพิจารณ์และประกาศใช้ได้ภายในต้นปี 2562  แย้มโรงไฟฟ้าก๊าซฯจะมาเป็นลำดับแรก ผสมกับพลังงานทดแทน ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกำหนดเกิดหลังปี 2570 เพื่อรอผลศึกษา SEA

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เร่งหารือกับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่(พีดีพี 2561-80) เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายในเดือนธ.ค. จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในต้นปี 2562 ก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

ปัจจุบันการจัดทำแผนอยู่ระหว่างการลงรายละเอียดถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าหลังปริมาณสำรองที่ขณะนี้อยู่ระดับเฉลี่ยสูงถึง 25- 30% ของกำลังการผลิตติดตั้งจะเพียงพอการใช้ไปถึงปี 2567-68 จากนั้นจะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เข้ามาเพิ่มเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคง ดังนั้นเบื้องต้นการจัดลำดับโรงไฟฟ้าภายใต้แผนพีดีพีใหม่ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงจึงมองทางเลือกไปยังโรงไฟฟ้าหลักที่เป็นเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เป็นลำดับแรกก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะถูกจัดไว้ในแผนหลังปี 2570 เนื่องจากยังมีความเห็นต่างจึงต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการกำกับการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA) สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้สรุปชัดเจนก่อนว่าจะสามารถมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่อย่างไร

"โรงไฟฟ้าหลักที่เป็นเชื้อเพลิงก๊าซฯคงจะมาก่อนลำดับแรกก็คงต้องมาดูสัดส่วนว่าจะมาจากไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) และกฟผ.ในสัดส่วนเท่าใด ที่เหลือจะเป็นในส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าสัดส่วนระหว่างโรงไฟฟ้าหลักกับพลังงานทดแทนนั้นยังต้องหาจุดสมดุลอยู่เพราะโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเช่น แสงอาทิตย์ ลม ยังไม่เสถียรหากดำเนินการจะต้องมองในเรื่องของการปรับระบบให้เป็น Power System Flexibility "แหล่งข่าว กล่าว

จาก https://www.thaipost.net   วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บาทเปิด 32.84 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดตลาด 32.84 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบวันนี้ 32.80-32.90 นักลงทุนรอติดตามผลประชุมเฟดคืนนี้

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่อยู่ที่ระดับ 32.84 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 32.78/79 บาท/ดอลลาร์"

เช้านี้บาทอ่อนค่า...ตลาดย่อยข่าวผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ..ส่วนคืนนี้ FOMC จะประกาศผลการประชุม ซึ่งคาดว่าจะคงดอกเบี้ยและน่าจะไปตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบหน้าในเดือนธ.ค."นักบริหารเงิน ระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80 - 32.90 บาท/ดอลลาร์

จาก https://www.posttoday.com  วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เครือข่ายภาคการเกษตรดันศพก. ร่วมสานพลังประชารัฐ-แปลงใหญ่

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยในการประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2562 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า การขับเคลื่อนฯ งานในปี 2562 ที่มุ่งเน้นให้แปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงการทำงานเครือข่าย และให้ ศพก. เป็นศูนย์กลางการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ สามารถแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ เช่น โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายของ ศพก. เป็นศูนย์ในการทำความเข้าใจและให้ความรู้เรื่องศัตรูพืชต่างๆ ทั้งนี้ ศพก. มีบทบาทในการช่วยเชื่อมโยงตลาดสินค้าแปลงใหญ่ได้ด้วย โดยเบื้องต้น สั่งการให้ทุกพื้นที่คัดกรองสินค้าเกษตร ที่พร้อมแลกเปลี่ยน พร้อมระบุช่วงเวลา และปริมาณของผลผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ ยังต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้ากันในเครือข่ายมากขึ้น

นายสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ยังถือเป็นการประชุมครั้งแรก ของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ชุดใหม่ โดยคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ ได้แก่ นายเชิดชัย จิณะแสน ประธานเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ รองประธานเครือข่าย 4 ภาค ประกอบด้วย นายอุดม วรัญญูรัฐ (ภาคกลาง) นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) นายยรรยงค์ ยาดี (ภาคเหนือ) นายสุมาตร อินทรมณี (ภาคใต้) และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ได้แก่ นายบุญมี สุระโคตร ส่วนรองประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ได้แก่ นายสำราญ ครรชิต ฝ่ายบริหาร นายนัยฤทธิ์ จำเล (วิชาการ) ทั้งนี้ ยังได้ย้ำในการประชุมถึงการขับเคลื่อนและผลสัมฤทธิ์ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

จาก https://www.naewna.com วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ไทยจับมือจีนยกระดับความร่วมมือ พุ่งเป้าการค้า 140,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2564

ไทยเดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์เศรษฐกิจกับจีน โดยได้เห็นชอบเอกสารยกระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน ขับเคลื่อนความร่วมมือ 7 ด้าน ได้แก่ การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดิจิทัล การท่องเที่ยว การเงิน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ดันเป้าการค้าทะลุ 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2564

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน (JC เศรษฐกิจไทย-จีน) ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้มอบให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการเพื่อยกระดับความสัมพันธ์การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศ รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 กับนโยบาย “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ให้สามารถเกื้อกูลและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันได้นั้น ในการพบหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) กับมนตรีแห่งรัฐของจีน (นายหวัง หย่ง) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ณ กรุงปักกิ่ง ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบเอกสารยกระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน (Comprehensive Framework on Enhancing Trade and Economic Partnership between the Thailand and China) โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสองประเทศเป็นผู้ลงนาม

ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าว มุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือ 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการค้า ร่วมมือเพื่อขยายการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2564 ซึ่งรวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน China International Import Expo เป็นประจำทุกปี ส่งเสริมความร่วมมือการค้าสินค้าเกษตร และให้จัดประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน และคณะทำงานสนับสนุนการค้าอย่างไร้อุปสรรคเป็นประจำ

ด้านอุตสาหกรรมและการลงทุน ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร อาหารเพื่ออนาคต และการบินและโลจิสติกส์

ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เสริมสร้างความร่วมมือผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้เมืองนวัตกรรมอาหารของไทย (Food Innopolis) เป็นพื้นที่ในการทำวิจัยและพัฒนา เข้าร่วมโครงการสำรวจความร่วมมือด้านอวกาศของจีน ร่วมมือด้านการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์

ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่งเสริมความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) เทคโนโลยี 5G และการลงทุนในอุทยานดิจิทัลในไทย รวมถึงยกระดับความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งเคเบิ้ลใต้น้ำ และโครงข่ายใยแก้วนำแสง

ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้เงินบาทและเงินหยวนในการทำธุรกรรมทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ขยายความร่วมมือและส่งเสริมบริการทางการเงินสมัยใหม่ (Fintech)

ด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพรวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การถ่ายทำภาพยนตร์ การบริการเรือข้ามฟาก และธุรกิจบริการน้ำพุร้อน

และ ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-จีน ส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคผ่านความร่วมมือภายใต้เขตเศรษฐกิจปากแม่น้ำจูเจียง (PPRD) กรอบความร่วมมือระหว่างมณฑลกวางตุ้ง - ฮ่องกง - มาเก๊า (GBA) กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC) โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (ACMECS)

ทั้งนี้ จีนมีความสำคัญในฐานะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 และนักลงทุนอันดับ 3 ของไทย และด้วยขนาดของประชากรเกือบ 1,400 ล้านคน ทำให้จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกที่มีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียและโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินการตามข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งไทยได้พัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกับจีนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการพบหารือระหว่างรองนายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ ได้เห็นชอบการลงนามเอกสารยกระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจนและต่อเนื่องต่อไป

ปัจจุบัน จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย โดยจีนเป็นทั้งตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ในขณะที่ไทยเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 15 และเป็นตลาดนำเข้าลำดับที่ 10 ของจีน ในปี 2560 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 73,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2559  11.9% และในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2561 การค้าระหว่างไทยกับจีนมีมูลค่า 45,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  11.6 % โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และส่วนประกอบ/อุปกรณ์ยานยนต์ เป็นต้น

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แก้ปัญหาสินค้าเกษตร…อย่าท่าดีทีเหลว

จะมองว่าการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำของรัฐบาลเข้าทำนอง “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” ก็ไม่น่าจะผิด เพราะปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้ก็มีปัญหาใหม่ซ้อน นอกจากยางพาราที่ฟุบไม่ฟื้นแล้วราคาปาล์มน้ำมัน อ้อย กุ้งขาวแวนนาไม ไข่ไก่ ยังดิ่งวูบเข้าขั้นวิกฤต

ทั้งที่พืชเศรษฐกิจเหล่านี้มีหลายหน่วยงานดูแล ตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายระดับชาติ คณะทำงานของกระทรวง กรม รวมทั้งจังหวัด อำเภอ ที่่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ

ขณะเดียวกันรัฐบาลได้นำแนวคิดบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่มาใช้ ชูนโยบายการตลาดนำการผลิต พร้อมนำแนวทางประชารัฐผนึกพลัง 3 ประสาน ดึงเอกชน ประชาชน มาร่วมงาน เพื่อยกระดับการพัฒนาและป้องกันแก้ไขปัญหาพืชผลการเกษตร โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้สมดุลกับความต้องการของตลาด แต่ที่ผ่านมายังแก้โจทย์พืชผลราคาตกต่ำซ้ำซากไม่ได้

การปฏิรูปโครงสร้างการเกษตรเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจรากหญ้า และให้ภาคการเกษตรไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าสอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากและท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับรายได้ และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในภาคการเกษตรให้สูงขึ้น เมื่อเทียบกับ GDP รวม

เพราะแม้ผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 3/2561 (ก.ค.-ก.ย. 2561) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะชี้ว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 140.5 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 138.7 โดยรายได้เกษตรกรในหมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 จากกลุ่มพืชอาหารและไม้ผลเป็นหลัก ส่วนปศุสัตว์และประมงลดลงร้อยละ 5.0 และ 25.6 แต่สวนทางกับความเป็นจริงที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่พอยังชีพ

ล่าสุดแม้รัฐบาลจะเแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ทั้งเร่งรัดการส่งออกน้ำมันปาล์มให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (บี 7) ส่งเสริมการใช้ดีเซลบี 20 ตามข้อเรียกร้องของชาวสวนปาล์มแล้ว ไข่ไก่ที่ราคาตกต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบ 30 ปี กำลังเป็นอีกปัญหาที่ต้องเร่งแก้

นโยบายปฏิรูปการเกษตรโดยใช้การตลาดนำการผลิตแม้เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติอาจยังไม่ถูกทิศทาง เพราะเมื่อไล่เรียงรายชื่อพืชผลหลักทางการเกษตร ซึ่งน่าจะเป็นดัชนีชี้วัดอนาคตของเกษตรกรไทย ตั้งแต่ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน สับปะรด ฯลฯ จะพบว่า กว่าครึ่งมีปัญหาซ้ำซาก มาตรการ แผนงานสารพัดที่ีออกมายังแก้ไม่ได้ สุดท้ายจึงมักจบลงแบบท่าดีทีเหลว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จาก https://www.prachachat.net   วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตั้งอ้อยขั้นต้นฤดูผลิต61/62 เฉลี่ย680บาท

สอน.เปิดรับฟังความคิดเห็นชาวไร่อ้อยก่อนชง กอน.เคาะราคาอ้อยขั้นต้นปี 2561/2562 เฉลี่ย 680 บาท/ตันอ้อย

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้คำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิต 2561/2562 เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 680 บาท/ตัน หลังจากนี้จะนำตัวเลขดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนชาวไร่อ้อย และผู้แทนโรงงานน้ำตาลทราย ตามมาตรา 50 พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) พิจารณาในวันที่ 15 พ.ย.นี้ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ ราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิต 2561/2562 ที่ 680 บาท/ตันอ้อยนี้ เป็นตัวเลขที่ สอน.ประเมินไว้ตั้งแต่แรก และเป็นตัวเลขเดียวกับที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงาน ครม. เพื่อกำหนดมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ได้รับผลกระทบจากทั้งด้านราคาที่ตกต่ำ เบื้องต้น ครม.ได้มีมติเห็นชอบโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เมื่อรวมราคาอ้อยขั้นต้นและเงินช่วยเหลือจากทั้งสองแนวทาง จะทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะได้รับราคาอ้อยประมาณ 880-900 บาท/ตันอ้อย ที่ค่าความหวานเฉลี่ยประมาณ 12.30 ซี.ซี.เอส

จาก https://www.posttoday.com  วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เครือข่ายภาคการเกษตรดันศพก. ร่วมสานพลังประชารัฐ-แปลงใหญ่

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยในการประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2562 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า การขับเคลื่อนฯ งานในปี 2562 ที่มุ่งเน้นให้แปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงการทำงานเครือข่าย และให้ ศพก. เป็นศูนย์กลางการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ สามารถแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ เช่น โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายของ ศพก. เป็นศูนย์ในการทำความเข้าใจและให้ความรู้เรื่องศัตรูพืชต่างๆ ทั้งนี้ ศพก. มีบทบาทในการช่วยเชื่อมโยงตลาดสินค้าแปลงใหญ่ได้ด้วย โดยเบื้องต้น สั่งการให้ทุกพื้นที่คัดกรองสินค้าเกษตร ที่พร้อมแลกเปลี่ยน พร้อมระบุช่วงเวลา และปริมาณของผลผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ ยังต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้ากันในเครือข่ายมากขึ้น

นายสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ยังถือเป็นการประชุมครั้งแรก ของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ชุดใหม่ โดยคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ ได้แก่ นายเชิดชัย จิณะแสน ประธานเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ รองประธานเครือข่าย 4 ภาค ประกอบด้วย นายอุดม วรัญญูรัฐ (ภาคกลาง) นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) นายยรรยงค์ ยาดี (ภาคเหนือ) นายสุมาตร อินทรมณี (ภาคใต้) และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ได้แก่ นายบุญมี สุระโคตร ส่วนรองประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ได้แก่ นายสำราญ ครรชิต ฝ่ายบริหาร นายนัยฤทธิ์ จำเล (วิชาการ) ทั้งนี้ ยังได้ย้ำในการประชุมถึงการขับเคลื่อนและผลสัมฤทธิ์ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

จาก https://www.naewna.com วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“สอน.” คำนวณราคาอ้อยขั้นต้น 61/62 ตามคาด680บาท เกษตรกรได้ค่าอ้อย880-900บาทต่อตัน

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) อยู่ระหว่างการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต ปี 2561/2562 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร (กบ.) ไปแล้ว โดยในเบื้องต้นราคาอ้อยขั้นต้นเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 680 บาทต่อตัน ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส ตามที่ สอน. เสนอ

ซึ่งในขั้นตอนต่อไป จะนำตัวเลขดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นหรือข้อคัดค้านจากผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลทราย ต่อราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2561/2562 ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและนำตาลทราย พ.ศ.2527 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ แล้วเสนอความเห็นต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 52 และ 53 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและนำตาลทราย พ.ศ.2527

จาก https://www.prachachat.net  วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คาดราคาอ้อยปี 61/62 อาจแตะ 880-900 บาท

สอน.เผยราคาอ้อยขั้นต้นปี 61/62 อาจสูงถึง 880-900 บาทต่อตันอ้อย ที่ค่าความหวานเฉลี่ยประมาณ 12.30 ซี.ซี.เอส ย้ำความช่วยเหลือไม่ขัด WTO

นางวรวรรณ ชิตอรุณ  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สอน.อยู่ระหว่างคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต ปี 2561/2662 เบื้องต้นราคาอ้อยขั้นต้นเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 680 บาทต่อตัน ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส  คาดว่าราคานี้จะเสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) พิจารณาเห็นชอบวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ แล้วเสนอความเห็นต่อไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

เลขาธิการ สอน.ระบุว่าโดยรวมราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิต ปี 2561/2662 ชาวไร่อ้อยจะได้รับประมาณ 880-900 บาทต่อตันอ้อย แต่ที่ค่าความหวานเฉลี่ยประมาณ 12.30 ซี.ซี.เอส และเงินช่วยเหลืออีก 2 ส่วน คือ ส่วนแรกประมาณ 50 บาทต่อตันอ้อย จากโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิตช่วยเหลือเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นชาวไร่อ้อยกับ สอน. และเป็นคู่สัญญากับโรงงานหรือมีการส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อยที่จดทะเบียนถูกต้อง โดยจ่ายตามจำนวนตันอ้อยที่เกษตรกรส่งให้โรงงานคู่สัญญาหรือหัวหน้ากลุ่มต่อตันอ้อย แต่จะมีการกำหนดปริมาณตันอ้อยสูงสุดที่จะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5,000 ตันอ้อย ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินวงเงิน 6,500 ล้านบาท

ส่วนที่ 2 เงินช่วยเหลือจากโรงงานน้ำตาลที่จะจ่ายเงินล่วงหน้าบางส่วนให้เกษตรกรไปก่อน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเพิ่มอีกประมาณ 60 บาทต่อตันอ้อย แต่เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกขยับขึ้นเล็กน้อย ทาง สอน.จะหารือร่วมกับโรงงานน้ำตาลและสมาคมธนาคารไทยสัปดาห์หน้า

เลขาธิการ สอน. กล่าวว่า ความช่วยเหลือนี้จะบรรเทาความเดือดร้อนชาวไร่อ้อยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และ ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก  (WTO) เนื่องจากเป็นการอุดหนุนด้านปัจจัยการผลิต (Input Subsidies) ถือเป็นการอุดหนุนภายในที่ยกเว้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรัฐสามารถดำเนินการได้

จาก https://tna.mcot.net   วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สอน.คาดราคาอ้อยขั้นต้น680บาทต่อตัน

 สอน. ประเมินราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 61/62 เป็นไปตามคาด โดยเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 680 บาทต่อตันอ้อย

   นางวรวรรณ ชิตอรุณ  เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า  ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย อยู่ระหว่างการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2561/2662 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร (กบ.) ไปแล้ว โดยในเบื้องต้นราคาอ้อยขั้นต้นเฉลี่ย ทั่วประเทศอยู่ที่ 680 บาทต่อตัน ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเสนอ  ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะนำตัวเลขดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นหรือข้อคัดค้านจากผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลทราย ต่อราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 2561/2562 ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและนำตาลทราย พ.ศ.2527 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ แล้วเสนอความเห็นต่อไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 52 และ 53 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและนำตาลทราย พ.ศ.2527

 “ราคาอ้อยขั้นต้นฯ ฤดูการผลิต ปี 2561/2662 ที่ 680 บาทต่อตันอ้อยนี้ เป็นตัวเลขที่สำนักงานได้ประเมินไว้ตั้งแต่แรก  ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรี ในการกำหนดมาตรการการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่ได้รับผลกระทบจากทั้งด้านราคาที่ตกต่ำ ภายใต้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระบบใหม่  ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อนำมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยด้านปัจจัยการผลิตที่จำเป็นสำหรับชาวไร่อ้อยรายเล็ก โดยจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวไร่อ้อยกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และเป็นคู่สัญญากับโรงงานหรือมีการส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ที่ได้จดทะเบียนถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ตามจำนวนตันอ้อยที่เกษตรกรได้ส่งให้กับโรงงานคู่สัญญาหรือหัวหน้ากลุ่ม โดยในเบื้องต้นกำหนดความช่วยเหลืออยู่ที่ไม่เกิน 50 บาทต่อตันอ้อย แต่จะมีการกำหนดปริมาณตันอ้อยสูงสุดที่จะได้รับเงินช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5,000 ตันอ้อย ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินวงเงิน 6,500 ล้านบาท” 

 ทั้งนี้ เมื่อรวมกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือ จากโรงงานน้ำตาลที่จะจ่ายเงินล่วงหน้าบางส่วนให้เกษตรกรไปก่อน ในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเพิ่มเติมอีกประมาณ60 บาทต่อตันอ้อย จากเดิมที่เคยคำนวณไว้ที่ 70 บาท แต่เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกได้ขยับราคาขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งนี้ สำนักงาน จะหารือร่วมกับโรงงานน้ำตาลและสมาคมธนาคารไทยในสัปดาห์หน้า ซึ่งจากการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นที่ 680 บาท  รวมกับเงินช่วยเหลือจากทั้งสองแนวทางดังกล่าว และเมื่อรวมกับค่าส่วนเพิ่มจากคุณภาพอ้อยที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะได้รับราคาอ้อยประมาณ 880-900 บาทต่อตันอ้อย  ที่ค่าความหวานเฉลี่ยประมาณ 12.30 ซี.ซี.เอส  จะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ชาวไร่อ้อยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

 ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก  (WTO) เนื่องจากเป็นการอุดหนุนด้านปัจจัยการผลิต (Input Subsidies) ถือเป็นการอุดหนุนภายในที่ยกเว้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรัฐสามารถดำเนินการได้

จาก www.banmuang.co.th  วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หวั่นเจอฝนโรงงานน้ำตาลเร่งเปิดฤดูอ้อยภายใน15พ.ย.

โรงงานน้ำตาลทราย ชง สอน.ขอเปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิต 2561/2562 ภายใน 15 พ.ย.นี้ หวั่นหากล่าช้าเจอฝนกระทบ

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธาน คณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เพื่อให้กำหนดวันเริ่มต้นเปิดหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายฤดูกาลผลิตปี 2561/2562 ในวันที่ 15 พ.ย. 2561 เร็วกว่าปีก่อนประมาณ 15 วัน เนื่องจากโรงงานเห็นว่าปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบในปีนี้ที่คาดการณ์จะอยู่ที่ 120-125 ล้านตัน โดยปริมาณผลผลิตอ้อยปีหน้าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เวลาหีบอ้อยนานกว่าปกติอยู่ที่ประมาณ 140 วัน/ฤดูกาลผลิต ดังนั้นจึงต้องการเลื่อนวันเปิดหีบอ้อยให้เร็วขึ้น

"เหตุผลที่ต้องขอให้มีการเปิดหีบอ้อยเร็วขึ้น เนื่องจากการผลิตปีที่ผ่านมา แม้ว่าโรงงานน้ำตาลจะเร่งดำเนินการหีบอ้อยเต็มที่ แต่บางโรงงานไม่สามารถปิดหีบได้ทันก่อนช่วงสงกรานต์ตามฤดูการหีบปกติ และต้องกลับมาเปิดหีบอ้อยหลังสงกรานต์เพื่อป้องกันปัญหาอ้อยตกค้างในไร่ โดยบางพื้นที่พบปัญหาฝนตก ทำให้ผลผลิตอ้อยเข้าหีบในช่วงท้ายฤดูการหีบของปีก่อนมีปัญหาอ้อยปนเปื้อนสูง ส่งผลต่อความสามารถการผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) ลดลงในช่วงปลายฤดู และเครื่องจักรหีบอ้อยของโรงงานก็ได้รับความเสียหายจากกระบวนการหีบอีกด้วย"นายสิริวุทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลได้รณรงค์ให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดเพื่อให้คุณภาพ อ้อยเข้าหีบมีค่าความหวานที่ดี รวมถึงช่วยวางแผนระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งผลผลิตจากไร่อ้อยสู่โรงงานให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขนส่งมีข้อจำกัดด้านความสูงของรถทำให้ชาวไร่บรรทุกผลผลิต อ้อยต่อเที่ยวได้ลดลง ดังนั้นโรงงานได้เตรียมการรับผลผลิตให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตในแต่ละวัน เพื่อบริหารจัดการด้านการขนส่งผลผลิตอ้อยให้มีความคล่องตัวและเอื้อประโยชน์ต่อการช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้แก่ชาวไร่ให้ได้มากที่สุด"

ทางสมาคมฯได้ทำหนังสือเพื่อเสนอวันเริ่มต้นเปิดหีบอ้อยให้แก่ สอน.ได้พิจารณาแล้ว เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางฝ่ายโรงงานได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับผลผลิตอ้อยจากชาวไร่ แม้ว่าปีนี้ปริมาณอ้อยจะลดลงกว่าปีก่อนก็ตาม"นายสิริวุทธิ์ กล่าว

จาก https://www.posttoday.com  วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

โรงงานน้ำตาลทราย เตรียมเปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 61/62 ดีเดย์ 15 พ.ย.นี้

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ทำหนังสือถึง สอน. ขอเปิดหีบอ้อย ฤดูการผลิตปี 2561/62 ในวันที่ 15 พ.ย. เร็วขึ้นกว่าปีก่อนประมาณ 15 วัน หลังคาดการณ์ผลผลิตอ้อยปีนี้ 120-125 ล้านตัน พร้อมจัดระเบียบด้านโลจิสติกส์ขนส่งอ้อยเข้าสู่โรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หวั่นหากปิดหีบล่าช้าเข้าสู่ฤดูฝนกระทบคุณภาพผลผลิตอ้อยหีบกดยิลด์น้ำตาลลดลง

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้ทำหนังสือเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เพื่อให้กำหนดวันเริ่มต้นวันหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 2561/62 ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 เร็วกว่าปีก่อนประมาณ 15 วัน เนื่องจากโรงงานเห็นพ้องร่วมกันว่า ด้วยปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบในปีนี้ที่คาดการณ์จะอยู่ที่ 120-125 ล้านตันลดลงเล็กน้อยจาก 135 ล้านตันในปีก่อน โดยปริมาณผลผลิตอ้อยปีหน้าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เวลาหีบอ้อยนานกว่าปกติ อยู่ที่ประมาณ 140 วันต่อฤดูการผลิต ดังนั้นจึงต้องการเลื่อนวันเปิดหีบอ้อยให้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ เหตุผลที่ต้องขอให้มีการเปิดหีบอ้อยเร็วขึ้นเนื่องจากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา แม้โรงงานน้ำตาลจะเร่งดำเนินการหีบอ้อยเต็มที่ แต่บางโรงงานไม่สามารถปิดหีบได้ทันก่อนช่วงสงกรานต์ตามฤดูการหีบปกติและต้องกลับมาเปิดหีบอ้อยหลังสงกรานต์ เพื่อป้องกันปัญหาอ้อยตกค้างในไร่โดยบางพื้นที่พบปัญหาฝนตกในพื้นที่จัดเก็บอ้อย ทำให้ผลผลิตอ้อยเข้าหีบในช่วงท้ายฤดูการหีบของปีก่อนมีปัญหาอ้อยปนเปื้อนสูง ส่งผลต่อความสามารถการผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) ลดลงในช่วงปลายฤดูการหีบปีก่อน และเครื่องจักรหีบอ้อยของโรงงานก็ได้รับความเสียหายจากกระบวนการหีบอีกด้วย

“เราได้ทำหนังสือเพื่อเสนอวันเริ่มต้นเปิดหีบอ้อยให้แก่ สอน. ได้พิจารณา เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางฝ่ายโรงงานได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับผลผลิตอ้อยจากชาวไร่ แม้ว่าปีนี้ปริมาณอ้อยจะลดลงกว่าปีก่อน แต่จากการคาดการณ์ก็ยังถือว่ายังมีอ้อยจำนวนมากที่จะเข้าสู่กระบวนการหีบและต้องวางแผนบริหารจัดการรองรับการผลิตที่ดี เพื่อให้ได้อ้อยที่มีคุณภาพที่ดีนำมาผลิตเป็นน้ำตาลให้ได้น้ำตาลต่อตันอ้อยที่มากที่สุด” นายสิริวุทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ โรงงานน้ำตาลได้รณรงค์ให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เพื่อให้คุณภาพอ้อยเข้าหีบมีค่าความหวานที่ดีรวมถึงช่วยวางแผนระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งผลผลิตจากไร่อ้อยสู่โรงงานให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขนส่งมีข้อจำกัดด้านความสูงของรถ ทำให้ชาวไร่บรรทุกผลผลิตอ้อยต่อเที่ยวได้ลดลง

ดังนั้น โรงงานได้เตรียมการรับผลผลิตให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตในแต่ละวัน เพื่อบริหารจัดการด้านการขนส่งผลผลิตอ้อยให้มีความคล่องตัวและเอื้อประโยชน์ต่อการช่วยลดต้นทุนการขนส่งให้แก่ชาวไร่ให้ได้มากที่สุด

จาก https://www.prachachat.net  วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ส.น้ำตาลเร่ง สอน. เปิดหีบอ้อย 61/62 เร็วขึ้น 15 วัน

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายร่อนหนังสือถึง สอน. ขอเปิดหีบอ้อย 61/62 เร็วกว่ากำหนด 15 วันในวันที่ 15 พ.ย. หลังคาดการณ์ผลผลิตอ้อยปีหน้าสูง ใช้เวลาเก็บเกี่ยวนาน หวั่นหากปิดหีบล่าช้าเข้าสู่ฤดูฝนกระทบคุณภาพผลผลิต

5 พ.ย. 2561 ๐ นายสิริวุทธิ์  เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์  3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้ทำหนังสือเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เพื่อให้กำหนดวันเริ่มต้นวันหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย ฤดูการผลิตปี 2561/62 ในวันที่ 15 พ.ย. 2561 เร็วกว่าปีก่อนประมาณ 15 วัน เนื่องจากโรงงานเห็นพ้องร่วมกันว่า ถึงปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบในปีนี้ที่คาดการณ์จะอยู่ที่ 120-125 ล้านตันลดลงเล็กน้อยจาก 135 ล้านตันในปีก่อน แต่ปริมาณผลผลิตอ้อยปีหน้าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เวลาหีบอ้อยนานกว่าปกติ อยู่ที่ประมาณ 140 วันต่อฤดูการผลิต 

“ที่ต้องขอให้มีการเปิดหีบอ้อยเร็วขึ้นเนื่องจากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา แม้โรงงานน้ำตาลจะเร่งดำเนินการหีบอ้อยเต็มที่ แต่บางโรงงานไม่สามารถปิดหีบได้ทันก่อนช่วงสงกรานต์ตามฤดูการหีบปกติและต้องกลับมาเปิดหีบอ้อยหลังสงกรานต์ เพื่อป้องกันปัญหาอ้อยตกค้างในไร่โดยบางพื้นที่พบปัญหาฝนตกในพื้นที่จัดเก็บอ้อย ทำให้ผลผลิตอ้อยเข้าหีบในช่วงท้ายฤดูการหีบของปีก่อนมีปัญหาอ้อยปนเปื้อนสูง ส่งผลต่อความสามารถการผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) ลดลงในช่วงปลายฤดูการหีบปีก่อน”นายสิริวุทธิ์ กล่าว  

อย่างไรก็ตามได้ทำหนังสือเพื่อเสนอวันเริ่มต้นเปิดหีบอ้อยให้แก่ สอน. ได้พิจารณา เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งทางฝ่ายโรงงานได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับผลผลิตอ้อยจากชาวไร่ แม้ว่าปีนี้ปริมาณอ้อยจะลดลงกว่าปีก่อน แต่จากการคาดการณ์ก็ยังถือว่ายังมีอ้อยจำนวนมาก ที่จะเข้าสู่กระบวนการหีบและต้องวางแผนบริหารจัดการรองรับการผลิตที่ดี รวมถึงโรงงานยังได้เตรียมการรับผลผลิตให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตในแต่ละวัน เพื่อบริหารจัดการด้านการขนส่งผลผลิตอ้อยให้มีความคล่องตัว

จาก https://www.thaipost.net   วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อุทยานมิตรกาฬสินธุ์ทำบุญใหญ่เอาฤกษ์เอาชัยก่อนฤดูกาลเปิดหีบอ้อย

อุทยานมิตรกาฬสินธุ์นำพนักงานร่วมกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยจัดกิจกรรมทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนทำการเปิดหีบโยนอ้อยรับซื้อผลผลิตประจำปี 2561/62  พร้อมรณรงค์ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด งดการเผา ไม่มีสิ่งปลอมปน เพื่อได้ราคาดี ขณะที่ราคาซื้อเริ่มต้นที่ตันละ 900-950 บาท ตั้งเป้าอ้อยเข้าโรงงาน 5 ล้านตัน คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกรมากกว่า 4,700 ล้านบาท

5 พ.ย.61 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ ต.สมสะอาด อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ นายคนอง ศักดิ์เพ็ชร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มโรงงาน นายศิริศักดิ์ เตียเจริญกิจ ผอ.ธุรกิจไฟฟ้า นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานอ้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1) นายคมสันต์ เหล่าจูม ผอ.โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ นายอำเภอกุฉินารายณ์ นายธนเสฏฐ์ ชัยสงครามธนทัต นายกเทศมนตรีเมืองบัวขาว นายบรรจง กุลอาจศรี นายก อบต.สมสะอาด ร่วมกับคณะกรรมการไตรภาคี บุคลากร พนักงานโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ โรงงานเอทานอล และโรงไฟฟ้า ผู้นำชุมชน ตัวแทนส่วนราชการและเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 500 คนร่วมกันประกอบพิธีทำบุญตักบาตร ถวายภัตราหาร เครื่องปัจจัยไทยธรรมรับศีลรับพร และปะพรมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนทำการเปิดหีบโยนอ้อยรับซื้อฤดูกาลผลิตประจำปี 2561/62  ซึ่งจะเริ่มเปิดดำเนินการในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 นี้

 นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานอ้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1) กล่าวว่า การทำบุญใหญ่ของอุทยานมิตรกาฬสินธุ์ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ก่อนทำการเปิดหีบหรือประเพณีโยนอ้อย รับซื้อผลผลิตอ้อยจากชาวไร่ในแต่ละฤดูกาลผลิต ที่จะต้องมีการประกอบพิธีทำบุญ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยให้แก่โรงงาน พร้อมมีการมอบรางวัลแก่พนักงานและชาวไร่อ้อย ที่มีผลงานดีเด่นด้านต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคล ให้กิจกรรมดำเนินการของโรงงานเป็นไปด้วยความราบรื่น และเป็นการสร้างแรงจูงใจ สร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรและชาวไร่ สมาชิกโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ ที่อยู่เคียงข้างชาวไร่อ้อยมายาวนาน มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นักเรียน ทำนุบำรุงพุทธศาสนา ส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีตลอดปี

นายคมสันต์ เหล่าจูม ผอ.โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับฤดูกาลผลิตปี 2561/62 จะเริ่มดำเนินการเปิดหีบในวันที่ 20 พ.ย.61 ทั้งนี้ ในฤดูกาลผลิตในปี 2560/3561 ที่ผ่านมามีปริมาณอ้อยเข้าโรงงาน 4.2 ล้านตัน ซึ่งเป็นอ้อยจากเกษตรกรในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ 3.6 ล้านตัน ที่เหลือ 6 แสนตันมาจากเกษตรกรใน อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีเฉลี่ยค่าความหวานที่ผ่านมาอยู่ที่ 14.12 ccs ถือเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ

 สำหรับในฤดูกาลผิดปี 2561/62 นี้จะมีอ้อยเข้าโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านตัน โดยเป็นอ้อยของเกษตรกาฬสินธุ์ 3.6 ล้านตันเท่าเดิม ส่วนอีก 1.4 ล้านตัน มาจาก จ.อำนาจเจริญ และ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งในราคารับซื้อปีนี้อยู่ที่ ตันละประมาณ 900-950 บาท รวมค่า ccs อย่างไรก็ตาม การที่ทำให้อ้อยราคาดีที่สุดคือการตัดอ้อยสด สะอาด เข้าโรงงาน อย่าเผาอ้อยโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณภาพของอ้อยลดน้อยลงและควรปลูกอ้อยให้ครบ 12 เดือน ถึงค่อยทำการตัดขาย

นายคนอง ศักดิ์เพ็ชร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มโรงงาน กล่าวว่า สำหรับโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์นั้น ได้เปิดดำเนินการร่วมกับพี่น้องเกษตรกรมานานกว่า 21ปี ซึ่งที่ผ่านมาทางโรงงานได้ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะทำให้เกษตรกรได้ผลิตที่มีคุณภาพและเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 18 ตันต่อไร่ ค่า ccs 15 ขณะที่ปัจจุบัน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 15 ตันต่อไร่ ค่า ccs 11.12 ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีชาวไร่อ้อยลงทะเบียนเป็นสมาชิกกับโรงงานจำนวน 14,000 ราย โดยราคาซื้อผลผลิตประจำปี 61 เริ่มต้นที่ตันละ 900 – 950 บาท คาดอ้อยเข้าโรงงาน 5 ล้านตัน เงินสะพัดสู่มือเกษตรกรไม่น้อยกว่า 4,700 ล้านบาท

จาก https://www.naewna.com วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กบง. ประกาศใช้ "ไบโอดีเซล" สัดส่วน 6.8% ตั้งแต่ 8 พ.ย. นี้!!

กบง. ประกาศใช้ "ไบโอดีเซล" สัดส่วน 6.8% ตั้งแต่ 8 พ.ย. นี้ โดยผู้ผลิตไบโอดีเซลและผู้ค้าน้ำมันจะร่วมกันซื้อน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เริ่มซื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 ตัน

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2561 แผนการปรับปรุงข้อกำหนดเพื่อเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จากร้อยละ 6.6 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 6.9 ซึ่งจะสามารถช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพิ่มขึ้นอีก 80,000 ตัน/ปี โดยในขั้นต้นจะบังคับใช้มาตรการเพิ่มสัดส่วนเป็น ร้อยละ 6.8 ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2561 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิตไบโอดีเซลและผู้ค้าน้ำมันจะร่วมกันซื้อน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เริ่มซื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 ตัน

นอกจากนี้ กบง. ยังได้รับรายงานจากกรมธุรกิจพลังงาน ถึงความร่วมมือจาก ขสมก. และ บขส. ในการทดลองใช้น้ำมันดีเซล B20 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน โดยมีแผนงานใช้น้ำมันดีเซล B20 ในปริมาณ 7 ล้านลิตร/เดือน ส่งผลให้ประมาณการใช้น้ำมันดีเซล B20 ในเดือน ธ.ค. จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 20 ล้านลิตร/เดือน

ทั้งนี้ ตามแผนงานช่วยดูดซับการผลิตน้ำมันปาลม์ดิบ (CPO) ในประเทศ ด้วยการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในสัดส่วนสูงที่สุดนี้ จะสามารถใช้น้ำมันปาลม์ดิบ (CPO) ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ 1.3 ล้านตัน/ปี และในน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มขึ้นอีก 0.6 ล้านตัน/ปี รวมเป็น 1.9 ล้านตัน/ปี จากปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศประมาณ 2.5 ล้านตัน/ปี

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พาณิชย์เผยสมาชิก CPTPP 6 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันตกลง CPTPP แล้ว เริ่มนับถอยหลัง 60 วัน ก่อนมีผลบังคับใช้

พาณิชย์เผยสมาชิก CPTPP 6 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันตกลง CPTPP แล้ว เริ่มนับถอยหลัง 60 วัน ก่อนมีผลบังคับใช้ ด้านพาณิชย์เร่งประเมินผลกระทบ ก่อนเสนอระดับนโยบายพิจารณาการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ของไทยต่อไป

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ออสเตรเลีย เป็นประเทศลำดับที่ 6 ที่ได้ให้สัตยาบันความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และยื่นต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้เก็บรักษาสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก CPTPP ที่ให้สัตยาบันความตกลงฯ แล้วทั้งสิ้น 6 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งตามเงื่อนไขความตกลง CPTPP จะมีผลใช้บังคับ 60 วัน หลังมีสมาชิกอย่างน้อย 6 ประเทศ จาก 11 ประเทศ ให้สัตยาบัน ดังนั้น จึงทำให้ความตกลง CPTPP จะเริ่มมีผลใช้บังคับตรงกับวันที่ 30 ธันวาคม 2561

สำหรับการเตรียมการของไทยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเตรียมการพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลประโยชน์ และผลกระทบต่อการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ของไทย รวมถึงได้เดินสายจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในทั่วทุกภูมิภาคเกี่ยวกับความตกลง CPTPP โดยได้จัดสัมมนารับฟังความเห็นไปแล้วทั้งสิ้น 5 ครั้ง ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 1,400 คน ครอบคลุมผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในภาพรวมภาคเอกชนสนับสนุนการเข้าร่วม CPTPP โดยเสนอให้เตรียมความพร้อมและศักยภาพผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน บางภาคส่วน เช่น เกษตรกร ภาคประชาสังคม ยังมีความกังวลในบางประเด็น เช่น การเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV1991 การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และความสามารถในการแข่งขันของไทย เป็นต้น ซึ่งจำเป็นจะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าหากไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ในอนาคต ก็จะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ และมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงการค้าเสรีดังกล่าว

นายสนธิรัตน์กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดจัดประชุมคณะทำงานเตรียมการพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ซึ่งตนเป็นประธานในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้นำเสนอความเห็นผลการวิเคราะห์ประโยชน์และผลกระทบการเข้าเป็นสมาชิกความตกลง CPTPP ของไทย เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) พิจารณาแนวทางดำเนินการของไทยในเรื่องนี้ต่อไป

ทั้งนี้ ความตกลง CPTPP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมกว้าง ทั้งเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายธุรกิจชั่วคราว การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม โดยมีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก ญี่ปุ่น บูรไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ล่าสุดมีประเทศที่แสดงความสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP เพิ่ม เช่น อังกฤษ เกาหลี จีนไทเป (ไต้หวัน) โคลอมเบีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

จาก https://www.prachachat.net   วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“สมคิด” ยกจีนแกนนำฝ่าสงครามการค้าเสรี โชว์นักธุรกิจทั่วโลก เศรษฐกิจไทยแข็ง 3 เด้ง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน Hongqiao International Economic and Trade Forum: Session on Trade and Investment ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน China International Import Expo (CIIE)2018 ที่ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 5 พย. 61 ว่าการจัดงานของจีนในครั้งนี้มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นโอกาสที่ผู้แทนภาคเอกชนรายใหญ่ นักลงทุนระหว่างประเทศและผู้กําหนดนโยบายทั้งของจีนและต่างประเทศได้มารวมตัวกันเพื่อหารือ และแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางการค้าและการพัฒนาทางเศรษฐกิจแล้วยังมีความสําคัญในอีก 2 นัย คือ ความสําคัญเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Importance) และความสําคัญทางยุทธศาสตร์(StrategicImportance)

นายสมคิด เชื่อว่า ภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลกทุกวันนี้กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ทําให้เราต้องเผชิญกับสภาวะแห่งความไม่แน่นอน (uncertainties) อาจนําไปสู่วิกฤตศรัทธา (faith crisis) ซึ่งอาจกระทบการลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม จีนมีบทบาทและมีความพยายามที่จะสร้างความสมดุลในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกําลังเผชิญความท้าทาย และความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 5 ปีหลังนับตั้งแต่ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (one belt one road) ซึ่งปัจจุบันก้าวไปอย่างมากและน่าชื่นชม

“ขณะที่โลกกําลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จีนเข้ามามีบทบาทในเชิงประจักษ์ในการส่งเสริมระบบการค้าที่เสรี (Free) และเสมอภาค (Fair) ภายใต้ระบบทุนนิยมและการเจรจาการค้าพหุภาคีที่ครอบคลุม(Inclusive) และเท่าเทียม (Equitable) เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความมั่นใจและฟื้นฟูศรัทธาของระบบการค้า จนสามารถกก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ และเป็นหัวจักรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน ประเทศไทยขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนบทบาทของจีน ในฐานะมิตรแท้และหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในทุกมิติ” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวต่อว่าในภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ตนเสนอให้จีนใช้การพัฒนาความเชื่อมโยง (Connectivity) ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการดําเนินนโยบายต่างประเทศเป็นกลไกหลักในการพัฒนาภูมิภาค ไทยเองได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่จะส่งเสริมความเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาค และภูมิภาคมาโดยตลอด โดยไทยจะอาศัยจุดแข็ง ในด้านทําเลที่ ตั้งที่ อยู่ในจุดยุทธศาสตร์สําคัญ อยู่ใจกลางของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตัวเชื่อม(Connector) ระหว่างระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ และตะวันออก – ตะวันตก และเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ซึ่งเป็นสามภูมิภาคที่สร้างพลวัตให้กับเศรษฐกิจโลก

ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ไทยจะรับตําแหน่งประธานอาเซียนซึ่งแน่นอนว่าไทยจะผลักดันการพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคต่อไป ทั้งภายใต้อาเซียน และผ่านกรอบความร่วมมือที่ไทยมีบทบาทร่วมนอกจากนี้ตนเชื่อว่า หากเราสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแยงซี ต่อไปยังเขตสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำจูเจียง (PPRD) ที่เปรียบเสมือนท้องมังกร และเขตอ่าวกวางตุ้ง -ฮ่องกง – มาเก๊ า (GBA) ที่เป็นดังหัวมังกร เชื่อมเข้ากับไทย โดยเฉพาะ EEC ต่อไปยัง ACMECS ได้ ก็จะทําให้จีนและอาเซียนสามารถประสานพลังกันได้ และจะก่อเกิดศูนย์กลางที่ผลักดันความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไปได้อย่างแน่นอน

“ไทยพร้อมจะสนับสนุนบทบาทของจีน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาคมเศรษฐกิจโลก ขณะนี้ไทยเองก็อยู่ระหว่างการสร้างความเข้มแข็งและยกระดับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเรา ด้วยการดําเนินนโยบายภายใต้ Thailand 4.0 และการเดินหน้าไปสู่ยุคเศรษฐกิจรูปแบบใหม่หรือยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี “

นายสมคิดระบุว่า เวลานี้สภาวะเศรษฐกิจไทยมีการพัฒนาไปในทิศทางบวก และมีแนวโน้มดีขึ้นตามลําดับ สะท้อนได้จากพัฒนาการ 3 ด้านได้แก่ 1.เศรษฐกิจไทยได้ก้าวข้ามจากสภาพถดถอยเข้าสู่สภาพที่ฟื้นตัวได้ เป็นอย่างดี การเติบโตทางเศรษฐกิจไต่ระดับตั้งแต่ 0.9% เมื่อปี 2014 ขึ้นสู่ 4.8 % ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้และคาดว่า การเติบโตของทั้งปี 2018 น่าจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในขณะที่ดัชนีทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ล้วนแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น”

ประเด็นที่ 2.รัฐบาลไทยกําลังดําเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างดําเนินการจํานวนมาก นอกจากนี้ ไทยยังเร่งขับเคลื่อนการลงทุนด้านดิจิทัลและสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ มาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้ง Internet Broadband เคเบิ้ลใต้น้ำเชื่อมกับฮ่องกงและจีนBig Data AI และ e-Commerce ไปจนถึงการพัฒนา e-Government เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับกระแสโลกในเวลานี้ ซึ่งไทยตระหนักดีและไม่เพียงแต่ต้องการจะพัฒนาตัวเองเท่านั้น ยังต้องการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วย ที่ผ่านมา บริษัทต่างชาติรายใหญ่หลายราย รวมถึงของจีน ต่างตัดสินใจเลือกไปลงทุนในกิจการสมัยใหม่เหล่านี้ที่ไทย เพราะเห็นประโยชน์ที่จะเดินหน้าร่วมไปกับไทย และใช้ความเข้มแข็งของฐานธุรกิจในไทยขยายขอบเขตไปถึงระดับภูมิภาค

ประการที่ 3. การลงทุนและการส่งออก ต้องกล่าวเลยว่า ประเทศไทยได้รับความสนใจจากเอกชนทั่วโลกอย่างกว้างขวาง คําขอรับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในช่วง 2 ปีมานี้ และคาดว่าปีนี้ จะมีมูลค่าสูงถึง 21,000 ล้านดอลาร์ ด้านการส่งออก ก็เติบโตกว่าร้อยละ 9 เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป้นผลมาจากนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ที่มุ่งเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โครงการสําคัญที่กําลังนําพาประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 คือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ Eastern Economic Corridor (EEC) ซึ่งเป็นโครงการสําคัญที่กําลังรุดหน้าไปอย่างน่าพอใจ

สำหรับใน EEC จะมี การลงทุนสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เดินหน้าส่งเสริมการลงทุนใน EEC อย่างเต็มที่ทั้งในด้านกฎหมายรองรับและการอํานวยความสะดวกด้านการลงทุนอย่างครบวงจร รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทําให้การลงทุนจากต่างประเทศใน EEC เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้มีนักลงทุนต่างชาติยื่นคําขอรับสิทธิประโยชน์การลงทุนแล้ว 822 โครงการ มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์และไทยยินดีตอนรับนักลงทุนจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันสร้างโอกาสและประโยชน์จากเขต EEC ต่อไป

จาก https://www.prachachat.net   วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ห่วงมะกันตัด GSP กระทบส่งออกไทยปีหน้า

เอกชนห่วงไทยถูกสหรัฐฯ ตัดจีเอสพีสินค้า 11 รายการกระทบยอดส่งออกปีหน้าแนะหน่วยงานรัฐเร่งเปิดกรอบเจรจาการค้าช่วย พาณิชย์เผยเป็นการถูกตัดสิทธิมากสุดรอบ 10 ปี

นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากที่สหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศผลการพิจารณาโครงการทบทวนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP)ประจำปี 2560 โดยได้ตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าจาก 15 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งไทย เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯเกิน 50% หรือมีมูลค่าการนำเข้าเกิน 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ซึ่งในส่วนของไทยถูกตัดสิทธิ 11 รายการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไปนั้น จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในกลุ่มสินค้าที่ถูกตัดสิทธิแน่นอน

การถูกตัดสิทธิครั้งนี้กลายเป็นว่าไทยโดน 2 ต่อ คือ ทั้งค่าเงินบาทที่ยังผันผวนแม้ว่าจะอ่อนค่าแต่ก็ยังไม่เพียงพอในการเพิ่มขีดแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าเงินอ่อนค่ามากกว่า ทำให้ยังเสียเปรียบในการแข่งขัน ซึ่งภาพรวมค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงมาแค่ 2% นับจากต้นปี ในขณะที่อินโดนีเซียอ่อนค่าเพิ่มเป็น 12% ฟิลิปปินส์อ่อนค่าเพิ่มเป็น 7% ออสเตรเลียที่เป็นคู่ค้ากับไทยอ่อนค่าเพิ่มอีก10% จีนค่าเงินอ่อนลง 7% หรือแม้แต่อียูที่มีค่าเงินอ่อนลง 5-6% ดังนั้นแม้ว่าค่าเงินบาทไทยจะอ่อนตัวลงแต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นถือว่ายังอ่อนน้อยกว่า ยิ่งสหรัฐฯ มาตัดสิทธิ GSP อีกถือว่าไทยเจอ 2 ต่อ

 “ดังนั้นผู้ประกอบการต้องแข่งขันในเรื่องของคุณภาพ การพัฒนาสินค้า เพื่อให้แข่งขันได้ ส่วนภาครัฐเอกชนเองเคยเสนอให้เร่งมีการเจรจากรอบการค้าต่างๆ ซึ่งในระยะยาวจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้”

สำหรับสินค้าไทยที่ถูกตัดสิทธิ GSP 11 รายการครั้งนี้ มีมูลค่าเท่ากับ 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบด้วยดอกกล้วยไม้สดทุเรียนสด มะละกอตากแห้งมะขามตากแห้งข้าวโพดปรุงแต่ง ผลไม้/ถั่วแช่อิ่ม มะละกอแปรรูป แผ่นไม้ปูพื้น เครื่องพิมพ์ เครื่องซักผ้าขาตั้งกล้องถ่ายรูป

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย โดยข่าวร้ายคือทำให้สินค้าที่ถูกตัดสิทธิต้องเสียภาษีนำเข้าที่ 1-8% ส่วนข่าวดีคือแสดงว่าสินค้าของไทยได้รับความนิยมในตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก ซึ่งการถูกตัดสิทธิครั้งนี้ถือว่ามากสุดในรอบ 10 ปี

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ส่งออกไทยปี 61ส่อหลุดเป้า 8%

โค้งท้ายต้อง2.1หมื่นล.ดอลล์/เดือนลุ้นสหรัฐฯนำเข้าเพิ่ม

สรท.ชี้ส่งออกไทยปี 61 โต 8-9% หืดจับ ระบุ 3 เดือนสุดท้ายเฉลี่ยต้องทำให้ได้สูงถึง 21,958-22,747 ล้านดอลล์ต่อเดือน ลุ้นสหรัฐฯนำเข้าเพิ่มโค้งสุดท้าย ประสานเสียงสภาอุตฯ ปีหน้าส่งออกไทยโตไม่เกิน 5%

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุการส่งออกของไทยในปี 2561 อาจขยายตัวไม่ถึง 9% ตามที่ธปท.ประเมินไว้ (9 เดือนแรกปีนี้ส่งออกไทยมีมูลค่า 189,729.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัว 8.1%)ว่า การขยายตัว 9% อาจจะยาก แต่การขยายตัวที่ 8% ยังมีโอกาสเป็นไปได้

ทั้งนี้หากจะขยายตัวที่ 9% ในอีก 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ การส่งออกของไทยจะต้องทำได้เฉลี่ยที่ 22,747 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หากขยายตัวที่ 8% ต้องทำให้ได้ 21,958 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน และขยายตัว 7% ต้องทำให้ได้ 21,169 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน (สถิติส่งออกไทยช่วง 3 เดือนสุดท้ายปี 2560 มีมูลค่า 61,178.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเฉลี่ย 20,392.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน)

 “สถิติในปีที่ผ่านมาช่วงไตรมาสสุดท้าย การส่งออกในเดือนพฤศจิกายนจะขยายตัวมากที่สุด เพราะคู่ค้าเร่งนำเข้าเพื่อไปจำหน่ายในช่วงคริสต์มาส ปีใหม่ รวมถึงอาจยาวถึงตรุษจีน ส่วนเดือนตุลาคมและธันวาคมจะขยายไม่มาก โดยปัจจัยลบคือสงครามการค้าที่จีนมีแนวโน้มลดการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปจากไทยไปผลิตส่งออกต่อลดลง แต่มองว่ามีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อของสหรัฐฯที่ดีขึ้น เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นสหรัฐฯพุ่งสูงสุดในรอบ 18 เดือนมีโอกาสที่สหรัฐฯจะนำเข้าเพิ่มขึ้น ทั้งปีนี้ สรท.ยังคงคาดการณ์ส่งออกไว้ที่ 8% จะปรับหรือไม่ต้องรอดูตัวเลขส่งออกเดือนที่เหลืออีกครั้ง”

ส่วนคาดการณ์ส่งออกของไทยในปี 2562 เบื้องต้น สรท.คาดจะขยายตัวได้ที่ 5% (จากเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ที่ 8%) มีปัจจัยลบจากสงครามการค้าหากยังยืดเยื้อจะเริ่มส่งผลมากขึ้น และจะมีผลต่อซัพพลายเชนของโลก, ความผันผวนการเงินโลก เงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน และต้นทุนนํ้ามันยังผันผวนในทิศทางเพิ่มสูงขึ้นจากการควํ่าบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

ส่วนปัจจัยบวก ไทยมีโอกาสจากสงครามการค้า เช่น การส่งเสริมสินค้าใหม่ๆ ที่ไทยมีศักยภาพไปยังภูมิภาคแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้, ส่งเสริมการจัดโรดโชว์ไปเจาะตลาดสำคัญๆ ที่ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ขณะที่ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการย้าย/ขยายฐานการผลิตของผู้ประกอบการจากจีนและสหรัฐฯเข้ามาในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น โดยจะสามารถซัพพลายทั้งสินค้าวัตถุดิบ กึ่งวัตถุดิบ และสินค้าสำเร็จรูปเข้าไปรองรับการผลิตจากการย้ายฐานในครั้งนี้

อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าของไทยที่ต้องจับตามอง 6 ปัจจัยได้แก่ 1.การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งหากพรรครีพับลิกันชนะสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนก็จะยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อไทยทั้งด้านบวกและด้านลบ 2. การเลือกตั้งภายในของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้า 3.สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลางต่อราคานํ้ามันและกำลังซื้อกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 4.ความกังวลเรื่องอิตาลีถูกลดอันดับเครดิต ทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้แสดงท่าทีที่จะไม่อนุมัติงบประมาณขาดดุลของอิตาลีที่อาจส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ในภาพรวม 5.ตลาดทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขาย เหตุจากเริ่มเห็นผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน และ 6.การเมืองโลกเข้มข้นเรื่อยๆ ทั้ง เบรกซิท อิตาลี สหรัฐฯ-อิหร่าน สหรัฐฯ-รัสเซีย และสหรัฐฯ-จีน

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในปีหน้าหากสงครามการค้ายังคงยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงจะส่งผลให้บรรยากาศการค้าโลกชะงักงัน ซึ่งหลายสำนักพยากรณ์รวมถึง ส.อ.ท.คาดการส่งออกไทยปี 2562 จะขยายตัวได้ไม่เกิน 5%

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ยังคาดการณ์ยากว่าการส่งออกไทยปีหน้าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด แต่จะขยายตัวลดลงจากปีนี้แน่นอน โดยปัจจัยลบที่สำคัญคือสงครามการค้าที่คาดว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯจะขยายวงทำสงครามและเจรจาการค้าที่เข้มข้น ไปยังคู่ค้าอื่นที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯมาก เช่น อียู ญี่ปุ่นที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯในปีที่ผ่านมา 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯตามลำดับ และจะกระทบบรรยากาศการค้าโลกหดตัวลง

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

'พาณิชย์' เผย CPTPP มีผลใช้บังคับสิ้นปีนี้! พร้อมเดินหน้าหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประเมินประโยชน์-ผลกระทบ

'พาณิชย์' เผย ความตกลง CPTPP มีผลใช้บังคับสิ้นปีนี้ พร้อมเดินหน้าหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประเมินประโยชน์-ผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนเสนอระดับนโยบายพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมของไทย

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ออสเตรเลียเป็นประเทศลำดับที่ 6 ที่ได้ให้สัตยาบันความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และยื่นต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้เก็บรักษาสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก CPTPP ที่ให้สัตยาบันความตกลงฯ แล้วทั้งสิ้น 6 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ แคนาดา และออสเตรเลีย ซึ่งตามเงื่อนไขความตกลง CPTPP จะมีผลใช้บังคับ 60 วัน หลังมีสมาชิกอย่างน้อย 6 ประเทศ จาก 11 ประเทศให้สัตยาบัน ดังนั้น จึงทำให้ความตกลง CPTPP จะเริ่มมีผลใช้บังคับตรงกับวันที่ 30 ธ.ค. 2561

สำหรับการเตรียมการของไทยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเตรียมการพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลประโยชน์ และผลกระทบต่อการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ของไทย รวมถึงได้เดินสายจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในทั่วทุกภูมิภาคเกี่ยวกับความตกลง CPTPP โดยได้จัดสัมมนารับฟังความเห็นไปแล้วทั้งสิ้น 5 ครั้ง ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ในช่วงเดือน ส.ค. - ก.ย. 2561 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 1,400 คน ครอบคลุมผู้เข้าร่วมสัมมนาจาก 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งในภาพรวมภาคเอกชนสนับสนุนการเข้าร่วม CPTPP โดยเสนอให้เตรียมความพร้อมและศักยภาพผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันบางภาคส่วน เช่น เกษตรกร ภาคประชาสังคม ยังมีความกังวลในบางประเด็น เช่น การเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV1991 การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และความสามารถในการแข่งขันของไทย เป็นต้น ซึ่งจำเป็นจะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าหากไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ในอนาคต ก็จะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ และมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงการค้าเสรีดังกล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดจัดประชุมคณะทำงานเตรียมการพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ซึ่งตนเป็นประธานในเดือน พ.ย. นี้ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้นำเสนอความเห็นผลการวิเคราะห์ประโยชน์และผลกระทบการเข้าเป็นสมาชิกความตกลง CPTPP ของไทย เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาแนวทางดำเนินการของไทยในเรื่องนี้ต่อไป

สำหรับความตกลง CPTPP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมกว้าง ทั้งเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายธุรกิจชั่วคราว การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน แรงงาน และสิ่งแวดล้อม โดยมีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เม็กซิโก ญี่ปุ่น บูรไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ล่าสุด มีประเทศที่แสดงความสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP เพิ่ม เช่น อังกฤษ เกาหลี จีนไทเป (ไต้หวัน) โคลอมเบีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ก.เกษตรฯ เร่งขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่

ก.เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ขยายเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงจัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายนนี้ วัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงทำแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งแบ่งการใช้พื้นที่เป็น 4 ส่วน โดยเป็นแหล่งน้ำร้อยละ 30 ปลูกข้าวร้อยละ 30 ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล พืชไร่ พืชผักร้อยละ 30 และปลูกที่อยู่อาศัยร้อยละ 10 จึงมอบหมายกรมชลประทานจัดนิทรรศการความเป็นมาของเกษตรทฤษฎีใหม่ศาสตร์พระราชากับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมนิทรรศการประมวลภาพการเสด็จเยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มาในรูปแบบ “หุ่นจำลองมีชีวิต” บ้านลุงสมจิต : ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก การพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์

นอกจากนี้ มีการเสวนาเรื่องความเป็นมา กลับสู่รากเหง้า เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล โดยมีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน มาร่วมพูดคุย และกรมชลประทานได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เร่งรัดขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อนำเสนอแนวทางการสนับสนุนที่จำเป็นต่อภาครัฐและได้พบกับเครือข่ายต่าง ๆ ที่น้อมนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่การเกษตรของตนเองจนประสบความสำเร็จ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ กิจกรรมเดินชมแปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่แบบประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล)

นายกฤษฎา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวความคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรฯ จึงมีเป้าหมายขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางสนับสนุนเกษตรกรที่สนใจให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยจากการที่ได้ส่งเสริมให้ทดลองทำเกษตรทฤษฎีใหม่แล้วพบว่า พื้นที่เพียง 1 ไร่สามารถทำได้ ลงทุนปีแรก 70,000 บาทต่อไร่ รายได้กลับคืน 100,000 บาท ได้กำไรไร่ละ 30,000 บาท จากนั้นปีต่อมาค่าลงทุนต่อไร่จะลดลง เนื่องจากเมื่อมีแหล่งน้ำและปรับพื้นที่แล้ว ค่าต้นทุนจะลดลง ทั้งนี้ รัฐบาลสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อัตราดอกเบี้ยต่ำและกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลเพิ่มให้เป็นหมู่บ้านละ 2 ล้านบาท โดยมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้คำแนะนำทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาดิน รวมถึงความรู้ในการทำการเกษตรทุกด้าน

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักที่เป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำ ซึ่งปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร อีกทั้งได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันขยายพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ทั้งในและนอกเขตชลประทานเพิ่มขึ้น และได้วางเป้าหมายที่จะขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กว้างขวางออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เป็นหลัก จากนั้นรายได้เกษตรกรจึงจะเพิ่มขึ้นและช่วยให้หนี้สินลดลงตามมา

สำหรับนิทรรศการเกษตรทฤษฎีใหม่ในงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” จะมีจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งกรมประมง กรมหม่อมไหม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมปศุสัตว์ เกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว ซึ่งจะเป็นแหล่งความรู้แก่เกษตรกรร่วมสืบสานศาสตร์ของพระราชาไปอย่างกว้างขวางต่อไป

จาก https://tna.mcot.net   วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เปิดผลสำรวจนาแปลงใหญ่ตะวันตก เกษตรกรเต้นทุนลด-ผลตอบแทนพุ่ง

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาต้นทุนการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ได้รวบรวมข้อมูลใน จ.กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี พบว่าต้นทุนเฉลี่ยการผลิตข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2559/2560 ต่ำกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ โดยต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อยู่ที่ 3,676 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 839.70 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,327 บาท/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการอยู่ที่ 4,105 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 808 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,576 บาท/ไร่

ทั้งนี้ ต้นทุนส่วนใหญ่ลดลงจากค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และสารเคมี โดยที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 23.11 กิโลกรัม/ไร่ มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 74 รวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดต้นทุน ร้อยละ 84 มีการรวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง ร้อยละ 80 และทุกคนได้รับการอบรมความรู้ด้านการเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ในขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 25.89 กิโลกรัม/ไร่ มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 11 มีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ร้อยละ 9 รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิต ร้อยละ 3 และได้รับการอบรมด้านการเกษตร ร้อยละ 40 ส่งผลให้การใช้ปัจจัยการผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่ามีความเหมาะสมมากกว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ตาม ควรส่งเสริมให้เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ การลดการใช้สารเคมี ปรับลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ส่งเสริมการรวมตัวกันผลิตเป็นกลุ่ม ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าแรงงานลงได้ และควรส่งเสริมให้เกษตรกรจดบันทึกข้อมูลการผลิต รายรับ-รายจ่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลมาปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

จาก https://www.naewna.com วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ส.อ.ท.ไม่วางใจ! ตั้งคณะทำงานศึกษาสงครามการค้ารับมือปี’62

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ส.อ.ท.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบจากสงครามการค้าเพื่อสรุปเป็นรายอุตสาหกรรม เบื้องต้นพบว่ามีทั้งผลบวกและลบขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตามภาวะสงครามการค้ามีผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปี2562 ดังนั้นภาพรวมผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด มาตรการหนึ่งที่ส.อ.ท.มองไว้รองรับคือการโครงการ เมด อิน ไทยแลนด์ ที่จะเสนอรัฐบาลให้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสนับสนุนภาครัฐและคนไทยใช้สินค้าไทย

“ไทยกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้งในปี 2562 สิ่งที่เอกชนต้องการเห็น คือ ความสงบของบ้านเมือง ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหาร รวมถึงแผนงานที่ต้องปฏิบัติตามกฏหมายโดยเฉพาะ โครงการเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) จะมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการดูแลระดับราคาสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มแรงซื้อในประเทศ”นายสุพันธุ์กล่าว

จาก https://www.matichon.co.th    วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

นายกฯไร่อ้อย’ โอดชาวไร่เจ๊งระนาวหลังค่าอ้อยขั้นต้นปี 61/62 เหลือแค่ 650 บาท เรียกร้องเปลี่ยนรัฐบาล

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง นายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรีเปิดเผยถึงสถานการณ์อ้อยในฤดูการผลิตปี 2561/2562ว่า ได้มีการประกาศราคาอ้อยเบื้องต้นมาแล้วราคาตันละ 650 บาท ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเจ๊งกันระนาว เนื่องจากทางสํานักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้มีการประเมินผลการลงทุนแล้วพบว่าจะต้องใช้เงินในการปลูกอ้อยตันละ 1,041 บาท ซึ่งมีผลพวงมาจากรัฐบาล คสช.ทำงานไม่เป็น ประกอบกับการผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังหันมาปลูกอ้อยส่งผลให้มีผลผลิตสูงขึ้น จากการประเมินหากมีอ้อยในประเทศประมาณ 100 ล้านตัน ราคาอ้อยจะตกประมาณตันละ 1,000 บาท จะทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ แต่ปรากฏว่าผลการผลิตอ้อยในปี 2560/2561 ที่ผ่านมาสูงถึง 137 ล้านตัน ทำให้ราคาอ้อยเบื้องต้นอยู่ที่ตันละ 880 บาท แต่ก็ยังสูงกว่าต้นทุนการผลิต

นายจิรวุฒิกล่าวว่า ในการแก้ปัญหานั้นจะต้องเปลี่ยนรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลทำให้ผลผลิตทางด้านการเกษตรตกต่ำทุกตัว อาทิ ยางพาราเหลือ 3 กิโลกรัม 100 บาท ซึ่งราคายางพาราที่เกษตรกรจะอยู่ได้ต้องกิโลกรัมละ 60 บาทขึ้นไป ส่วนปาล์มเหลือกิโลกรัมละ 2-3 บาท ทั้งที่ความเป็นจริงจะต้องได้ราคากิโลกรัมละกว่า 4.50 บาทขึ้นไป ส่วนอ้อยนั้นจะต้องได้ราคาตันละ 1,000 บาทขึ้นไป ปรากฏว่าปี 2561/2562 ราคาเหลือตันละ 650 บาท หากบวก ซีซีเอส. ไปอีก 2 จะได้เงินเพิ่มประมาณ 730 บาทเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าต้นทุนการผลิตแล้วเกษตรกรที่ปลูกอ้อยจะอยู่ได้อย่างไร

“ในการแก้ไขปัญหาของผมจะลดพื้นที่การปลูกลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง หากปลูก 1,000 ไร่ เหลือ 500 ไร่ แล้วมาเน้นในเรื่องการดูแลทั้งเรื่องน้ำ ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช ก็จะทำให้ผลผลิตเพิ่มมากจากขึ้นจากเดิม ปกติจะได้ผลผลิตประมาณ 6-7 ตันต่อไร่ อาจจะเพิ่มสูงขึ้น 11-12 ตันต่อไร่ ประกอบกับมีเครื่องจักร และรถขนครบวงจร จะทำให้อยู่ได้ แต่ต้องได้ราคาอ้อยอย่างต่ำตันละ 900 บาท” นายจิรวุฒิกล่าวและว่า ต้องยอมรับว่าการที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศนานเกินไป ทำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา หันมาซื้อสินค้าทางด้านเกษตรกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย หรือประเทศเพื่อนบ้านของไทย หากไม่มีผลผลิตก็จะให้ประเทศเพื่อนบ้านมาซื้อจากไทย แล้วจะมาซื้อต่อไปอีกทีหนึ่ง ทำให้ราคาผลผลิตทางด้านเกษตรของประเทศไทยตกทุกตัว เพราะไม่มีใครมาซื้อ ปัญหาที่จะแก้ได้คือ จะต้องมีการเลือกตั้ง เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ถึงจะหันมาซื้อผลผลิตทางการเกษตรของไทย หากประชาชนให้ความสนใจเลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปบริหารประเทศ ตนเชื่อมั่นว่าผลผลิตทางด้านการเกษตรทุกตัวราคาดีขึ้นแน่นอน

จาก https://www.matichon.co.th    วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ผู้ส่งออกโล่ง!! อาเซียน-จีน คลายกฎเอกสารเพื่อกระจายสินค้า2ทาง

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลักในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงด้านการค้าต่างๆ รวมถึงมีภารกิจในการกำกับดูแลด้านการค้าต่างประเทศของไทย ได้มีการผลักดันให้มีการปรับปรุงระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้าและโลจิสติกส์ ล่าสุดกรมฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมเจรจาในการประชุมคณะทำงานด้านกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (ACJC-WGROO) ครั้งที่ 11 ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลักดันให้ที่ประชุมหาข้อสรุปประเด็นการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form E) แบบ Movement Certification (MC) กรณีนำเข้าสินค้าเป็นล็อตใหญ่เข้ามาทยอยส่งออกเพื่อขายต่อ (Partial Shipment) ซึ่งที่ผ่านมาขาดความชัดเจนว่าสามารถขอ Form E แบบ MC สำหรับการทยอยส่งออกหลายครั้งได้หรือไม่ โดยในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมมีมติว่า ความตกลงฯ ดังกล่าว อนุญาตให้ออกหนังสือรับรอง Form E แบบ Movement Certification (MC) กรณีทยอยส่งออกได้

นายอดุลย์ กล่าวว่า Form E แบบ Movement Certification (MC) เป็นข้อกำหนดที่เอื้อให้กับรูปแบบการค้าแบบ “ซื้อมา-ขายไป” กล่าวคือกรณีของประเทศไทย ผู้ค้าไทยสามารถนำเข้าสินค้าที่ได้ถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีหนึ่งมาขายต่อโดยการส่งออก (re-export) ไปยังประเทศภาคีอื่น ได้แก่ จีน และประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อีก 9 ประเทศ โดยยังคงได้รับสิทธิพิเศษในการลด/ยกเว้นภาษีขาเข้าประเทศปลายทาง เป็นแต้มต่อในการขายสินค้า และนับเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาธุรกิจจากภาคการผลิตก้าวสู่ภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากยิ่งขึ้น

” รูปแบบการค้าในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป ความสามารถในการแข่งขันด้านการขายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนในการกระจายสินค้าไปถึงมือลูกค้าด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายทางการค้าและมีศักยภาพด้านโลจิสติกส์มีความได้เปรียบ และในบางกรณีสามารถสร้างรายได้โดยไม่ต้องผลิตสินค้าด้วยตนเองเพียงเปลี่ยนบทบาท จากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้กระจายสินค้า ดังเช่นโมเดลธุรกิจของประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน กรมฯ จึงพยายามผลักดันและพัฒนาโลจิสติกส์ของไทย ให้เข้มแข็งเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ” นายอดุลย์ กล่าว

จาก https://www.matichon.co.th    วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รับไม้ต่อ AMEM ไทยเจ้าภาพพลังงานอาเซียนปี”62

ปิดฉากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 36 (36th ASEAN Ministers on Energy Meeting and Associated Meetings : 36th AMEM) ภายใต้ธีม Transforming Energy : Invest, Innovate, Inte-grate ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเทศไทยสามารถคว้า 21 รางวัลอนุรักษ์พลังงาน โดยถือว่าสร้างผลงานโดดเด่นมาก เพราะไทยครองแชมป์ติดต่อกันถึง 9 ปีซ้อน !

ผนึกซื้อขายไฟอาเซียนเพิ่ม

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย ตกลงขยายกรอบความร่วมมือพหุภาคีโครงการซื้อขายไฟฟ้า LTM on Power Integration

Project โดยจะเพิ่มปริมาณการรับซื้อเพิ่มขึ้นจากเดิม 100 เมกะวัตต์ เป็น 300 เมกะวัตต์ เนื่องจาก สปป.ลาว และมาเลเซีย มีข้อตกลงขยายซื้อขาย แต่ไทยเองต้องปรับในช่วง 3 จังหวัด อาทิ สงขลา ชายแดนใต้ เพื่อรองรับกำลังผลิตตามความต้องการของมาเลเซียและลาวก่อน จึงได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งศึกษา ขณะที่ LTM เริ่มนำร่องไปแล้วเมื่อต้นปีจากผลการเจรจาที่ฟิลิปปินส์ปีที่ผ่านมา ภายใต้กรอบ 100 เมกะวัตต์ แต่ในอนาคตปี 2563 จะเป็นการส่งเชื่อมโยงไฟฟ้า4 ประเทศ จากลาวไปสิงคโปร์ โดยผ่านระบบสายส่งของไทยและมาเลเซีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างอาเซียน ที่มีระบบสายส่งเชื่อมโยงถึงกัน (อาเซียนพาวเวอร์กริด) เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ไทยรับไม้ต่อเจ้าภาพปี”62

ขณะเดียวกันได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในอาเซียนให้ได้ตามเป้าหมาย 23% ในปี 2568 จากในปี 2559 มีสัดส่วนอยู่ที่ 12.4% แต่ปีนี้มีการใช้พลังงานทดแทนแล้วถึง 15% ขณะที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมมือการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 10 ชาติสมาชิกอาเซียน ให้มีการเสนอในเวทีประชุม AMEM ครั้งต่อไป ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในปี 2562 โดยจะปรับเป้าหมายลดใช้พลังงานให้มากขึ้น หลังจากระยะแรกกำหนดเป้าหมาย

ลดใช้พลังงาน 20% ในปี 2563 บรรลุเป้าหมายลดลงแล้วถึง 21.3% ถือว่าไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก กระทรวงพลังงานที่อยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP) โดยคาดว่าจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ธ.ค.นี้ เพื่อเห็นชอบและประกาศใช้ต้นปี 2562 โดยยืนยันว่าจะไม่กระทบราคาค่าไฟประชาชน และเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงาน

อ้อนขยาย รง.เอทานอล-ชีวมวล

นายพิพัฒน์ สุทธิวิเศษศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บ.เคทีส ไบโอเอทานอล จำกัด กล่าวว่า บริษัทผลิตไฟฟ้าและไอน้ำด้วยก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานผลิตเอทานอล สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ปีละ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร (100%) โดยผลิตไอน้ำแรงดันสูง 200,000 ตัน แบ่งส่วนหนึ่งไปผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 7,360 MWh ทดแทนการใช้ถ่านหินได้ 14,200 ตันต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 290,725 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ประหยัดได้มากกว่า 48 ล้านบาทต่อปี ไม่มีต้นทุนวัตถุดิบ จึงมี IRR สูงถึง 34% คืนทุนเพียง 3 ปี

“แม้รัฐไม่มีนโยบายซื้อก๊าซ แต่เราก็ไม่ทิ้ง เราเอาไปทำเชื้อเพลิง ลดการใช้ฟอสซิล จริง ๆ ไบโอก๊าซทำให้เป็นไฟฟ้า (firm) ยังได้ แต่รัฐต้องเปิดโอกาสการรับซื้อ แข่งขันกันและให้กลไกแข่งขันทำงาน”

สอดคล้องกับ นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล บ.พิจิตรไบโอพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัททำโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล โดยใช้แกลบจากโรงสีร่วมเจริญ 2 ปริมาณ 30,000 ตันต่อเดือน มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คืนให้เกษตรกรด้วย “รอเวลาให้รัฐส่งเสริมสนับสนุน สร้างความมั่นคง ทั้งรับซื้อ-สร้างโรงไฟฟ้าคำนึงทั้งความมั่นคงและราคา ถ้าจะมองถูกอย่างเดียวก็ไปไม่รอด และต้องกระจายรายได้ผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) อยากให้รัฐส่งเสริมลักษณะนี้เพิ่มเพราะให้ประโยชน์มหาศาล ซึ่งตอนนี้ 97% เราทำได้ อยู่ได้”

จาก https://www.naewna.com วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“พาณิชย์”เร่งถกRCEPรับมือการค้าโลก

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งเจรจา RCEP รอบพิเศษลุ้นถกจบปีนี้รับมือการค้าโลกผันผวน

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP สมัยพิเศษ ที่ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อประเมินความคืบหน้าและให้แนวทางการเจรจาหารือต่อเนื่องนั้น ที่ประชุมเห็นร่วมกันที่จะเร่งผลักดันตามแผนการเจรจาจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2561

ซึ่งสมาชิก RCEP ทุกประเทศได้ร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถสรุปการเจรจาได้ในปีนี้ ทั้งการเจรจาด้านการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์การค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น และไทยในฐานะประธานอาเซียนในปีหน้า จะร่วมมือกับสมาชิกผลักดันให้สามารถสรุปผลการเจรจาทั้งหมด และสามารถลงนามได้ภายในการประชุมสุดยอดอาเซียนในปีหน้าด้วย

จาก https://www.innnews.co.th  วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บาทกลับมาแข็งค่า หุ้นไทยดีดบวก

เงินบาทกลับแข็งค่ากลับมาช่วงปลายสัปดาห์ หลังดุลบัญชีเดินสะกัดเกินดุลและหุ้นไทยกลับมาเป็นบวก

 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงแรก ตามทิศทางเงินเอเชียและเงินหยวน หลังมีข่าวว่า สหรัฐฯ เตรียมวางแผนเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนเพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดี โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนี Core PCE Price Index อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยแข็งค่ากลับมาในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ ประกอบกับมีปัจจัยบวกจากดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่เกินดุลเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ย. ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ กลับมาเผชิญแรงกดดัน สวนทางภาพการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความหวังต่อผลการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ-จีน

ในวันศุกร์ (2 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.77 เทียบกับระดับ 33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 ต.ค. )

ด้านดัชนีหุ้นไทย   SET ปิดที่ระดับที่ 1,681.84 จุด เพิ่มขึ้น 3.25% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 13.65% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 48,160.85 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 2.88% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 425.62 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ ตามทิศทางของตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังในประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังมีรายงานข่าวว่าการหารือระหว่างประธานาธิบดีของ 2ประเทศเป็นไปด้วยดี และมีกำหนดพบปะกันนอกรอบการประชุมจี 20 ในเดือนนี้ นอกจากนี้ ดัชนี SET ยังมีปัจจัยหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันตลอดสัปดาห์ แม้ว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติจะยังคงขายสุทธิก็ตาม

สัปดาห์ถัดไป (5-9 พ.ย.)บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,665 และ 1,650 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,700 และ 1,710 จุด ตามลำดับ ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.60-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (6 พ.ย.) ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือ FOMC (7-8 พ.ย.) รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ประกอบด้วย ดัชนี PMI ภาคบริการ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ตลอดจนข้อมูลการส่งออก-นำเข้า อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของจีน

จาก https://tna.mcot.net  วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เกษตรฯ จัดทำ Big Data การปลูกพืชทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร เชื่อมโยงข้อมูลการปลูกพืชทั่วประเทศ สู่ฐานข้อมูล Big Data ด้านการเกษตรที่มีเอกภาพ

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ปี 2561 เพื่อจัดเก็บและรายงานข้อมูลภาวะการผลิตพืชและแมลงเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานข้อมูลการผลิตพืชจากข้อมูลระดับตำบลที่มีวิธีการจัดเก็บเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตร กำหนดนโยบายในการพัฒนาการเกษตรของประเทศ ติดตามงาน และแก้ไขปัญหาการผลิตพืชในงานส่งเสริมการเกษตร

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ปี 2561 เป็นมิติใหม่ของการบูรณาการฐานข้อมูลการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการรายงานข้อมูลซ้ำซ้อน มีการตรวจสอบความถูกต้องให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ส่งผลให้ข้อมูลมีความเป็นเอกภาพ และช่วยลดภาระการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ ประกอบด้วย 1.ระบบการจัดเก็บและรายงานข้อมูลภาวะการผลิตพืชระดับตำบล (รต.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลต้องจัดเก็บและรายงานการผลิตพืชเป็นประจำทุกเดือน แบ่งเป็น 3 กลุ่มพืช คือ กลุ่มพืชอายุสั้น ได้แก่ ข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ สมุนไพรและเครื่องเทศที่มีอายุสั้น กลุ่มพืชอายุยาว ได้แก่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพรและเครื่องเทศที่มีอายุยาว และกลุ่มแมลงเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการจัดเก็บข้อมูลทั่วประเทศรวม 468 ชนิดพืช 866 พันธุ์พืช 2.ระบบรายงานการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีการจัดเก็บและรายงานข้อมูลพืชฤดูแล้งรายสัปดาห์ เฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวรอบ 2 ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวหอมปทุม ข้าวเหนียว กลุ่มพืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง พืชไร่อื่นๆ และกลุ่มพืชผัก ได้แก่ ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน พืชผักอื่นๆ

นางดาเรศร์ กล่าวต่อว่า การจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร ปี 2561 นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อสนับสนุนการทำงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านฐานข้อมูล Big Data ด้านการเกษตรที่มีความเป็นเอกภาพ รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลด้านการเกษตร และข้อมูลในมิติอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และระบบการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช เป็นต้น

จาก https://siamrath.co.th   วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

อุบลไบโอเอทานอล ได้รับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเป็นอันดับต้นของประเทศ

คุณเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) โรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง รับมอบใบประกาศรับรองมาตรฐาน ISO 14001:2015 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และ ISO 45001:2018 ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (มาตรฐานใหม่แทน OHSAS 18001) จากคุณวินธัส พูลพุทธพงษ์ (ที่ 6 จากซ้าย) ผู้จัดการสายงานธุรกิจ อาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ทั้งนี้ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) นับเป็นบริษัทอันดับที่ 3 ของประเทศไทย และบริษัทอันดับต้นของโลกที่ได้รับการรับรอง ISO 45001:2018 มาตรฐานใหม่ดังกล่าว ยืนยันความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมคว้าตำแหน่งอันดับต้นของประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

จาก https://www.matichon.co.th วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561

เงินบาทแข็งค่า 32.93 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.00 น.) แข็งค่าขึ้น 0.22% จากระดับปิดตลาดวันทำการก่อนหน้าที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ

เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้ หลังแข็งค่าหลุดระดับ 33.00 บาทต่อดอลาร์ฯ เมื่อวานนี้ อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าในระหว่างวันอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากตลาดน่าจะรอประเมิน ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ อัตราการว่างงาน และเครื่องชี้ตลาดแรงงานอื่นๆ อาทิ ข้อมูลค่าจ้าง

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศแถบยูโรโซน

จาก www.thansettakij.com  วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561

ปี’62ลงทุนอีอีซี3แสนล้าน เดินสายหอบข้อมูลดึงต่างชาติ

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ที่อาคาร CAT Tower เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561ว่าได้มีการหารือแผนการดำเนินงานในปี 2562 โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้เกิดการลงทุนใน 11 อุตสาหกรรมเป้าหมายของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)ให้ได้ 1 แสนล้านบาท ประกอบกับเป้าหมายลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ตั้งไว้ 2 แสนล้านบาท รวมเป้าหมายลงทุนในอีอีซีปีหน้าทั้งสิ้น 3 แสนล้านบาท

“เป้าหมายลงทุน 1 แสนล้านบาท จะให้อีอีซีเดินเองเป็นผลงานของอีอีซี โดยแบ่งกับบีโอไอว่าอะไรที่เป็นเรื่องปกติบีโอไอจะเป็นผู้ดำเนินกาเช่นญี่ปุ่นจะขยายลงทุนในพื้นที่อีอีซี เป็นต้น แต่ถ้าดีลไหนยาก อีอีซีจะเข้าไปดำเนินการเอง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในส่วนของระบบขนส่ง ยึดโยงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ไบโออีโคโนมี ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยานการแพทย์ ทั้งนี้นักลงทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการประสานงานนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ”นายอุตตมกล่าว

สัปดาห์หน้าอีอีซีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกำหนดการเดินทางชี้แจงข้อมูลการลงทุน (โรดโชว์) ที่เมือง เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ทั้งยังอยู่ระหว่างหารือแนวทางลงทุนในอีอีซีกับอาลีบาบา ที่เมืองห่างโจว และไทยยังมีเป้าหมายดึงนักลงทุนระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอีอีซีของไทยด้วยจากก่อนหน้านี้ไทยได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมครั้งใหญ่ร่วมระหว่างจีน-ญี่ปุ่นด้วย

“ที่ผ่านมาไทยยังได้ไปโรดโชว์กับ 40 บริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับแอร์บัสมาแล้ว 2 ครั้งที่ฝรั่งเศส ซึ่งเร็วๆนี้กลุ่มอุตสาหกรรมการบินของแอร์บัสเตรียมเดินทางมาศึกษาดูงานอีอีซีของไทยด้วย ขณะที่ไทยก็เตรียมเดินทางไปโรดโชว์ที่อังกฤษต่อไป”นายอุตต กล่าว

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สกพอ.จัดทำแผนการออกแบบการใช้พื้นที่ในอีอีซีให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ซึ่งจะเร็วกว่าที่กฎหมายบังคับให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี เพื่อสร้างความชัดเจนให้นักลงทุนเชื่อมั่นและตัดสินใจลงทุน พร้อมให้ประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยกร่างแผนดูแลสิ่งแวดล้อมพื้นที่โดยรอบอีอีซี ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนในชุมชนให้มากขึ้น

นายอุตตมกล่าวว่า ขณะเดียวกันได้ให้กำหนดแนวทางศึกษางานวิจัยและพัฒนาคน เพื่อยกระดับบุคลากร ซึ่งมีบริษัท ปตท. และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เข้าร่วมโครงการวิจัยอินโนสเปซ ไทยแลนด์ รองรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างเมืองใหม่ (สมาร์ทซิตี้) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) โดยให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) จะหารือในรายละเอียดต่างๆ อีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมบอร์ดอีอีซีชุดใหญ่ ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

จาก https://www.naewna.com วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ใบ รง.4 ถาวรต้องไม่สร้างปัญหา 

การแก้ไขบทบัญญัติ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เพื่อยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ใบ รง.4) ถือเป็นข่าวดีส่งท้ายปีสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการโรงงานทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ เพราะนอกจากจะสะดวกมากขึ้นแล้ว ยังประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ

ไม่แปลกที่ข่าวรัฐปลดล็อกใบ รง.4 โดยเปิดทางให้โรงงานสามารถใช้ใบอนุญาตที่ได้รับจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้แบบถาวร หรือไม่มีวันหมดอายุ จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ยื่นต้องขอต่ออายุใบอนุญาตใหม่ทุก ๆ 5 ปี จะได้รับการขานรับจากผู้ประกอบการ นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นรายเก่า-รายใหม่ ทั้งไทยและต่างชาติ

ลดความยุ่งยากในการทำธุรกิจหรือลงทุน สอดรับดัชนีชี้วัดความยากง่ายในการทำธุรกิจ หรือ The Ease of Doing Business ของธนาคารโลก ที่ไทยต้องการไต่อันดับขึ้นอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นอีก จากที่ปีนี้ธนาคารโลกจัดประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 เทียบกับปีก่อนอยู่ในอันดับ 46 จาก 190 ประเทศทั่วโลก

ด้วยการผลักดันแก้ไขระเบียบ กฎหมาย และให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจลดกระบวนการ ขั้นตอนในการออกใบอนุญาต อนุมัติ จดแจ้ง ขึ้นทะเบียน ฯลฯ ให้เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว ลดความยุ่งยากซ้ำซ้อน เช่นเดียวกับการยกเลิกต่อใบอนุญาต รง.4 หรืออีกนัยหนึ่ง ให้ใบ รง.4 ใช้ได้ตลอดไปโดยไม่มีวันหมดอายุ

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ย้ำว่านำมาตรการนี้มาใช้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกและลดปัญหาความยุ่งยากของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เบื้องต้นคาดว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวจะประกาศบังคับใช้ได้ต้นปี 2562

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าเป็นห่วงและควรหยิบยกขึ้นพิจารณาควบคู่กัน คือ การยกเลิกต่อใบอนุญาต รง.4 หรือใบอนุญาตตั้งโรงงาน แม้จะตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการ นักลงทุนเชื่อมั่นมากขึ้น แต่จะให้สาธารณชนมั่นใจได้มากน้อยเพียงใดว่า โรงงานที่ได้รับใบอนุญาตแบบถาวรจะปฏิบัติตามกฎกติกาและไม่สร้างปัญหา

เพราะปัจจุบันแม้มีระเบียบกฎหมายควบคุมดูแลโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทั้ง พ.ร.บ.โรงงานกฎหมายผังเมือง ควบคุมอาคาร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษ น้ำเน่าเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรมยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ดังนั้นก่อนปลดล็อกใบ รง.4 ผ่องถ่ายงานให้บุคคลที่ 3 ตรวจสอบว่าโรงงานปฏิบัติตามกฎหรือไม่ และให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบด้วยการตรวจสอบตนเอง ต้องมีหลักประกันให้มั่นใจได้เสียก่อนว่าจะไม่สร้างปัญหาซ้ำซากเหมือนที่ผ่านมาอีก

จาก https://www.prachachat.net วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ไตรมาส 3 จีดีพีเกษตรขยายตัวร้อยละ 3.7

สศก.เผยจีดีพีเกษตรไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 3.7 คาดทั้งปีโตร้อยละ 4 – 5 จากสภาพอากาศและน้ำเอื้อต่อการผลิต

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 3 ปี 2561 ว่า ขยายตัวร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยเป็นการเติบโตทางด้านผลผลิตเป็นหลัก เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศและการบริหารจัดการของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นในระบบส่งเสริมแปลงใหญ่ และการนำ Agri - Map มาปรับใช้เพิ่มขึ้น โดยดัชนีรายได้เกษตรกรไตรมาส 3 ปี 2561เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 140.5 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 138.7  โดยรายได้เกษตรกรในหมวดพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกลุ่มพืชอาหารและกลุ่มไม้ผลเป็นหลัก ขณะที่หมวดปศุสัตว์และหมวดประมงลดลงร้อยละ 5.0 และ 25.6 ตามลำดับ

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 4.0 – 5.0 เมื่อเทียบกับปี 2560  โดยทุกสาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น สำหรับปัจจัยบวก คือ สภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ประกอบกับการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพมาตรฐาน รวมถึงมีการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

จาก https://tna.mcot.net  วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เงินเฟ้อ ต.ค.สูงขึ้นร้อยละ 1.23 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16

กระทรวงพาณิชย์เผยอาหารและน้ำมันแพง ดึงเงินเฟ้อเดือนตุลาคม 61 สูงขึ้นร้อยละ 1.23 และเป็นการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค. ) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรืออัตราเงินเฟ้อเดือนตุลาคม 2561 โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้อขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 1.23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 สาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและราคาน้ำมัน และในช่วง 2 เดือนที่เหลือปีนี้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในช่วงขาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม การที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1.15 โดยได้รับอิทธิพลจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน อาหาร และเครื่องดื่มเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ราคาอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะข้าวและผลิตภัณฑ์จากแป้งสูงขึ้นร้อยละ 4.87 และในกลุ่มข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.15 แต่ภาพรวมทั้งประเทศราคายังไม่ได้ปรับขึ้นมาก ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงราคาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11.98 ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรยังคงลดลง  ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ร้อยละ 1.17-1.21 หรือเคลื่อนไหวในกรอบที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 0.8-1.6 โดยสมมติฐานคาดการณ์จีดีพีของประเทศเฉลี่ยร้อยละ 4.2-4.7 ราคาน้ำมันเฉลี่ย 68-73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขการส่งออกขยายตัวร้อยละ 8 เป็นต้น.

จาก https://tna.mcot.net  วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตัวแทนเกษตรกรห่วงระเบียบคุม3สารเคมีบังคับใช้ยาก แนะแก้ไขสอดคล้องความเป็นจริง

เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2561ที่ผ่านมา มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นกรณีมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วยพาราควอด (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ณ รร.ทีเคพาเลซ ถ.แจ้งวัฒนะ ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้คนจากหลายภาคส่วนให้ความสนใจเข้าร่วมประชุมราว 250 คน เพื่อระดมความคิดเห็น

โดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยตั้งข้อสังเกตว่า ระเบียบที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอนั้นมีข้อจำกัดในการปฏิบัติของเกษตรกรหลายประเด็น อาทิ กรอบเวลาในการอบรมเกษตรกรทั่วประเทศ จำนวนกว่า 20 ล้านรายในระยะเวลา 90 วันหลังจากประกาศอนุมัติ เป็นสิ่งที่ดำเนินการจริงได้ยากด้วยระยะเวลาที่น้อยแต่ผู้ที่ต้องอบรมมีจำนวนมาก

ซึ่งหากกรมวิชาการเกษตรไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็จะทำให้มีกลุ่มคนที่ต่อต้านสารเคมีเกษตรออกมาเรียกร้องให้แบนสารเคมีอีก นอกจากนี้ควรมีหลักการและแนวทางปฏิบัติที่เป็นในทิศทางเดียวกันในสารเคมีทุกชนิด โดยให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติและใช้สารเคมีของเกษตรกรเป็นหลัก คำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับเกษตรปลอดภัยของประเทศไทยให้เป็นระบบอย่างยั่งยืน

“การไม่สามารถปฏิบัติได้ตามระเบียบที่ออกมา บทลงโทษจะตกอยู่ที่เกษตรกรการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านกำนัน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนั้นไม่มีความเหมาะสมเพราะขาดองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ทั้งที่ในความเป็นจริงควรเป็นบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรเอง”นายสุกรรณ์ กล่าว

นายสุกรรณ์ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะนำข้อมูลผลวิเคราะห์ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเกษตร นำยื่นต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดยเร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การพิจารณาตัดสินใหม่ให้สามารถใช้สารเคมีได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในกรมวิชาการเกษตรว่า จะนำส่งข้อมูลและความคิดเห็นจากกลุ่มเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในครั้งนี้ให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย

จาก https://www.naewna.com วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เปิดตัวเครือข่าย‘GAP Net’ ดันนโยบาย-กม.การเกษตร

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย GAP Net ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเพื่อดำเนินการนำเสนอข้อมูล และข้อคิดเห็นด้านการเกษตรต่างๆ เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการกำหนดทิศทาง นโยบาย กฎหมายและมาตรการด้านการเกษตร รวมทั้งให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรไทยให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้การนำเสนอข้อมูลหรือข้อคิดเห็นของ GAP Net อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการสังเคราะห์อย่างรอบคอบจากสมาชิกของเครือข่าย เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาภาคเกษตรของไทย

ทั้งนี้กิจกรรมแรกของ GAP Net ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทาง นโยบาย และกฎหมายการเกษตรไทย และการมีส่วนร่วมของภาคการเกษตร” โดยประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาเสวนาเป็นเรื่องที่กำลังมีการจัดทำนโยบายและพิจารณากฎหมายหลายฉบับที่มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว GAP Net จึงควรมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำและพิจารณากฎหมายด้วยการรวบรวม กลั่นกรอง วิเคราะห์ผลดี ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายและกฎหมายเหล่านั้นอย่างรอบด้าน เพื่อนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านวิชาการ และความเป็นจริงทางการเกษตรครอบคลุมทุกด้าน อย่างเป็นระบบ เพื่อประกอบการตัดสินใจของภาครัฐ

“นอกจากนี้ การเสวนาในครั้งนี้ ยังเป็นการเชิญชวนสมาคม ชมรม องค์กร ทางการเกษตรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเครือข่ายกับ GAP Net ได้พิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก GAP Net เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาภาคการเกษตรด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สังคมได้รับทราบ” ผู้ประสานงานเครือข่าย GAP Net กล่าว

จาก https://www.naewna.com วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561