ปั้น ‘อ้อย’ Bio Hub อาเซียน อุตฯเร่งลดเผา-ชูภาพน้ำตาลสีเขียว

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากอุตสาหกรรมเกษตรดั้งเดิมที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการเผาไร่อ้อย สู่การเป็น “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” ที่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้แนวคิด Bio Economy และโมเดล BCG Economy ของรัฐบาล การลดอัตราการเผาอ้อยทั่วประเทศลงเหลือเพียง 3.8% ในฤดูการผลิตปี 2568/2569 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานน้ำตาล ภาครัฐ ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่กำลังเชื่อมโยง “อ้อย” เข้ากับพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต เป้าปีหน้าลดอ้อยเผาต่ำ 3% นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวระหว่างมอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Green Bio Industry หรืออุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร พร้อมตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Bio Hub of ASEAN ภายในปี 2570 สะท้อนว่าอ้อยของไทยกำลังถูกยกระดับจากวัตถุดิบผลิตน้ำตาล ไปสู่ฐานการผลิตวัตถุดิบแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ พลังงานสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายระบุว่า ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ใน 29 จังหวัด โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ จุดที่น่าสนใจคือ สัดส่วนอ้อยสดเพิ่มขึ้นเป็น 96.20% ขณะที่อ้อยเผาลดลงเหลือเพียง 3.8% เมื่อเทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ที่มีอ้อยสดเพียง 85.14% และอ้อยเผาสูงถึง 14.86% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “อ้อยสด” อย่างจริงจัง หลังภาครัฐเดินหน้ามาตรการลดการเผาอ้อยเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 ส่วน ระหว่างเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคน โรงงานน้ำตาล 58 แห่ง และหน่วยงานภาครัฐหลายกระทรวงที่ร่วมกันผลักดันการตัดอ้อยสดแทนการเผา ที่ผ่านมาการเผาอ้อยถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหีบอ้อย แต่การเปลี่ยนผ่านจากระบบเผาอ้อยไปสู่การตัดอ้อยสดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเครื่องจักร ค่าแรง และการจัดการเศษวัสดุในไร่ที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นการที่ไทยสามารถลดอัตราการเผาอ้อยลงเหลือเพียง 3.8% ได้ จึงถือเป็นความสำเร็จเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม และทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเผาอ้อยต่ำที่สุดในโลก บางพื้นที่ของไทยสามารถลดการเผาอ้อยได้ต่ำกว่า 1% แล้ว เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ที่มีอัตราเผาเพียง 0.25% เท่านั้น ซึ่งภาครัฐมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญว่า Zero Burn หรือการเผาอ้อยเป็นศูนย์สามารถเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต รัฐบาลจึงตั้งเป้าลดการเผาอ้อยให้ต่ำกว่า 3% ในฤดูการผลิตถัดไป และผลักดันสู่ระดับ 0% ในระยะยาว เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศภายในปี 2050 (2593)  นายวราวุธ ศิลปอาชา                  รัฐผลักดันอ้อยสู่พลังงานสะอาด เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดการเผาเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การเพิ่มมูลค่าทุกส่วนของอ้อย ภายใต้แนวคิด Circular Economy และ Bio Economy โดยปัจจุบันผลพลอยได้จากอ้อย เช่น กากอ้อย ใบอ้อย ชานอ้อย และกากน้ำตาล กำลังกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานและชีวภาพ ข้อมูลจาก สอน.ระบุว่า ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท น้ำตาลส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีกกว่า 17,703 ล้านบาท

หนึ่งในแผนสำคัญที่รัฐบาลเตรียมผลักดันในปี 2569 คือ การต่อยอดอ้อยเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ผ่านการผลิตเอทานอลจากอ้อย เพื่อรองรับความต้องการเชื้อเพลิงสะอาดของอุตสาหกรรมการบินในอนาคตนอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาพลาสติกชีวภาพชนิดย่อยสลายได้ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ CO2 Track เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยไทยสู่ Zero Carbon Emission อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการนำ “ใบและยอดอ้อย” มาใช้ประโยชน์ทางพลังงาน แทนการเผาทิ้งในไร่ โดยปัจจุบันภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) และชีวมวลผงจากใบอ้อย เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงงานอุตสาหกรรม กลไกอีกส่วนที่จะมาจากรัฐบาล คือการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่าน SME Bank เพื่อช่วยผู้ประกอบการลงทุนเครื่องจักรและระบบแปรรูปวัสดุทางการเกษตร โดยเสนอสินเชื่อดอกเบี้ย 3% ในช่วง 3 ปีแรก และสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี แม้แนวทางดังกล่าวจะมีศักยภาพสูง แต่ภาครัฐยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการรวบรวมใบอ้อยและเครื่องจักรจัดเก็บที่ยังมีราคาสูง จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนทั้งเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน สบโอกาสเพิ่มส่งออกเป็น 12% นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานแล้ว อุตสาหกรรมอ้อยไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 9% ขณะที่บราซิลครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนราว 15% และมีจุดแข็งด้านผลผลิตต่อไร่และค่าความหวานของอ้อยที่สูงกว่าไทย รัฐบาลจึงมองว่าไทยต้องแข่งขันด้วย “คุณภาพและมูลค่าเพิ่ม” แทน ปัจจุบันไทยผลิตน้ำตาลได้เฉลี่ยประมาณ 113 กิโลกรัมต่อตันอ้อย เป้าหมายต่อไปคือ เพิ่มเป็น 120-130 กิโลกรัมต่อตัน ผ่านการพัฒนาพันธุ์อ้อย การเพิ่มค่าความหวานและการยกระดับประสิทธิภาพการสกัดน้ำตาลของโรงงาน

ขณะเดียวกัน หลังอินเดียประกาศงดส่งออกน้ำตาลในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกลดลงประมาณ 6% ช่องว่างดังกล่าวจะเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยขยายตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 12% และยังเพิ่มมูลค่าน้ำตาลไทย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้า Green Product และมาตรฐาน ESG มากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสที่กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศชัดเจนแล้วว่า วันนี้ไทยไม่ได้ขายแค่น้ำตาล แต่ไทยกำลังขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขายความยั่งยืน และขายอนาคตของอุตสาหกรรมสีเขียว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและกติกาด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนสามารถเดินไปพร้อมกันได้ และหากไทยสามารถรักษาความร่วมมือของภาครัฐ โรงงาน และเกษตรกรไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียน และการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเกษตรสีเขียวของโลกก็อาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/economy/news-2009117